
สู่บั้นปลายชีวิต....ด้วยรอยยิ้ม
เมื่อก้าวเข้าสู่วัย 60 ปีขึ้นไป วัยซึ่งมีความแตกต่างจากวัยอื่น
เมื่อก้าวเข้าสู่วัย 60 ปีขึ้นไป ถือเป็นวัยซึ่งมีความแตกต่างจากวัยอื่น เพราะเริ่มเข้าสู่วัยบั้นปลายของชีวิต ดังนั้นปัญหาของผู้สูงอายุในทุกด้านโดยเฉพาะด้านสังคม และสาธารณสุข จึงแตกต่างจากคนในวัยอื่น ปัจจุบันจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก ซึ่งรัฐบาลไทย และทั่วโลกได้ตระหนักถึงความสำคัญในเรื่องนี้ จึงมีความพยายาม และมีการรณรงค์อย่างต่อเนื่อง ให้ทุกคนตระหนัก เข้าใจ และพร้อมดูแลผู้สูงอายุให้ทัดเทียมกับกลุ่มอายุอื่น
ดร.นพ.สมยศ ดีรัศมี อธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ปัญหาสุขภาพของผู้สูงอายุมีมากมายหลายเรื่อง แต่เราจะค่อยๆ เริ่มดูแลทีละเรื่อง ซึ่งความต้องการเร่งด่วนของผู้สูงอายุ คือ เรื่องการใส่ฟันเทียม(ฟันปลอม) เพื่อเคี้ยวอาหาร เพราะผู้สูงอายุส่วนใหญ่จะมีปัญหาการสูญเสียฟันทั้งปากค่อนข้างเยอะ ประมาณ 3 แสนคน และเป็นปัญหาที่ทำให้เคี้ยวอาหารไม่ได้ เมื่อกินอาหารไม่ได้ ก็ไม่ได้รับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ ทำให้ร่างกายอ่อนแอ ส่งผลเสียต่อสุขภาพ ร่างกาย และจิตใจของผู้สูงอายุ จึงนำไปสู่ "โครงการฟันเทียมพระราชทาน"
โครงการฟันเทียมพระราชทาน เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2548 จากความต้องการของผู้สูงอายุที่ต้องการใส่ฟันทั้งปากเพื่อการเคี้ยวอาหาร ประกอบกับ ศ.(พิเศษ) ทพญ.ท่านผู้หญิงเพ็ชรา เตชะกัมพุช ผู้อำนวยการหน่วย ทันตกรรมพระราชทานในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้นำกระแสพระราชดำรัสและความห่วงใยประชาชนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาเผยแพร่ความว่า "เวลาไม่มีฟัน กินอะไรก็ไม่อร่อย ทำให้ไม่มีความสุข จิตใจก็ไม่สบาย ร่างกายก็ไม่แข็งแรง" ดังนั้นกรมอนามัยร่วมกับหน่วยทันตกรรมพระราชทานฯ คณะทันตแพทยศาสตร์ ทุกมหาวิทยาลัยและหน่วยบริการสาธารณสุขทั่วประเทศ จึงได้ร่วมมือกันจัดบริการใส่ฟันทั้งปากให้ผู้สูงอายุ เฉลิมพระเกียรติพระองค์ท่านในโอกาสมหามงคลวาระต่างๆ จนถึงปัจจุบันสามารถใส่ฟันเทียมทั้งปากให้แก่ผู้สูงอายุได้ประมาณ 2.3 แสนกว่ารายแล้ว ถือว่าแก้ปัญหาเร่งด่วนของผู้สูงอายุไปได้มากทีเดียว
หลังจากจบโครงการระยะที่ 1 ซึ่งดำเนินการระหว่างปี 2548-2550 เฉลิมพระเกียรติฯ ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา ได้ติดตามผลการใส่ฟันเทียมให้ผู้สูงอายุ พบว่าร้อยละ 97 พอใจกับฟันเทียมชุดที่ได้รับไป ทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพราะเคี้ยวอาหารได้ดีขึ้น พูดจาได้ชัดขึ้น พอใจกับความสวยงาม มีความมั่นใจที่จะเข้าสังคมมากขึ้น ผู้สูงอายุรู้สึกมีความสุข ถือเป็นเรื่องของจิตใจ ไม่เช่นนั้นจะต้องอยู่แต่ในบ้าน การได้เข้าสังคมทำกิจกรรมร่วมกันกับเพื่อนๆ ทำให้มีความสุขเสริมพลังของชีวิตมากขึ้น
