
เมื่อนักวิจัย(อาจารย์)ถูกไล่ล่าโดยสตง.
เมื่อนักวิจัย(อาจารย์)ถูกไล่ล่าโดยสตง.: แลกคนละหมัด โดยชินสัคค สุวรรณอัจฉริย [email protected]
ความสามารถในการจัดเก็บภาษีเป็นหน้าที่สำคัญของภาครัฐ เพราะหมายถึงการจ้างพนักงานหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐให้การดูแลประชาชนให้อย่างทั่วถึง นอกจากนั้นเงินภาษีมีความสำคัญในเรื่องของการสร้างให้เกิดวิทยาการก้าวหน้าแก่สังคมซึ่งหน่วยงานที่ประชาชนหรือภาครัฐคาดหวังคือ สถาบันการศึกษาโดยในแต่ละปีนั้นการอุดหนุนการวิจัยผ่านกระบวนการประเมินผู้ที่ถูกเรียกว่าผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ทรงคุณวุฒิต่อการให้ทุนแก่นักวิจัยหรือคณาจารย์ในสถาบันต่างๆ ซึ่งในปีหนึ่งๆ นั้นคิดเป็นหลายล้านบาท ขึ้นกับว่าในแต่ละมหาวิทยาลัยนั้นมีบุคลากรที่สนใจและมีความเชี่ยวชาญมากน้อยแค่ไหน
ดูเหมือนกับว่าทุกอย่างนั้นเป็นเหตุผลและสอดคล้องตามหลักวิชาการเพราะมีการคัดเลือกผู้ที่สมควรได้ทุนในการวิจัย ตั้งแต่การประเมินภายในสถาบันและส่วนกลาง การขอทุนในการวิจัยนั้นหลายครั้งดูเหมือนกับว่าการให้ทุนนั้นสนใจหลักการตามเหตุผลทางวิชาการหรือกระแสที่ให้ความสนใจมากกว่าที่กำหนดการประเมินถึงตัวบุคคลที่จะทำให้งานในโครงการวิจัยนั้นสิ้นสุดลงหรือสามารถขยายผลต่อผู้ใช้หรือผู้ต้องการ (อาจเป็นเรื่องในอุดมคติ)
อย่างไรก็ตาม โครงการวิจัยหลายๆ โครงการนั้นไม่สามารถส่งงานได้ตามเวลา จนทำให้ผู้บริหารระดับอธิการบดีถูกทวงงานจาก สตง. (สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน) ซึ่งเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรง ความล่าช้านี้มากกว่า 1 ปีขึ้นไปของการส่งงานหรือบางครั้งมากกว่า 2 ปี จนต้องถูกทวงงานบ่อยครั้ง และในระดับมหาวิทยาลัยซึ่งแตกต่างจากผู้รับเหมาสามารถส่งงานให้แก่หน่วยงานภาครัฐได้ตรงต่อเวลา โดยที่ผ่านมานี้กลไกของมหาวิทยาลัยแทบไม่ทำงานอะไรเลย ปล่อยให้ดำเนินไปตามยถากรรม ในช่วงปี 2 ปีที่ผ่านมาเริ่มทำงานอย่างเคร่งครัดมากขึ้น อย่างไรก็ตามปัญหาเหล่านี้จะอยู่กับมหาวิทยาลัยและจะต้องถูกทวงงานจาก สตง.โดยตลอด
