ไลฟ์สไตล์

ครอบครัว'พอเพียง' จิตอาสาพารวย(ความสุข)

ครอบครัว'พอเพียง' จิตอาสาพารวย(ความสุข)

15 เม.ย. 2555

ครอบครัว'พอเพียง' จิตอาสาพารวย(ความสุข) โดย...ขวัญเรียม แก้วสุวรรณ

                 "ครอบครัวเราจะอยู่แบบพอเพียง มีมะม่วงกินมะม่วง มีมะเขือกินมะเขือ มีอะไรในตู้เย็นจับมารวมๆ กันทั้งหมดทำเป็นอาหารก็กินได้แล้ว ถ้าจะซื้อทุกวันมันก็ไม่ไหว เพราะของที่ตลาดบางอย่างก็มีไขมันเยอะ คุณประโยชน์น้อย สู้เราทำกินเองดีกว่าเยอะ" ชลดา สร้อยดอก อายุ 48 ปี หรือ ครูกุ้ง กล่าว

                 "สร้อยดอก" ครอบครัวเล็กๆ อยู่กับแบบสบายๆ 3 คน ภายใต้การนำของ "ลุงพัฒน์-ป้าสุนีย์" อาศัยอยู่บ้านเล็กๆ บนผืนดินดั้งเดิมของพ่อ ที่ฝั่งธน กรุงเทพฯ พอมีพื้นที่เหลือไม่มากนัก แต่ก็พอให้ลุงพัฒน์ วัย 72 ปี ปลูกต้นไม้ พืชผักสวนครัว และสมุนไพรไว้ใช้ในครอบครัว ถือเป็นอาชีพแก้เหงา หลังจากเกษียณจากวัยทำงานที่บริษัทผลิตอะไหล่รถยนต์ได้เป็นอย่างดี

                 เพราะ ป้าสุนีย์ คู่ชีวิตลุงพัฒน์ เป็นประธานกลุ่มแม่บ้านผู้สูงอายุ ชุมชนวัดกันตทาราม พ่วงด้วยวิทยากรสอนอาชีพให้แก่คนที่ว่างงานในชุมชน หรือวิทยากรตามที่มีหน่วยงานภาครัฐและเอกชนขอมา เวลาที่อยู่บ้านแทบจะนับชั่วโมงได้ เช่นเดียวกับ ครูกุ้ง ในวัย 48 ปี วันนี้ยังครองสถานะโสด เพราะมีความสุขกับเป็นวิทยากรของ กศน.ธนบุรี สอนทำอาชีพให้ชุมชน เช่น งานศิลป์ประดิษฐ์ สมุนไพรแปรรูป สบู่ทองคำ ฯลฯ มีเพียง อนุชา น้องชายคนเล็กที่มีครอบครัวและแยกบ้านออกไปแล้ว

                  ตัวอย่างที่ดีที่ "ครุกุ้ง" เห็นมาตลอดชีวิต คือ "ป้านี" สุนีย์ มารดาของเธอ ที่ทำงานเพื่อชุมชนมาตลอดชั่วชีวิต ถึงวันนี้อายุย่างเข้า 59 ปี แต่ก็ยังไม่เคยหยุด จนได้รับการแต่งตั้งเป็น ประธานกลุ่มแม่บ้านผู้สูงอายุ มีสมาชิกกว่า 30 คน และสอน "ประดิษฐ์เชือกสร้อยร้อยหิน" เครื่องประดับร่างกาย เช่น สร้อยคอ แหวน กำไลข้อมือ ฯลฯ สร้างรายได้ให้หลายครอบครัว สร้างงานให้แก่ผู้สูงอายุในชุมชนที่มีอยู่ไม่น้อย

