ไลฟ์สไตล์

 ศาลรธน.มี'อำนาจ'มากกว่าที่ปชช.คิด

ศาลรธน.มี'อำนาจ'มากกว่าที่ปชช.คิด

07 เม.ย. 2555

สัมภาษณ์พิเศษ : ศาลรัฐธรรมนูญมี "อำนาจ" มากกว่าที่ประชาชนคิด : โดย ... วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์

          "เราจะไม่พูดถึงบท หรือมาตราของกฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่จะพยายามพูดให้ชาวบ้านเข้าใจบทบาทหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญมากขึ้น ตอนที่ไป จ.ระยอง นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ผมพูดกับผู้นำชุมนุมเพื่อให้ไปอธิบายให้ชาวบ้านเข้าใจต่อไป" 

 

          "ศาลรัฐธรรมนูญ" จะมีอายุครบ 14 ปี ในวันที่ 11 เมษายนนี้ ประชาชนยังไม่ค่อยรู้จักศาลรัฐธรรมนูญในแง่มุมอื่น นอกจากแง่มุมทางการเมือง วันนี้เราจะมารู้จัก "ศาลรัฐธรรมนูญ" ให้ดีขึ้น ด้วยกัน

          เมื่อปี 2554 "สวนดุสิตโพล์" ได้สำรวจประชาชนเกี่ยวกับ "ศาลรัฐธรรมนูญ" พบว่า ร้อยละ 60 ประชาชนรู้จักและเข้าใจอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อถามข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับผลงานของศาลรัฐธรรมนูญ ประชาชนกลับไม่ค่อยเข้าใจ บางคนมองว่า "ศาลรัฐธรรมนูญ" เป็น "ศาลการเมือง" ทั้งที่ "คดีการเมือง" อยู่ในการพิจารณาของ "ศาลรัฐธรรมนูญ" แค่ร้อยละ 20 เท่านั้น ผลสำรวจดังกล่าวทำให้ "ศาลรัฐธรรมนูญ" นำโดย วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ เกิดแนวคิดนำ "โครงการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับบทบาทอำนาจหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญแก่ประชาชนระดับจังหวัด" กลับมา "ปัดฝุ่น" ในรอบ 3-4 ปีที่ผ่านมา โครงการนี้ไม่มีการ "สานต่อ" อย่างจริงจัง ทั้งที่มีงบประมาณอยู่แล้ว! 

          "เมื่อผมมาอยู่ในตำแหน่งนี้ จึงบอกกับทุกคนว่าควรจะลงมือทำได้แล้ว เพื่อสร้างความเข้าใจให้ประชาชนรู้ของจริง เพราะเคยมีจดหมายโจมตี บัตรสนเท่ห์ว่า คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดผม เป็นชุดที่ คมช.(คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ) แต่งตั้ง เมื่อไรจะไป เรื่องนี้ประชาชนไม่รู้ข้อเท็จจริงว่า พวกผมมาตามรัฐธรรมนูญหลังการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 เกิดขึ้นมาด้วยการสรรหาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2551 และมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนรับหน้าที่ ตรงตามรัฐธรรมนูญทุกอย่าง แต่สังคมก็ยังเข้าใจกันผิดอยู่" 

          เมื่อกลางเดือนมีนาคมได้มีการจัดโครงการเผยแพร่ความรู้ เกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรตามรัฐธรรมนูญ แก่ประชาชนระดับจังหวัด ใน 3 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี มุกดาหาร และยโสธร ได้รับความสนใจจากประชาชนพอสมควร คำถามร้อยละ 90 ถามเพราะความอยากรู้ มีส่วนน้อยที่ถามเพื่อกดดัน หรือเพื่อก่อกวน มีหลายคนถึงกับพูดว่า ได้รู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อน

          ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ยกตัวอย่างเรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับชีวิตความเป็นอยู่กับประชาชนให้ฟังว่า ได้อธิบายเรื่องสิทธิชุมชนให้แก่ชาวบ้านที่มาร่วมงานฟังว่า ถ้ามีโครงการของรัฐมาสร้างกระทบกับชุมชน ทางชุมชนมีสิทธิร้องเรียนได้ เช่น กรณีมีการตัดสินกฎหมายอุทยานแห่งชาติที่ให้อำนาจรัฐบาลกำหนดเขตอุทธยานโดยประกาศเป็นพระราชกฤษฎีกาไม่ขัดรัฐธรรมนูญ แต่การประกาศเขตอุทยานทับที่ทำกินของชาวบ้านตามปกติสุข เช่น เดิมเคยเก็บเห็ด หาหน่อไม้ ผักหวาน พอประกาศเป็นเขตอุทยานชาวบ้านเข้าไปหากินไม่ได้ผิดกฎหมาย แต่ถือว่าผิดที่เจ้าหน้าที่ไปประกาศกำหนดเขตอุทยานไปทับซ้อนที่ป่าที่ประชาชนใช้ชีวิตปกติสุขเราจึงอธิบายเรื่องนี้ เราก็แนะให้ไปฟ้องศาลปกครองให้เพิกถอนกฤษฎีกา ทำให้ประชาชนมีความเข้าใจมากขึ้น

          "เราจะไม่พูดถึงบท หรือมาตรา ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่จะพยายามพูดให้ชาวบ้านเข้าใจบทบาทหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญมากขึ้น ตอนที่ไป จ.ระยอง นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ผมพูดกับผู้นำชุมนุมเพื่อให้ไปอธิบายให้ชาวบ้านเข้าใจต่อไป" 

