
จากวิถีธรรมชาติถอดรหัสสู่คนเมือง
ศิลปวัฒนธรรม : จากวิถีธรรมชาติ...ถอดรหัสสู่คนเมือง
กว่า 20 ปี ที่ศิลปินนักวาดภาพหนุ่มตระกูลดัง "พไรวา ไรวา" เวียนเข้าเวียนออกป่าอุ้มผาง ด้วยความถูกอกถูกใจในความดิบเถื่อนและสัญชาตญาณของสิ่งมีชีวิตทั้งของคน สัตว์ และป่า ที่เจ้าตัวแย้มว่าถึงวันนี้คนเมืองพากันลืมเลือนไปหมดแล้ว เช่นเดียวกับความบริสุทธิ์ของวิถีการใช้ชีวิตของชุมชนชาวกะเหรี่ยง โดยเฉพาะในเรื่องปรัชญาการใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายจริงๆ ไม่ใช่แค่คำพูด ช่วยเปิดทัศนคติให้เขาได้เห็นถึงแง่คิดการด้านการใช้ชีวิตเปลี่ยนไปว่า นอกจากชีวิตไม่ได้มีอะไรซับซ้อนแล้ว ทุกคนยังต้องเรียนรู้ที่จะเคารพตัวเองอีกด้วย
ส่วนที่มาของผลงานประติมากรรมครั้งแรกซึ่งใช้ชื่อเดียวกับเจ้าของ "พไรวา" ศิลปินหนุ่มเล่าว่า เกิดขึ้นหลังจากที่เพิ่งจะค้นพบพรสรรค์ด้านการปั้นของตัวเองเมื่อ 5 ปีก่อนนี้ จึงค่อยๆ ก่อร่างสร้างสรรค์ผลงานขึ้นโดยมีสัตว์ป่าเป็นแรงบันดาลใจ เพราะต้องการสื่อถึงพลังงานที่มีอยู่ในตัวสัตว์ อีกทั้งยังอยากให้คนมองสัตว์ในมุมอื่นมากกว่าเป็นสัญลักษณ์ของสินค้าหรือสิ่งใดก็ตาม ขณะเดียวกันก็พยายามให้คนเข้าใจธรรมชาติมากกว่าเสียดายหรือลุกขึ้นมาโวยวายเมื่อสิ่งเหล่านั้นกำลังจะหมดไป และมิได้ต้องการจะประชดประชันใคร
สำหรับการจัดแสดงผลงานประติมากรรมครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขานุการมูลนิชัยพัฒนา และประธานมูลนิธิคืนช้างสู่ธรรมชาติ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน และได้รับเกียรติจากศิลปินแห่งชาติสาขาประติมากรรม อ.นนทิวรรธน์ จันทะนะผลิน ขึ้นกล่าวชื่นชมผลงานตามธรรมเนียม โดยผลงานที่นำมาจัดแสดงครั้งนี้มีทั้งหมด 7 ชิ้น ได้แก่ "เคารพตัวเอง" ถ่ายทอดผ่านรูปปั้นเสือ ซึ่งเกิดมาพร้อมสัญชาติญาณการครอบครองอาณาเขตใหญ่ และสิ่งสำคัญที่สุดคือ เกิดมาเพื่อส่งต่อบางสิ่งบางอย่างในตัวให้ดำรงอยู่และอยู่ใน "เสือ" รุ่นต่อไป
"ลมหายใจสุดท้าย" เกิดจากการต่อยอดจากความประทับในเรื่องเล่าเกี่ยวกับการต่อสู้ระหว่างกระทิง 2 ตัวในป่าห้วยขาแข้ง ซึ่งฝากข้อคิดไว้อย่างน่าสนใจว่า ผู้ชนะควรได้ดื่มด่ำกับสิ่งที่มันต่อสู้เพื่อแลกมา ส่วนผู้พ่ายแพ้ก็ไม่ควรจะถูกซ้ำเติม เช่นเดียวกับอีกหนึ่งความประทับใจของศิลปินที่มีต่อเพื่อนชาวกระเหรี่ยงบ้านช่องแป๊ะ ผู้มีประสบการณ์ตรงกับเสือมานาน ได้ตั้งข้อสังเกตให้ฟังว่า "ไม่เคยเห็นเสือสะสมอะไรเลย ไม่เคยล่าอะไรมาตุนไว้เพราะกลัวอด และไม่ยอมถอย" ทว่าในแง่คิดของ "พไรวา" ชายหนุ่มมองว่า "ทุกอย่างล้วนกำหนดโดยสัญชาตญาณ ณ เวลานั้น" จึงเป็นที่มาของผลงานชื่อ "วินาทีของการตัดสินใจ"