แต่เมื่อใส่ฟันให้ผู้สูงอายุไประยะหนึ่งได้ย้อนกลับมามองอีกมุมหนึ่งว่า การที่จะปล่อยให้ผู้สูงอายุถอนฟันไปเรื่อยๆ จนหมดแล้วใส่ฟันถือว่าแก้ปัญหายังไม่ครบวงจร ควรจะต้องลดการสูญเสียฟันไปพร้อมๆ กัน จึงสนับสนุนให้ผู้สูงอายุดูแลสุขภาพช่องปากด้วยตนเอง เพื่อคงสภาพที่ดีในช่องปากไว้ ซึ่งในปัจจุบันผู้สูงอายุมีการรวมกลุ่มกันเป็นชมรมอยู่แล้ว ถ้ามีแกนนำที่มีจิตอาสาแล้วพัฒนาศักยภาพให้ความรู้สร้างความเข้าใจในเรื่องการดูแลอนามัยช่องปากตนเองก็น่าที่จะมาเป็นกำลังสำคัญช่วยกันดูแลสุขภาพช่องปากของสมาชิกชมรมได้ จึงเป็นที่มาของการทำงานด้านการส่งเสริมสุขภาพช่องปากและบริการป้องกันเพื่อลดการสูญเสียฟัน ปรับโครงการเป็น "โครงการฟันเทียมพระราชทานและการส่งเสริมสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุ" โดยคงเป้าหมายหลักเพื่อแก้ปัญหาการสูญเสียฟันในกลุ่มผู้สูงอายุ สนองกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
โดยนับตั้งแต่ปี 2549 จนถึงปัจจุบัน โครงการฟันเทียมพระราชทานฯ ได้สร้างต้นแบบชมรมผู้สูงอายุด้านการส่งเสริมสุขภาพช่องปาก 1,728 ชมรม ครอบคลุม 1 อำเภอ 1 ชมรม ใน 46 จังหวัด กระจายอยู่ทุกภาค รวมทั้งพัฒนาหน่วยบริการในการจัดบริการป้องกันก่อนที่จะสูญเสียฟัน 219 แห่ง และยังคงพัฒนาทั้งปริมาณและคุณภาพอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม กรมอนามัยยังมีโครงการที่จะพัฒนาศักยภาพแกนนำชมรมผู้สูงอายุรวมทั้งบุคลากรที่เกี่ยวข้องในปี 2555 นี้ โดยจัดประชุม 4 ภาค ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคอีสาน และภาคกลาง ซึ่งภาคเหนือได้จัดไปแล้วเมื่อวันที่ 28-29 มีนาคม 2555 ที่โรงแรม คุ้มภูคำเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ โดยมี ดร.นพ.สมยศ ดีรัศมี อธิบดีกรมอนามัย เป็นประธานเปิดการประชุมเครือข่ายฟันเทียมพระราชทานและการส่งเสริมสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุ ครั้งที่ 1
"จากการพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุข ทำให้ประชาชนมีอายุขัยเฉลี่ยยืนยาวขึ้น โดยคาดว่าแนวโน้มประชากรผู้สูงอายุไทยจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 7 ล้านคน (ร้อยละ 10.7) เป็น 14.5 ล้านคน (ร้อยละ 20) ในปี 2568 หรืออีก 14 ปีข้างหน้า นับว่าเป็นการก้าวสู่ภาวะประชากรสูงอายุอย่างรวดเร็วเป็น 2 เท่าในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งกรมอนามัยได้ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุไทยด้วยการพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยีเพื่อการดูแลสุขภาพและส่งเสริมสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุมาโดยตลอด" ดร.นพ.สมยศ กล่าว
ส่วนภาคอีสาน จัดที่ จ.ขอนแก่น ในวันที่ 19-20 เมษายน 2555 ภาคใต้จัดที่ จ.ตรัง ในวันที่ 21-22 พฤษภาคม 2555 และภาคกลางจัดที่ จ.ชลบุรี ในวันที่ 6-7 มิถุนายน 2555 โดยการประสานกิจกรรมให้ผู้สูงอายุและบุคลากรภาครัฐในพื้นที่ได้ร่วมกันดูแลสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุ ติดต่อปรึกษากันยามที่ต้องการการสนับสนุนทั้งด้านวิชาการและด้านบริหารจัดการ โดยคาดหวังว่าปี 2555 นี้จะมีชมรมผู้สูงอายุด้านการส่งเสริมสุขภาพช่องปากเพิ่มขึ้น 250 ชมรม จากปัจจุบันมีอยู่ 1,728 ชมรม และจะพยายามทำให้ได้ 1 อำเภอ 1 ชมรม ทั่วประเทศรวมทั้งมีหน่วยบริการจัดบริการป้องกันโรคในช่องปากเพิ่มขึ้นอีก 100 แห่ง
ยังมีสิ่งสำคัญสำหรับพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ที่ลูกหลานไม่ควรมองข้าม นั่นคือ "กำลังใจ" และ "ความห่วงใย" จากลูกหลานที่ท่านเฝ้ารอคอย อย่าลืมเติมความสุขทางใจให้แก่ท่านผู้สูงวัยอย่างมีคุณค่าตลอดไป



