ไลฟ์สไตล์

'สุรภีร์' สุขง่ายๆ จากสิ่งที่ชอบ

'สุรภีร์' สุขง่ายๆ จากสิ่งที่ชอบ

13 เม.ย. 2555

ผู้สูงอายุถือเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตของคนรุ่นหลัง

                  ผู้สูงอายุถือเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตของคนรุ่นหลัง และหนึ่งในนั้นที่จะนำเสนอคือผู้ที่หลงใหลในมนต์เสน่ห์ความสวยงามของผ้าไทย และอยากแสดงออกถึงความเป็นไทยให้ประจักษ์แก่สายตาคนทั่วโลก จุดประกายให้ผู้บริหารหญิงระดับแนวหน้าของเมืองไทย สุรภีร์ โรจนวงศ์ นำผ้าลวดลายวิจิตรมาบรรจงตัดเย็บเป็นอาภรณ์ประดับกายสวมใส่ในชีวิตประจำวันมานานกว่า 40 ปี จนเป็นที่คุ้นตาของผู้คนในฐานะผู้นำแฟชั่นผ้าไทยมาจนปัจจุบัน อีกทั้งเธอยังรับบทบาทด้านการสืบสานมรดกทางด้านศิลปหัตกรรมไทย รวมถึงการมีส่วนร่วมอนุรักษ์ให้ศิลปะแขนงนี้คงอยู่คู่ประเทศไทยสืบไป

                   "ชอบผ้าไทยและสวมใส่เสื้อผ้าที่ตัดเย็บจากผ้าไทยมาหลายปีแล้ว เพราะต้องการที่จะแสดงเอกลักษณ์ความเป็นไทย บวกกับการที่เรามีของสวยงามอยู่เราก็อยากอวดให้คนทั่วไปได้เห็น อย่างเวลาไปประชุมต่างประเทศก็จะได้แสดงความเป็นไทยอย่างเต็มภาคภูมิกับชุดแต่งกายที่สวยงาม ผ้าไทยของเราเป็นที่เลื่องลือไปทั่วโลก ตอนแรกๆ ที่เริ่มใส่คนก็มองว่าแปลกแต่เราก็ต้องกล้าที่จะแสดงออกในเอกลักษณ์ของเรา จนเดี๋ยวนี้เวลาไม่ใส่จะมีแต่คนถามว่าทำไมวันนี้ถึงไม่ใส่ อีกอย่างคือเห็นว่าคนรุ่นใหม่แต่งตัวเป็นแนวตะวันตกกันมากจนหลงลืมความเป็นไทย จึงอยากเป็นตัวอย่างให้เยาวชนเห็นว่าผ้าไทยของเราไม่ได้เชยอย่างที่หลายคนคิด" ผู้คร่ำหวอดในวงการหัตถกรรมไทย ย้อนเล่าที่มาของการเริ่มสวมใส่ผ้าไทย

                   ถึงวันนี้แม้กาลเวลาจะล่วงเลยมาหลายทศวรรษ แต่นักบริหารวัยเฉียด 77 ปีท่านนี้ก็ยังคงสานต่อภารกิจนี้มาอย่างต่อเนื่องโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ทั้งที่ลูกหลานต้องการให้เกษียณตัวจากหน้าที่การงานที่ทำอยู่ ด้วยเธอบอกอย่างภาคภูมิใจว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นแรงบันดาลใจมาโดยตลอด

                  "ตอนนี้ลูกๆ ก็เป็นห่วงอยากให้พักแต่ก็ยังทำไม่ได้ เพราะยังหาตัวคนที่จะมาสานต่องานไม่เจอ จะเรียกว่าสนุกกับงานอยู่ก็ได้ แต่ถ้าได้ใครมาช่วยรับธงต่อก็จะประสานงานได้กว้างขวางขึ้น ได้ผลยิ่งขึ้น อย่างที่บอกว่าเราเป็นคนไทยเราเป็นหนี้แผ่นดินเราต้องช่วยเหลือแผ่นดิน และจากการที่เห็นพระเจ้าอยู่หัวทรงงานตลอดแม้กระทั่งขณะประชวร แล้วเราจะหยุดได้อย่างไร ถึงแม้เราจะอายุมากขึ้นแต่เรายังมีกำลังวังชาและมีประสบการณ์มากมายที่จะแบ่งปันให้คนรุ่นหลัง แล้วเราจะหยุดไปโดยที่เราไม่แบ่งปันประสบการณ์มันจะได้หรือ ถ้าเราตายไปมันจะตายไปกับเราอย่างนั้นหรือ คิดว่าเรารู้อะไรเราก็อยากบอกรุ่นหลังจะได้ไม่ต้องเริ่มต้นใหม่ นำความรู้ไปต่อยอดคิดได้เลย และการทำงานด้านหัตถกรรมก็เป็นเพราะเรารักด้านนี้อยู่แล้ว และรู้สึกว่าไม่อยากให้เสียเวลาไปเปล่าๆ อะไรทำได้เราก็ควรทำ และมันก็เป็นความสุขอย่างหนึ่ง" ผู้บริหารหญิง เผย