                  "ป้านี" เล่าว่า เชือกสร้อยร้อยหิน เกิดจากป้านีทำใส่เอง  เพื่อนทักว่าสวย และจากการประเมินกิริยาของคนที่พบเห็นคิดว่าชื่นชอบ จึงมีความคิดอยากทำให้เพื่อน จึงตั้งใจฝึกทำให้เชี่ยวชาญ จนกระทั่งฝีมือดีขึ้น ท้ายที่สุดสามารถทำให้เพื่อนได้ และถ่ายทอดความรู้แก่คนที่ว่างงาน สร้างรายได้ให้หลายครอบครัวจวบจนปัจจุบัน

                  ครูกุ้ง เจริญรอยตามป้านี ผู้ให้กำเนิด ด้วยการเป็นวิทยากรให้ความรู้เกี่ยวกับการสร้างอาชีพให้แก่ กศน.ธนบุรี เพราะมองว่า เป็นงานที่สร้างคุณค่าทางจิตใจซึ่งถือว่ายิ่งใหญ่ ที่ได้สอนได้ถ่ายทอดความรู้ของตนเองให้คนที่เขาไม่รู้ได้รู้ เพราะได้รับการสั่งสอนจากพ่อแม่ตั้งแต่เด็กแล้วว่า การให้คือการมีจิตอาสา รู้จักใช้ชีวิตอย่างพอเพียง

                  ที่สำคัญได้เห็นผู้ให้กำเนิดทั้งสองช่วยเหลือและทำงานเพื่อสังคมมาโดยตลอด โดยยึดหลัก "บวร" คือ บ้าน  วัด โรงเรียน  ให้ความสำคัญควบคู่กันเสมอ ส่วนเรื่องค่าตอบแทนก็ถือเป็นปัจจัยรองลงมา แต่ก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้ชีวิตครอบครัวดีขึ้น ประมาณ 1-1.5 หมื่นบาท และที่สำคัญไปกว่านั้นสิ่งที่ได้จากการเป็นวิทยากรคือ สังคมกว้างขึ้น หมายถึง วิทยาทานก็ใหญ่ขึ้นอีกด้วย 3 ชีวิตในครอบครัวเล็กๆ หลังนี้ใช้ชีวิตแบบพอเพียง กินอยู่อย่างประหยัด ใช้เงินแบบพอมีพอกินและทำงานหาเงินใช้ตามกำลังความสามารถแต่มีความสุขตามอัตภาพ

                  "อาหารการกินส่วนใหญ่ ใช้ผักที่พ่อปลูกมาทำอาหารกินกันเองที่บ้าน เพราะด้วยพ่อกับแม่อายุมากแล้ว อาหารที่กินต้องมีประโยชน์ สมุนไพรที่พ่อปลูก เช่น อัญชัน ว่านรางจืด บอระเพ็ด ก็จะเอามาทำเป็นสมุนไพรแปรรูป บางวันก็จะนำว่านรางจืดมาต้มน้ำสมุนไพรใส่บาตรตอนเช้า เพราะตามที่สังเกตในบาตรของพระจะมีแต่อาหารสำเร็จรูปที่มีกะทิ ไขมันมากๆ ก็กลัวว่าถ้าอายุมากแล้วกินอาหารพวกนี้จะสุขภาพไม่ดี" ครุกุ้งเล่า

                  แม้ว่าถึงวันนี้ป้านีอายุจะ 59 ปี แต่ป้าบอกว่าจะขอทำเพื่อสังคมต่อไป ทำจนกว่าจะไม่มีแรง และที่สำคัญได้ช่วยให้คนอื่นที่ยังเดือดร้อนให้มีชีวิตที่ดีขึ้น โดยไม่ได้หวังผลตอบแทนอะไร เพียงแค่เห็นคนที่ได้ช่วยเหลือมีความสุขก็เพียงพอแล้ว หน่วยงานรัฐ และเอกชน รวมทั้งผู้ที่สนใจ เชิญ ครูกุ้งและป้านี ไปเป็นวิทยากรสอนอาชีพ สามารถติดต่อได้ที่โทร. 08-1614-7912

........................
(ครอบครัว'พอเพียง' จิตอาสาพารวย(ความสุข) โดย...ขวัญเรียม  แก้วสุวรรณ )