
อียูเปิดนำเข้าไก่สดไทยตั้งแต่1ก.ค.
อียูเปิดให้นำเข้าไก่สดจากไทยได้แล้วตั้งแต่ 1 ก.ค.นี้ ไต้หวันเตือนเพิ่มความเข้มงวดการตรวจสอบสินค้าเกษตรไทย ปชป.โวโครงการของถูกสู้ของแพงได้รับการตอบรับดี
11เม.ย.2555 สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ(มกอช.) รายงานว่า จากผลการประชุมในเช้าวันที่ 3 เม.ย. ของคณะกรรมการยุโรปด้านห่วงโซ่อาหารและสุขภาพสัตว์ (EU Standing Committee on the Food Chain and Animal Health) ประเทศสมาชิก EU มีมติที่จะไม่ต่ออายุห้ามนำเข้าไก่สดจากไทย (จากที่ไทยเคยถูกโดนระงับการส่งออกจาก EU ด้วยโรคไข้หวัดนก แล้วมาตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม พ.ศ.2547 )
ทั้งนี้ คาดว่า EU จะประกาศเรื่องดังกล่าวอย่างเป็นทางการตามยกร่าง Decision และ Regulation ใน EU Official Journal ในช่วงเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2555 นี้ โดยจะให้มีผลให้ไทยสามารถส่งไก่สดไปจำหน่ายยังสหภาพยุโรปได้อีกครั้งตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ.2555 เป็นต้นไป
ไต้หวันเข้มงวดตรวจสอบสินค้าไทย
สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) รายงานว่า จากการตรวจพบสารตกค้างในสินค้าเกษตรไทยที่ส่งออกไปยังไต้หวัน ทำให้ไต้หวันเพ่งเล็งและอาจพิจารณาเพิ่มระดับความเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้านำเข้าจากไทย โดยปัจจุบัน ตามข้อกำหนดการตรวจสอบสินค้านำเข้าอาหารและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องของกรมอาหารและยาไต้หวัน (FDA) ได้บัญญัติระดับการตรวจสอบสินค้าดังนี้ - ระดับปกติ สุ่มตรวจ อัตรา 2 - 5% ของจำนวนล็อต - ระดับเพิ่มความระวัง สุ่มตรวจ อัตรา 20 - 25% ของจำนวนล็อต - ระดับเข้มงวด ตรวจ 100% (ตรวจทุกล็อต)
โดยปัจจุบันสินค้าส่งออกส่วนใหญ่ของไทยถูกสุ่มตรวจในระดับปกติ หากทว่าการที่ FDA ได้รายงานการตรวจพบสารตกค้างที่ไม่สอดคล้องตามระเบียบของไต้หวันในสินค้าพริกป่นจากไทย เมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ.2555 และขอให้ไทยทบทวนแนวทางปฏิบัติและมาตรการปรับปรุงแก้ไขกรณีสารตกค้างที่ไม่เป็นไปตามระเบียบเพื่อแจ้งแก่ไต้หวันภายในวันที่ 7 พฤษภาคม 2555 นั้น จึงขอความร่วมมือผู้ส่งออกปฏิบัติตามข้อกำหนดว่าด้วยสารตกค้างของไต้หวันอย่างเคร่งครัด เพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการอันอาจจะเป็นอุปสรรคต่อการส่งออกของสินค้าเกษตรไทย เช่น การปรับระดับการตรวจสอบสินค้าจากระดับปกติ เป็นระดับเพิ่มความระวัง หรือระดับเข้มงวด สำหรับรายละเอียดสารตกค้างที่ยอมรับได้ดูได้จาก www.fda.gov.tw/eng/people_laws_list.aspx?time=l&classifysn=16
ปชป.โวโครงการของถูกสู้ของแพงได้รับการตอบรับดี
