
ยุติก่อเหตุร้ายใต้ด้วยวิทย์-ละประโยชน์ตน
ยุติการก่อเหตุร้ายในภาคใต้ด้วยวิทยาศาสตร์และการเสียสละผลประโยชน์ส่วนตัว : กระดานความคิด โดย พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์
การเกิดระเบิดอย่างรุนแรงใจกลางเมืองหาดใหญ่ ที่โรงแรมลี การ์เดนส์ ซึ่งเป็นโรงแรมที่ชาวต่างชาติชอบมาพักมากที่สุดนั้น ถือว่าเป็นวิกฤติของประเทศที่สำคัญเรื่องหนึ่ง มันแตกต่างกว่าการระเบิดที่ยะลามากมาย เพราะการระเบิดที่หาดใหญ่นั้น ผู้ก่อเหตุร้ายไม่สามารถจะอ้างอุดมการณ์อะไรมาสนับสนุนการกระทำดังกล่าวได้ จึงเป็น การก่อการร้ายที่เต็มรูปแบบเพียงอย่างเดียว รัฐบาลจำเป็นที่จะต้องทุ่มเททั้งความคิดและความตั้งใจเข้ามาดูแลควบคุมพื้นที่อย่างเต็มความสามารถ ส่วนความผิดพลาดอื่นๆ (ไม่มี รมต.คุมพื้นที่ การประสานงานยังไม่เป็นระบบ ปัญหาจากโครงสร้าง ศอ.บต. การเจรจากับกลุ่มที่อ้างว่าเป็นโจร ที่ส่งสัญญาณผิดพลาด ฯลฯ) นั้น ต้องปล่อยให้มันผ่านเลยไป ตั้งหน้าตั้งตาทำงานใหม่ ด้วยความไม่ประมาท และใช้เครื่องมือวิทยาศาสตร์ 3-4 อย่างเข้ามาช่วยเหลืออย่างเต็มที่
แนวทางปฏิบัติจะยุติความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอใน จ.สงขลา (ปัจจุบันเพิ่มหาดใหญ่เข้าไปเป็นอำเภอที่ 5) จะใช้วิธีปราบปรามในแบบเดิมไม่ได้อีกแล้ว สิ่งที่ต้องทำคือ การประกาศอำนาจรัฐขึ้นบนถนนสายหลักให้ได้ก่อนเป็นประเด็นหลัก โดยใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์เข้ามาช่วยเหลือ ถ้าทำได้สำเร็จเรื่องอื่นๆ ก็จะทำได้ง่ายขึ้นทุกเรื่องไม่ว่าจะเป็นการศึกษา การสอนอาชีพต่างๆ การฟื้นฟูเศรษฐกิจ ฯลฯ ซึ่งขอสรุปแนวทางปฏิบัติในขั้นต้นไว้อีกครั้งหนึ่งหลังจากเขียนไปหลายครั้งแล้ว ดังนี้
1.การตั้งด่านตรวจอย่างเป็นระบบในรูปของด่านถาวรตามต้นทางของเส้นทางเข้าสู่จังหวัดและรอยต่อของแต่ละจังหวัดบนถนนสายหลัก โดยมีข้อกำหนดให้ผู้ที่ผ่านทางต้องลงจากรถมายืนที่จุดจับภาพของโทรทัศน์วงจรปิดทุกคน ไม่มีการละเว้นไม่ว่าเจ้าหน้าที่ทหารหรือตำรวจ (เป็นการป้องกันการกล่าวหาว่าไม่ยุติธรรม) ถ้าตรงส่วนไหนมีการจราจรหนาแน่น ให้ตั้งกล้องวงจรปิด 2-3 ตัว เพื่อให้เกิดความรวดเร็วในการผ่านด่าน (การตั้งด่านจะทำให้เรารู้ว่ารถคันนี้วิ่งไปไหนมาไหนใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ มีใครนั่งในรถมาบ้าง โดยจะมีการนำภาพมาวิเคราะห์โดยฝ่ายข่าวในภายหลัง ทำให้ทราบว่ารถคันนั้นไปไหนมากี่คน หายไปตรงจุดไหนกี่คน รถคันไหนถูกขโมยมาเพื่อทำคาร์บอมบ์บ้าง ฯลฯ ซึ่งจะทำให้กลุ่มผู้ก่อเหตุไม่กล้าจะผ่านไปมาบนถนนสายหลักอีก)
เมื่อมีผลสำเร็จบนถนนสายหลักแล้วราษฎรจะเรียกร้องให้ทหารเข้าไปตั้งด่านตรวจร่วมกับชาวบ้านในถนนสายรองเอง หลังจากนั้นจะมีชาวบ้านขอตั้งเพิ่มขึ้นอีก ด่านแบบนี้ยังได้ประโยชน์อีกทางหนึ่งในการสร้างขวัญและกำลังใจให้ชาวบ้านด้วย