          ประธานศาลรัฐธรรมนูญกล่าวอีกว่า ความเป็นกลางของศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ขึ้นอยู่กับการพูด หรือไม่พูดกับสื่อ แต่อยู่ที่การกระทำ อยู่ที่พฤติกรรม และอยู่ที่การชี้ขาดข้อพิพาท หรือคดีแต่ละเรื่อง มีเหตุมีผลที่สังคมรับได้แค่ไหน แต่ถ้าไม่พูดเลย ยากที่สังคมทั่วๆ ไปจะเข้าใจคำวินิจฉัย ซึ่งเป็นวาทะ หรือเป็นโวหารทางกฎหมาย ระยะหลัง ทีมโฆษกศาลรัฐธรรมนูญเริ่มออกมาชี้แจง หรือเขียนบทความชี้แจงต่อสังคม เกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของศาลมากขึ้น ซึ่งถือเป็นความจำเป็น ส่วนหนึ่งเดินทางไปพบปะประชาชน เพราะขณะนี้มีการสร้างวาทะกรรมแปลกๆ ทำให้สังคมเข้าใจผิด เช่น ทำกับข้าวถูกปลด เป็นกบฏถูกปล่อย พูดกันไปอย่างสนุกสนาน จนต่างประเทศก็เข้าใจผิด คิดว่าแค่นายกรัฐมนตรีทำรายการทีวีก็ถูกปลด ซึ่งไม่ใช่เรื่องจริงทั้งสองกรณี

          "แม้จะไปชี้แจงกับประชาชน แต่เป็นเรื่องยาก เพราะประชาชนไม่เข้าใจ และเชื่อกับสิ่งที่รับรู้ตั้งแต่แรกไปแล้ว ขณะนี้สังคมเป็นแบบนี้ไปแล้ว คงต้องสอนธรรมะสอดแทรกไปด้วย พระพุทธเจ้าสอนว่า อย่าเชื่อเพราะเขาเป็นครู อย่าเชื่อเพราะพูดตามๆ กันมา อย่าเชื่อเพราะคนพูดน่าเชื่อถือ อย่างไรก็ตาม ยังมีความจำเป็นที่จะต้องมีองค์กรสูงสุดเพื่อชี้ขาดข้อขัดแย้งทางกฎหมายอยู่ องค์กรนี้ต้องเป็นกลาง ไม่มีอคติ เพราะเวลามีปัญหาจะหาใครมาเป็นคนกลางมาช่วยตัดสิน จะใช้พวกมากลากไปหรือ ถ้าทำความผิดฐานฆ่าคนตาย ถ้าพวกมากไม่ต้องติดคุก หรือไม่ใช่ ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมายและกติกา"

          ส่วนข้อเสนอของฝ่ายการเมืองที่ให้ยุบหรือลดขนาดของศาลรัฐธรรมนูญ "วสันต์" บอกว่า เป็นเรื่องของฝ่ายการเมือง พร้อมยืนยันว่า องค์กรศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบได้ เห็นวิพากษ์วิจารณ์กันตลอด ถ้าเห็นว่าตัดสินไม่ถูกต้องทำหน้าที่ผิดพลาดสามารถยื่นถอดถอนได้ เหมือนที่มีความพยายามจะยื่นถอดถอนกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะโดยประชาชนเข้าชื่อกัน หรือ ส.ส.จะเข้าชื่อกันก็แล้วแต่กฎหมายจะเปิดช่อง พวกผมไม่ใช่เทวดา

          สำหรับเสียงวิจารณ์ที่ว่า "ศาลรัฐธรรมนูญ" มีศาลเดียว ไม่ถูกต้องตามหลักสากล "ประธานศาลรัฐธรรมนูญ" บอกว่า ที่มี 3 ศาลคือ ศาลยุติธรรม และศาลยุติธรรมก็ไม่ได้ขึ้น 3 ศาลทุกคดี บางคดีก็จบห้ามอุทธรณ์ บางคดีต่ออุทธรณ์ก็ห้ามฎีกา คนที่กล่าวอ้างแบบนี้แสดงว่าไม่รู้กฎหมายจริง และศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็ออกแบบโดยรัฐธรรมนูญปี 2540 ผู้พิพากษาทั้ง 9 คน ก็ถือว่าคัดเลือกผู้ที่มีความสามารถด้านกฎหมายสุดยอดแล้ว และรัฐธรรมนูญปี 2550 ก็เปิดให้อุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้ด้วย

          "เขียนกฎหมายดีอย่างไร ถ้าคนเลวก็หาช่องเลี่ยงกฎหมาย การบังคับใช้กฎหมายทำให้บ้านเมืองสงบสุขได้ระดับหนึ่งเท่านั้น แต่ไม่ใช่ทั้งหมด แต่ศีลธรรมจะทำให้บ้านเมืองอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข กฎหมายมีไว้ปรามให้กลัว แต่ถ้าคนจิตใจมีศีลธรรมจะไม่ทำผิดกฎหมาย ถ้าคนมีศีลธรรมบางทีก็ไม่จำเป็นต้องมีกฎหมาย ถ้าเรารู้จักมีศีล มีธรรม มีเมตตา กรุณา ไม่โกหก ไม่ดื่มสุราจนประมาท เสียสติ ไม่ผิดลูกผิดผัวเมียผู้อื่น ไม่หยิบของผู้อื่น บ้านเมืองก็อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขแล้ว" ประธานศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวปิดท้าย

 

 

----------

(หมายเหตุ : ราชการ สัมภาษณ์พิเศษ : ศาลรัฐธรรมนูญมี "อำนาจ" มากกว่าที่ประชาชนคิด : โดย ... วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์)

----------