                  ด้วยความสามารถบวกพลังใจที่มีอยู่เต็มเปี่ยม จากตำแหน่งนายกสมาคมส่งเสริมการค้าหัตถกรรมไทย ล่าสุดผู้หญิงเก่งคนนี้ก้าวไปอีกสเต็ป ด้วยบทบาทอันทรงเกียรติกับตำแหน่งประธานสภาหัตถกรรมโลก ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และจากตำแหน่งที่ได้รับเธอจึงทุ่มเทเวลาให้แก่งานนี้อย่างเต็มที่ในฐานะตัวแทนประเทศไทยยืนผงาดบนเวทีโลกอย่างเต็มภาคภูมิ

                  "พอรับตำแหน่งนี้ทำให้ต้องไปประชุมต่างประเทศบ่อยครั้ง หลายคนอาจมองว่างานเยอะขึ้น เหนื่อยขึ้น แต่ทุกครั้งที่ไปเราก็มีความสุข เพราะจะได้พบปะเพื่อนฝูงคอเดียวกันคือชอบงานด้านหัตถกรรมเหมือนๆ กัน มีโอกาสได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ไปทำงานแต่ละครั้งจึงเหมือนกับได้ไปเที่ยวเปิดหูเปิดตาไปด้วยในตัว เพราะประเทศเจ้าภาพมักจะพาไปชมสถานที่สำคัญๆ ของประเทศนั้นๆ ด้วย" ประธานสภาหัตถกรรมโลก ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เล่าอย่างอารมณ์ดี

                  แต่ความสุขใช่ว่าจะเกิดจากการทำงานที่รักเพียงอย่างเดียว อีกหนึ่งหลักสำคัญในการใช้ชีวิตที่ทำให้หญิงสูงวัยผู้นี้เข้าถึงความสุขอย่างแท้จริงก็คือ "ธรรมะ" ที่เจ้าตัวบอกว่าทั้งศึกษาและปฏิบัติมานานร่วม 4 ทศวรรษ ทั้งยังใช้เป็นที่พึ่งทางใจเมื่อเกิดทุกข์ และนำมาสั่งสอนลูกหลานเพื่อให้เข้าถึงความสุขเช่นเดียวกับเธอด้วย

                  "ทุกครั้งทุกข์จะหันหน้าเข้าธรรมะ มันช่วยให้เราปล่อยวางได้ สิ่งไม่ดีเราจะแบกไว้ทำไม ใครจะว่าอะไรก็ปล่อยเขา ถ้าเราไม่ได้เป็นจริงอย่างเขาว่ายิ่งไม่ต้องเดือดร้อน แต่หากเป็นจริงก็ต้องหันมาดูตัวเองและปรับปรุงแก้ไข อย่าไปโทษคนโน้นคนนี้ให้เสียเวลา พอปล่อยวางเราก็ไม่เหนื่อยไม่หนัก แต่จริงๆ แล้วความทุกข์มันก็เหมือนควันบุหรี่ เดี๋ยวมันก็จางหายไป ทุกวันนี้เราพยายามสอนลูกสอนหลานให้ปฏิบัติธรรมกันทุกคน ค่อยๆ สอนให้เขาซึมซาบไปเรื่อยๆ ค่อยๆ สอนให้เขาสวดมนต์ไหว้พระนั่งสมาธิตั้งแต่เล็ก เพราะเรื่องแบบนี้ไม่ต้องรอต้องปลูกฝังกันตั้งแต่เล็กๆ ถึงจะได้ผล" ผู้อยู่ในวิถีแห่งธรรม แนะ

                  พร้อมกันนี้ยังได้เชิญชวนคนรุ่นใหม่ให้หันมาศึกษาธรรมะและฟังเทศน์ฟังธรรม โดยแนะให้เริ่มต้นที่ศีล 5 ซึ่งเป็นศีลขั้นพื้นฐานก่อน

                  "ถ้าถือศีล 5 จะมีสติรู้ตลอดว่ากำลังทำอะไร จะช่วยให้ละสิ่งไม่ดีไปได้มากมาย และการที่เราคิดดี ทำดี สิ่งดีๆ มันจะกลับมาหาเรา ถ้าใครคิดไม่ดี สิ่งไม่ดีก็จะเข้าหาตัวตลอด นอกจากศีล 5 ยังต้องมีอิทธิบาท 4 พรหมวิหาร 4 มรรค 8 เป็นหลัก แต่เดี๋ยวนี้เด็กๆ เข้าหาพระกันมากขึ้นซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดี หากได้ลองปฏิบัติจะรู้ว่าไม่ได้ยากอย่างที่คิด แต่อยู่ที่ตัวเราว่าอยากจะทำหรือเปล่า ที่สำคัญพ่อแม่ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูกทำตามด้วย" สาวกธรรมชี้ทางสู่ความสุข เป็นการปิดท้าย