ไลฟ์สไตล์

หมอดินคว้าวิจัย'หญ้าแฝกดีเด่น'

หมอดินคว้าวิจัย'หญ้าแฝกดีเด่น'

10 เม.ย. 2555

หมอดินคว้าวิจัย 'หญ้าแฝกดีเด่น' ลดคาร์บอน-คืนสมดุลสู่ธรรมชาติ

          การผลิตกล้าหญ้าแฝกเพื่อปลูก แจกจ่าย ส่งเสริมและประชาสัมพันธ์เพื่อให้มีการใช้ประโยชน์ในด้านการอนุรักษ์ดินและน้ำ ตามแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมทั้งมีการศึกษา ทดลองและวิจัยเพื่อหาองค์ความรู้ใหม่ๆ ในการประยุกต์ใช้หญ้าแฝกในด้านต่างๆ มากขึ้น ถือเป็นภารกิจหลักที่สำคัญของกรมพัฒนาที่ดินที่ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง

          ผลจากการดำเนินงานด้านการพัฒนาเรื่องหญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดกรมพัฒนาที่ดินก็ได้รับรางวัลด้านงานวิจัยหญ้าแฝกดีเด่น (Outstanding Vetiver Research) ในประเภทผลงานวิจัยในภาคเกษตรกรรม ในการประชุมหญ้าแฝกนานาชาติ ครั้งที่ 5 (The Fifth International Conference on Vetiver) ภายใต้หัวข้อเรื่อง “หญ้าแฝกกับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ” (Vetiver and Climate Change) ณ เมืองลัคเนา ประเทศอินเดีย  

          สุรเดช เตียวตระกูล รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า กรมพัฒนาที่ดิน ดำเนินงานด้านการพัฒนาเรื่องหญ้าแฝกมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนองพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ให้พัฒนาและรณรงค์การใช้หญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำตั้งแต่ปี 2534 เป็นต้นมา โดยกรมมีความมุ่งมั่นในการศึกษา วิจัยเพื่อให้ได้หญ้าแฝกพันธุ์ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ต่างๆ และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ซึ่งขณะนี้กรมมีผลงานวิจัยเกี่ยวกับหญ้าแฝกจำนวนมากที่จะนำไปพัฒนาต่อยอดสู่การปฏิบัติได้เป็นอย่างดี  

          ประภา ธารเนตร นักวิชาการเกษตรชำนาญการ ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัยฯ เปิดเผยว่า การได้รับรางวัลดังกล่าวจึงนับว่าเป็นความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งของคณะผู้วิจัย ตลอดจนหน่วยงานกรมพัฒนาที่ดิน เนื่องจากเป็นรางวัลที่ทรงเกียรติและมีคุณค่าสูงสุดของการทำงาน รวมถึงเป็นโอกาสอันดีในการเผยแพร่ผลงานการดำเนินงานวิจัยของนักวิชาการเอง และเป็นการสร้างชื่อเสียงให้แก่กรมพัฒนาที่ดินในฐานะหน่วยงานหลักในการดำเนินงานหญ้าแฝกตามพระราชดำริให้เป็นที่ประจักษ์ทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ 

          "การวิจัยที่ได้รับรางวัลเป็นการศึกษาการกักเก็บคาร์บอนในดิน เพื่อลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ พร้อมทั้งเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน เพื่อประเมินการสะสมคาร์บอนและการปลดปล่อยก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์ในพื้นที่ปลูกหญ้าแฝก รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของคาร์บอนในดิน ในพื้นที่โครงการมูลนิธิชัยพัฒนา-แม่ฟ้าหลวง จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งดำเนินการระหว่างปี 2551-2553"

          นักวิชาการเกษตรคนเดิมระบุอีกว่า การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีการเปรียบเทียบแปลงปลูกหญ้าแฝกจำนวน 4 พันธุ์ ได้แก่ พันธุ์ศรีลังกา สุราษฎร์ธานี ประจวบคีรีขันธ์ และร้อยเอ็ด จากผลการศึกษาค่าการสะสมคาร์บอนในดินเปรียบเทียบระหว่างก่อนและหลังการทดลอง พบว่าในแปลงควบคุมมีค่าลดลงจาก 7.8 เหลือ 5.8 ตันคาร์บอนต่อไร่ ในขณะที่แปลงปลูกหญ้าแฝกมีค่าการสะสมคาร์บอนเพิ่มขึ้น โดยมีค่าเพิ่มขึ้นจาก 10.1 เป็น 10.9, 11.0 เป็น 15.5, 10.0 เป็น 13.0 และ 9.2 เป็น 11.4 ตันคาร์บอนต่อไร่ ตามลำดับ 

          ส่วนการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากผิวดินในแปลงควบคุมและแปลงปลูกหญ้าแฝกแต่ละพันธุ์พบว่าไม่มีความแตกต่างทางสถิติ โดยมีค่าเฉลี่ยในช่วงฤดูฝน ฤดูแล้ง และฤดูร้อนอยู่ในช่วง 552.5-758.3, 181.2-560.1 และ 216.9-399.7 มิลลิกรัมคาร์บอนไดออกไซด์ต่อตารางเมตรต่อชั่วโมงตามลำดับ 

          จากการศึกษาในครั้งนี้สามารถสรุปได้ในเบื้องต้นว่าหญ้าแฝกทำให้ปริมาณคาร์บอนในดินเพิ่มสูงกว่าพื้นที่ที่ไม่ได้ปลูกพืชมาก และน่าจะสูงกว่าพื้นที่ที่ปลูกพืชชนิดอื่นหลายชนิด ดังนั้นหญ้าแฝกจึงเป็นพืชอีกชนิดหนึ่งที่สามารถช่วยลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศ ที่สำคัญยังช่วยฟื้นคืนสมดุลธรรมชาติได้ สามารถช่วยปรับปรุงบำรุงดินและช่วยลดผลกระทบจากภาวะโลกร้อนได้ส่วนหนึ่งด้วย