เหตุผลที่สำคัญคือทางคณาจารย์มัวแต่หาโครงการที่จะได้คะแนนที่จะกำหนดเป็นภาระงานของตนเองประจำปี ทำให้ต้องเขียนโครงการวิจัยไว้ก่อนเพื่อเอามาเป็นภาระงานในการประเมิน โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยที่ออกนอกระบบ ซึ่งทำให้ได้คะแนนและมีอันดับของเกณฑ์การให้รางวัลด้วย แต่เมื่อได้โครงการไปแล้ว ความเป็นจริงที่เขียนขึ้นของโครงการและภาระงานอื่นๆ ของนักวิจัย เช่น การสอนปกติ การสอนภาคพิเศษ การสอนนอกเวลาล้วนเป็นรายได้ที่มีความมั่นคงกับนักวิจัยในฐานะอาจารย์ในเวลาเดียวกัน ส่งผลให้โครงการที่ได้มานั้นไม่สามารถทำได้ตามเวลา เพราะไม่ได้ลงพื้นที่หรือใช้นิสิตไปเก็บข้อมูลให้ เพื่อการประหยัดและฝึกการวิจัย ส่งผลทำให้งานไม่สามารถบรรลุเป้า เพราะนิสิตสนใจในคะแนนที่อาจารย์จะให้ แต่ไม่ได้ให้ความสำคัญในโจทย์ของการวิจัย และบางครั้งอาจจะงานเข้า เพราะต้องออกเงินวิจัยไปด้วยในโครงการของอาจารย์เพื่อได้คะแนนผ่านในรายวิชาที่ตนเองเรียน
ดูเหมือนว่า ความเป็นนักวิจัยและอาจารย์นั้นมีความศักดิ์สิทธิ์เพราะสามารถบัญชาการด้านหลังให้แก่นิสิตไปวิจัย หรือตนเองอาจไปดูบ้างบางครั้ง เมื่อเวลาผ่านไปแลกกับความสนุกไปกับการสอนภาคพิเศษที่เป็นรางวัลอีก ยิ่งทำให้คุณค่าของงานวิจัยนั้นลดลง กลายเป็นงานวิจัยของนิสิต หรือใครก็ไม่รู้ที่รับงานดังกล่าวไป
ผลที่ตามมาหลายโครงการนั้นไม่สามารถส่งงานได้ และใช้สิทธิ์ในการขยายงาน โดยหลายโครงการได้รับอภิสิทธิ์แม้ว่าบางโครงการก่อนที่ได้รับอนุมัติก็ได้รับอภิสิทธิ์การตัดสินไปแล้ว (และตัดสิทธิ์ของโครงการคนอื่นไป) อย่างเช่นชุดโครงการเมื่อส่งงานไม่ได้ ก็สามารถขยายสิทธิ์ได้อีก 1 ปี (รวมทั้งโครงการเดี่ยวด้วย) ถ้าเป็นผู้รับเหมาคงจะโดนปรับหรือห้ามดำเนินการกิจกรรมดังกล่าว มาตรฐานและจริยธรรมสูงจริงๆ ในความเป็นผู้ที่มีการศึกษา
ที่หนักไปกว่านั้น นักวิจัยหลายท่านสอนเกี่ยวกับการทำวิจัยแก่นิสิตว่า "วิธีการทำวิจัยทำอย่างไรแต่ไม่ได้สอนว่าจะจบงานวิจัยเมื่อไหร่” จากผู้ล่าโครงการวิจัยกลายเป็นผู้ถูกล่า นอกจากนั้นมหาวิทยาลัยยังต้องเสียเวลาแต่งตั้งคณะอนุกรรมการติดตามงานให้นักวิจัยส่งมอบงานหลังจากขยายเวลาแล้วทำให้เกิดค่าใช้จ่ายในกิจการของมหาวิทยาลัยที่ไม่จำเป็น
เมื่อก่อนเข้าใจว่า ประเทศไทยไม่มีเงินวิจัยที่เพียงพอแก่นักวิจัย แต่บัดนี้เข้าใจว่า มีเงินวิจัยแต่ไม่มีงานวิจัย นี่เป็นภารกิจที่สำคัญของ สตง.ในปัจจุบัน คือการไล่ล่างานจากนักวิจัย...โอ! พระเจ้า เรากำลังเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนไม่รู้ว่าที่มาเลเซียเป็นอย่างนี้หรือเปล่า