2.การติดตั้งโทรทัศน์วงจรปิดบริเวณเขตอำเภอสำคัญๆ และตรงบริเวณสี่แยกสำคัญๆ ที่เป็นทางเข้าออกตัวเมือง เป็นกล้องทีวีที่มีคุณภาพสามารถมองเห็นในที่แสงต่ำได้ มีศูนย์ควบคุมคอยสังเกตการณ์เคลื่อนไหวทั่วทั้งเมือง โดยเฉพาะจุดสำคัญ เช่น ท่ารถประจำทาง ตลาด พื้นที่ขายอาหาร ฯลฯ โดยมอบให้หน่วยข่าวต่างๆ เป็นผู้แบ่งกันรับผิดชอบ และนำผลมาวิเคราะห์ร่วมกัน เมื่อครบทุกเวลา 7 วัน ดังนั้นทั้งตัวบุคคล รถที่ผ่านเข้าออกก็จะทำให้เกิดภาพเชื่อมโยงกับระบบวงจรปิดตามด่านตรวจต่างๆ ตามข้อ 1 ด้วย (สามารถถ่ายทอดภาพเข้ามาดูในกรุงเทพฯ ได้ ซึ่งจะทำให้มีการควบคุมเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ให้ตื่นตัวอยู่เสมอ)
3.จัดพื้นที่จอดรถจักรยานยนต์ให้เป็นระบบ คุมด้วยกล้องวงจรปิดแยกออกมาจากตลาดหรือชุมชน
การลอบวางระเบิดหรือซุ่มยิงเจ้าหน้าที่นั้น ส่วนใหญ่จะมีราษฎรส่วนหนึ่งรู้เห็น แต่ก็ไม่กล้าบอกเจ้าหน้าที่รัฐ เพราะกลัวถูกผู้ก่อความไม่สงบยิงทิ้ง นอกจากนั้นเจ้าหน้าที่รัฐยังไม่มีการรักษาความลับ ดังนั้นโทรทัศน์วงจรปิดจะช่วยได้มากในยามที่ราษฎรยังปิดปากเงียบอยู่ แต่การติดตั้งกล้องวงจรปิดแบบนี้ไม่มีทางสำเร็จแน่นอน เพราะ
-พ่อค้าของเถื่อนทุกชนิด ซึ่งมีอยู่เต็มภาคใต้จะเดือดร้อน ซึ่งจะส่งผลทำให้เจ้าหน้าที่รัฐบางส่วนเดือดร้อนตามไปด้วย
-ขบวนการค้ามนุษย์และค้ายาเสพติดก็เช่นกัน โดยเฉพาะยาเสพติด ซึ่งเป็นหัวใจของการก่อเหตุร้าย ซึ่งมีเจ้าหน้าที่รัฐส่วนหนึ่งเข้าไปเกี่ยวข้องอยู่เกือบทุกอำเภอจะเดือดร้อนมาก
-เจ้าหน้าที่รัฐเองก็ไม่สบายใจ เพราะกล้องวงจรปิดเหล่านี้ผู้ใหญ่ทางกรุงเทพฯ สามารถดูได้ตลอดเวลา จะไม่อยู่เวร จะหลับ จะทำอะไรก็ลำบากไปหมด การปล่อยด่านเปล่า ไม่ตรวจกลางเดือนก็ทำไม่ได้ ฯลฯ
ผลกระทบจากการติดตั้งกล้องวงจรปิดอย่างเป็นระบบนี้ เป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับผู้ที่เคยมีผลประโยชน์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่ ซึ่งมีคนอยู่กลุ่มหนึ่ง เห็นว่า “เงินทองที่จะได้มา” นั้นสำคัญกว่าผลประโยชน์ของประเทศชาติ ดังนั้นโอกาสที่จะเกิดศูนย์ข้อมูลจากโทรทัศน์วงจรปิดตามที่ผมเสนอไปอย่างเต็มรูปแบบจึงไม่น่าจะเป็นไปได้ในชาตินี้ เพราะพูดมา 5 รัฐบาลแล้ว กล้องที่ได้มาคงเสื่อมคุณภาพไปตามกาลเวลา กล้องเสียก็ปล่อยไว้อ้างว่ารอช่างจากกรุงเทพฯ บางกล้องก็ถูกทำลายโดยเจตนาหรือนำเครื่องรับไปติดไว้ตามห้องวิทยุ ซึ่งไม่มีใครดู ฯลฯ เขียนมาแค่นี้ผมก็ท้อใจเสียแล้ว ในข้อเท็จจริงยังมีเทคโนโลยีสมัยใหม่อีก 2-3 อย่าง ที่จะนำมาใช้เพื่อคุมสภาพพื้นที่ไว้ให้ได้
เมื่อพื้นที่ในเมืองปลอดภัย ขวัญกำลังใจของชาวบ้านก็จะเกิดขึ้น กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบระดับแกนนำมีอยู่ประมาณ 300 กว่าคน แต่มีตัวบ้าจริงๆ อยู่ไม่เกิน 30 คน ก็จะหมดแนวร่วมจากชาวบ้านไป พวกที่เหลือก็จะสลายตัวไปเอง เพราะข้อเท็จจริง คนพวกนี้ต้องการแก้แค้นรัฐบาลมากกว่าจะแบ่งแยกดินแดนครับ
ปัจจุบันเหตุการณ์พัฒนาไปมากมายครับ กลุ่มก่อเหตุร้ายหลายกลุ่มกลายเป็นเครื่องมือของผู้มีอิทธิพล พ่อค้ายา หรือพ่อค้าของเถื่อนในท้องถิ่น การปราบปรามจึงยากยิ่งขึ้นถ้าไม่ใช้วิทยาศาสตร์เข้ามาช่วย แต่ก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้ครับ ถ้า “ข้าราชการบางกลุ่มจะยอมเสียผลประโยชน์ที่ได้รับมา” ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยให้เต็มที่แล้ว เรื่องมันก็จะจบลงด้วยดีครับ



