
ถ้าไม่มีหนังสือ...?
ถ้าไม่มีหนังสือ...? :หนังสือที่เธอถือมา โดย... ไพรวรินทร์ ขาวงาม
๑.
“รถทั้งคันพลอยหัวเราะกันอีกครั้ง เป็นเสียงหัวเราะที่ลืมเศร้าลืมกังวล มีแต่ความรื่นรมย์รออยู่เบื้องหน้า...รถคันนั้นแล่นลับไปกับถนน ทิ้งเกาะภูเก็ตไว้เบื้องหลัง...”
ชาติ กอบจิตติ-หลายครั้งที่คิดถึงเขา ผมชอบคิดถึงฉากจบของนวนิยายกระเดื่องดัง “พันธุ์หมาบ้า” ฉากจบที่ใช้คำสั้นๆ ง่ายๆ แต่ให้ภาพกระจ่างตา เมื่อหวนย้อนไปถึงเรื่องราวที่ผ่านมา
“พันธุ์หมาบ้า : หลากหลายผองเพื่อนล้วนพันธุ์เดียว”-เรื่องราวทั้งเล่มหนังสือ กลายเป็นตำนานเล่าขานกันอย่างกว้างขวาง นักเขียนเล่าเรื่องเพื่อนหนุ่มกลุ่มหนึ่งกับช่วงหนึ่งของชีวิต ด้วยนวนิยายขนาดยาวที่เข้มข้นตามชื่อเรื่อง มีผู้นำไปสร้างเป็นหนัง มีผู้ติดตามดูติดตามอ่าน กระทั่งชื่อของหนังสือกลายเป็นชื่อ “แฟนคลับ-ชาติ กอบจิตติ” ไปโดยปริยาย สัญลักษณ์รูปหมาของเขาได้กลายเป็นมูลค่าเพิ่มบนอกเสื้อยืด คนอ่านยินดีสนับสนุนเสื้อยืดรูปหมา จนการสวมเสื้อยืดรูปหมา กลายเป็นกระแสอย่างหนึ่งไปเลย
หลายคนมักพูดเล่น นักเขียนชื่อชาติถูกโฉลกกับหมา เพราะนอกจาก “พันธุ์หมาบ้า” แล้ว เขายังเขียนเรื่องราวอย่าง “หมาติดเก้ง” “หมาเน่าลอยน้ำ” แถมยังเกิดที่ “คลองหมาหอน” ชอบเลี้ยงหมา และตั้งชื่อสำนักพิมพ์ “หอน”
การอ่านหนังสือ และความฝันเป็นนักเขียนตั้งแต่อายุประมาณ ๑๕ ปี น่าจะเป็นพลังให้นักเขียนผู้นี้ผ่านพ้นช่วงชีวิตแบบ “พันธุ์หมาบ้า” มาได้ด้วยดี ยังรอดพ้นและเหลือชีวิตอยู่เพื่อใช้วิชาหนังสือบันทึกตำนานเหล่านั้นไว้ ในขณะเดินทางไปข้างหน้าแบบ “...ทิ้งเกาะภูเก็ตไว้เบื้องหลัง..."
วันนี้-เขาเป็นนักเขียนไทยที่ประสบความสำเร็จในการเขียนหนังสือแบบตามใจตัวเองมากที่สุดคนหนึ่ง มีทางเลือก มีทางเดิน มีที่อยู่ มีที่ยืน มีผลงาน มีรายได้ และมีผู้อ่านทั่วโลก ที่ติดตามผลงานของเขา!
๒.
หลายครั้งที่ติดตามอ่าน ติดตามฟัง สิ่งที่เขาเขียน สิ่งที่เขาพูด ผมมักประทับใจในแง่คิดหรือปรัชญาชีวิตของเขา ที่สั้นๆ แต่ได้ใจความ เหมือนกวีที่พุดน้อยให้ความเยอะ มีโวหารหัวข้อธรรมความคิดให้คิดต่อ
เช่น “ทำกระเป๋าหนังเพื่อเลี้ยงปากท้อง เขียนหนังสือเพื่อเลี้ยงจิตวิญญาณ”
หรือ “จะเป็นนักเขียนแบบชาวนา? หรือจะเป็นนักเขียนแบบชาวสวน?”
หลายครั้งที่มีโอกาสได้ใกล้ชิด ในหมู่คนไม่มากนัก อย่างเมื่อเขาเปิดโรงเรียนนักเขียนที่บ้าน แล้วผมได้รับเชิญไปเป็นครูพิเศษสายกวี พอมีเวลาว่างนั่งกินดื่มกัน ผมก็เห็นความเป็นพี่เป็นเพื่อนของเขาที่เฝ้าถามเรื่องนั้นเรื่องนี้ด้วยความห่วงใย เห็นความเป็นครูผู้มุ่งสอนมุ่งให้ กระทั่งเห็นความเป็นคนธรรมะธัมโมในตัวของชายผู้ดูเจ้าสำราญ ที่สำคัญก็คือ เห็นความเป็นคนธรรมดาสามัญของเขาครั้งหนึ่ง เขาเคยตระเวนเยี่ยมร้านหนังสือทั่วประเทศ ในสายอีสานนั้น เขาชวนผมร่วมทางด้วย ไปอุบลราชธานี ไปสุรินทร์ ไปบุรีรัมย์ ได้เดินทางค้างแรมกินดื่มสรวลเสเฮฮากัน นับเป็นโอกาสวาสนาอย่างหนึ่งในชีวิต ระหว่างทางผมรู้สึกตื้นตันใจ นึกถึงว่าเพราะหนังสือแท้ๆ เพราะการเขียนการอ่านหนังสือแท้ๆ ที่ชีวิตจัดสรรให้ได้พบกับคนดีๆ ที่เราเคารพนับถือ รู้สึกเป็นสุข รู้สึกผ่อนคลาย
ถ้าไม่มีหนังสือล่ะ? ถ้าไม่พบหนังสือล่ะ? ถ้าไม่มีผู้ยื่นหนังสือให้อ่านล่ะ?
๓.
โดยบังเอิญ-ความในใจของผม เหมือนจะเป็นความในใจของเขาด้วย เพราะอยู่ๆ ครั้งหนึ่งเขาก็บอกกับผู้อ่านถึงสิ่งที่มีบุญคุณยิ่งในชีวิตของเขา
๑.พ่อแม่ ๒.ครูบาอาจารย์ ๓.เพื่อน ๔.หนังสือ
พ่อแม่และครูบาอาจารย์นั้น เราทุกคนย่อมล้วนมีและสำนึกบุญคุณ...
สำหรับเขา-ชาติ กอบจิตติ เป็นคนมีเพื่อนมากหลากหลาย “พันธุ์หมาบ้า” เป็นตำนานที่เหมือนเขากรีดชีวิตจิตใจเขียนออกมา...จากเพื่อน...โดยเพื่อน เพื่อเพื่อน...
แหละหนังสือ-ทั้งที่เขาอ่านของคนอื่น และเขียนให้คนอื่นอ่าน ก็น่าจะเป็น “เพื่อนสำคัญ” ที่เขาพึงมีพึงรัก เป็นเพื่อนที่มีบุญมีคุณยิ่งต่อชีวิตของเขา
ผมเอง-เวลาคิดถึงหนังสือ ก็มักจะคิดอะไรคล้ายๆ เขา และมักจะคิดว่า...
ถ้าไม่มีหนังสือ...?
.............................
(หมายเหตุ ถ้าไม่มีหนังสือ...? :หนังสือที่เธอถือมา โดย... ไพรวรินทร์ ขาวงาม)