เช่นเดียวกับ "เรื่องเล็กๆ" ของกรูปี หรือ คูปรี ตัวหนึ่ง แต่บังเอิญเป็นตัวสุดท้ายของโลก สะท้อนให้ ศิลปินจากเมืองใหญ่ตระหนักได้ว่า...โลกใบนี้มันไม่เคยมีเรื่องเล็กหรือใหญ่ จะมีแค่เรื่องที่ใส่ใจหรือไม่ใส่ใจเท่านั้น ส่วน "ความเข้าใจ" เจ้าของผลงานนิยามสั้นๆ ว่า ความรู้ใช้เวลาในการจำ แต่ความเข้าใจอาจใช้ทั้งเวลา ความกล้า และประสบการณ์ แต่เมื่อเข้าใจสิ่งนั้นแล้ว สิ่งที่ว่าจะถูกสลักลงไปในตัวเรา การเขียนตำรา หรือการทำสิ่งใดขึ้นมาก็เหมือนกับการปล่อยความเข้าใจให้ผู้อื่นโบยบินไปสู่จินตนาการ
มาที่ชิ้นเอกที่เจ้าตัวมุ่งมั่นสร้างสรรค์ขึ้น เพื่อนำรายได้จากการจำหน่ายไปช่วยเหลือ "ควายป่า" ณ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง "สิ่งที่เหลือไว้ให้จดจำ" เป็นเขาควายรูปหล่อสัมฤทธิ์ ซึ่งเจ้าตัวตั้งใจสะท้อนให้เห็นวิธีของชนกลุ่มน้อยแต่ไม่ด้อยปัญญา เกี่ยวกับการมองชีวิตแบบค้นหาสิ่งที่ดีเสมอแม้อยู่ในสถานการณ์แย่ที่สุด ตามคำกล่าว "โชคชะตา หน้าตาเหมือนเหรียญ ไม่มีวันออกหัวหรือก้อยอย่างใดอย่างหนึ่งไปตลอดกาล"
สุดท้ายผลงานรูปช้าง "แม่น้ำและความสุข เล็กนิดเดียว" ได้แรงบันดาลใจจาก "ต้นน้ำ" จากน้ำเล็กๆ ไหลมารวมกันเป็นสายน้ำที่ทรงพลังแม้ในเวลาที่สงบ ก็ยังมีแรงพัดพาสิ่งต่างๆ ให้ไหลไปตามกระแส แม้เวลาที่คิดจะทวนขึ้นไปก็ต้องออกแรงเต็มที่ ความคิดและการใช้ชีวิตของคนก็เช่นกัน การที่วนเวียนอยู่ในเกาะแก่งของค่านิยมที่เชี่ยวกราดและน่าหลงใหลจนเคยชิน ประหนึ่งอยู่ในวงล้อมของเสือสิงห์กระทิงแรด นานจนกระทั่งบางคนกลับกลายเป็นสิ่งนั้นซะเอง เพื่อมากัดกินผู้อื่นต่อไป
ทั้งนี้ ศิลปินแห่งชาติสาขาประติมากรรม อ.นนทิวรรธน์ กล่าวว่า โดยปกติเราจะดูความเสื่อมหรือความรุ่งเรืองของสังคมได้จากความดี ความงาม และความเก่ง ปรากฏการณ์ในวันนี้ ผลงานของ "พไรวา" พยายามสื่อให้สังคมได้รับรู้รับทราบถือว่าเป็นคุณค่าทางสุนทรียภาพ เมื่อความงามปรากฏ ความดีและความเก่งจะตามมา ผลงานไม่ได้ขึ้นในวันเดียวแต่สะสมจากประสบการณ์ล้วนๆ