นายกรณ์ จติกวณิช ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์พร้อมด้วยส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ ได้แถลงถึงผลการดำเนินการโครงการของถูกสู้ของแพงทั้งแผ่นดินในวันที่ 8 เม.ย.ที่ผ่านมาว่า จากที่ได้นำสินค้า 6 ประเภทประกอบด้วย ไข่ไก่ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ข้าวสาร น้ำมันปาล์ม น้ำตาลทราย น้ำปลา ไปจำหน่ายในราคาต่ำกว่าท้องตลาดเพราะไม่ได้บวกค่าขนส่งผลปรากฏว่า ในทุกเขตได้รับการตอบรับจากประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างดีสามารถขายสินค้าได้หมดภายใน 4-5 ชั่วโมง แต่ก็ยังไม่สามารถเข้าถึงประชาชนทุกคนได้เพราะกำลังของเรามีจำกัด แต่สิ่งที่เราต้องการแสดงให้เห็นนั้นคือ วิธีการช่วยเหลือโดยไม่ใช้เงินที่มาจากภาษีประชาชนประชาชนนั้นมี ไม่ต้องไปใช้ภาษีของประชาชน และรัฐบาลต้องไม่นิ่งเฉยกับการแก้ปัญหาสินค้าราคาแพง เพราะประชาชนยังรอความช่วยเหลือจากรัฐบาลในยุคแพงทั้งแผ่นดิน และยืนยันว่า พรรคประชาธิปัตย์จะพยายามจัดโครงการในลักษณะนี้ต่อไปเรื่อย ๆ
ราคาพลังงานปรับเพิ่มสูงขึ้นและในวันที่ 16 เม.ย.ก็จะมีการปรับราคาก๊าซเอ็นจีวีและแก๊สแอลพีจีเพิ่มอีกครั้ง ซึ่งปัญหาเหล่านี้ก็เป็นที่มาถึงความเดือดร้อนของประชาชน ทำให้ราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้นทุกชนิด ฉะนั้นนโยบายพลังงานของรัฐบาลก็ล้มเหลวตั้งแต่แรกที่มาเป็นรัฐบาล และอยากให้รัฐบาลระวังการใช้งบประมาณที่มีการกำหนดงบถึงพันล้านในการตั้งร้านขายของถูก เพราะต้องยอมรับว่าเป็นการใช้ภาษีประชาชน ในขณะที่การเข้าถึงต้องคลอบคลุมถึงจะมีความเป็นธรรม
ผู้สื่อข่าวถามว่า กระทรวงพาณิชย์ออกมายอมรับว่า โครงการหลายโครงการไม่เป็นไปตามเป้าหมายโดยเฉพาะโชว์ห่วยช่วยชาติที่มีร้านค้าเข้าร่วมเพียง 5 ร้อยราย คิดว่ารัฐบาลควรทบทวนหรือไม่ นายกรณ์กล่าวว่า ตนคิดว่ารัฐบาลต้องเอาจริงมากกว่านี้ อย่าคิดว่านโยบายต่าง ๆ เมื่อสั่งไปแล้วจะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ความจริงใจเป็นเรื่องสำคัญเช่น การเลื่อนขึ้นเงินเดือนข้าราชการ ค่าแรงขั้นต่ำแท็บเล็ตป.1 ที่ต้องเลื่อนออกไป เห็นได้ชัดว่าวันนี้นอกจากแพงทั้งแผ่นดินแล้วนโยบายยังแท้งแผ่นดินด้วย ส่วนสาเหตุก็เป็นเพราะรัฐบาลไม่ใส่ใจ แต่กลับไปใส่ใจเรื่องการเมือง การนิรโทษกรรม
เมื่อถามว่า หากรัฐบาลไม่ทบทวนการแก้ปัญหาอะไรจะเกิดขึ้น นายกรณ์กล่าวว่า ประชาชนก็จะเดือดร้อนต่อไป วันนี้รัฐบาลควรลดระดับความสำคัญที่ให้ตัวเองและพวกพ้อง ควรมาสนใจปัญหาเรื่องของแพงทั้ง ๆ ที่ท่านหาเสียงในเรื่องนี้มา
เมื่อถามอีกว่า หลังจากค่าครองชีพสูงขึ้นแต่รายได้ไม่เพิ่มขึ้น จะเกิดภาวะเงินฝืดได้หรือไม่นายกรณ์ กล่าวว่า ที่จะเลวร้ายที่สุดคือ เกิดภาวะเงินเฟ้อคู่กับภาวะเงินฝืด เพราะของแพงขึ้นแต่เงินในกระเป๋าไม่ได้เพิ่มขึ้นและยังลดลดอีก รัฐบาลต้องตระหนักว่าผลสำรวจของทุก ๆ โพลก็ระบุว่า ประชาชนอยากให้รัฐบาลสนใจในเรื่องปากท้องมากกว่าเรื่องการเมืองและการนิรโทษกรรม เพราะฉะนั้นรัฐบาลจะรักษาความชอบธรรมของตัวเองไว้ได้ก็ต้องตอบโจทย์แก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนให้ได้ ส่วนปัญหานี้จะกระทบต่อการกำหนดนโยบายด้านการเงินการคลังหรือไม่นั้น ตนคิดว่าเสถียรภาพของเศรษฐกิจขณะนี้ถือว่าดี รัฐบาลมีเครื่องไม้เครื่องมือครบแต่ไม่นำมาใช้ วันนี้สถานะทางเศรษฐกิจของประเทศไม่ได้เป็นอุปสรรคในการแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนแต่อย่างใด เพียงแต่ขอให้รัฐบาลเอาใจใส่เท่านั้น



