
เมื่อคนไทยป่วยเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ 2009
ภายหลังกระทรวงสาธารณสุข ได้ออกมาแถลงข่าวว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่ 31 และเป็นประเทศแรกในภูมิภาคอาเซียน ที่พบผู้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 สายพันธุ์ใหม่ชนิดเอ เอช 1 เอ็น 1 จำนวน 2 ราย หลังเดินทางมาจากประเทศเม็กซิโก
โดยผู้ป่วยทั้งสองถูกเจ้าหน้าที่จากกระทรวงสาธารณสุขนำตัวมารักษาจนปัจจุบันหายป่วยเป็นปกติแล้ว รายการ คม ชัด ลึก ประจำวันจันทร์ ที่ 12 พฤษภาคม 2552 เสนอตอน "เมื่อคนไทยป่วยเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ 2009" โดยนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิจากกระทรวงสาธารณสุข และภาควิชาชีวเคมี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อมาวิเคราะห์ถึงมาตรการป้องกันและแนวโน้มความรุนแรงของไข้หวัดใหญ่ 2009
รศ.นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ หัวหน้าทีมวิชาการ กระทรวงสาธารณสุข/ที่ปรึกษาองค์การอนามัยโลก
"เราโชคดีที่ตรวจจับไวรัสชนิดนี้ได้ก่อน"
รศ.นพ.ทวีกล่าวว่า วันนี้กระทรวงแถลงข่าวการพบผู้ป่วยที่ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอช 1 เอ็น 1 จำนวน 2 ราย ทั้งนี้ทำให้เราเห็นว่ามาตรการการตรวจจับไวรัสสายพันธุ์นี้ของกระทรวงสาธารณสุขนั้นประสบความสำเร็จ แต่ครั้งแรกที่ไม่มีการออกมาแถลงข่าวนั้นเนื่องจากจะต้องได้รับความยืนยันชัดเจนจากการส่งเชื้อไปตรวจที่ห้องแล็บที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งหลังส่งไปตรวจแล้วพบว่ามีเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่จริง เราก็เริ่มมีความมั่นใจว่าผู้ป่วยต้องสงสัยรายที่ 2 ที่เราตรวจพบนั้นติดเชื้อไข้หวัดชนิดเดียวกันเพราะลักษณะอาการที่เหมือนกัน
"สำหรับขั้นตอนการรักษาของเรานั้นเป็นไปตามขั้นตอนขององค์การอนามัยโลก ทั้งนี้เนื่องจากการระบาดมาจากทวีปของเขา บ้านเรานั้นถือว่าเป็นเรื่องใหม่ เขามีองค์ความรู้มากกว่าเรา ซึ่งขั้นตอนการรักษาและเฝ้าระวังจะเริ่มตั้งแต่พบผู้ป่วยไข้หวัด ไอ และเดินทางกลับมาจากพื้นที่ระบาด จะต้องนำตัวมารักษายิ่งเร็วยิ่งดีอย่าให้ไวรัสตัวนี้ฟักเชื้อนาน"
รศ.นพ.ทวียืนยันว่า ขณะนี้ผู้ป่วยทั้ง 2 ปลอดภัยและกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้แล้ว ทั้งนี้ยืนยันว่ากระทรวงจะเปิดเผยข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนทุกอย่าง ยกเว้นเปิดเผยชื่อของผู้ป่วยทั้งสอง เนื่องจากจะต้องเคารพเรื่องความเป็นส่วนตัวของผู้ป่วย และการที่ประเทศไทยสามารถตรวจจับไข้หวัดชนิดนี้ได้นั้นถือว่าเป็นเรื่องที่ดี ดีกว่าปล่อยให้เข้ามาระบาดและตรวจจับไม่ได้
ดร.สัญชัย พยุงภร ภาควิชาชีวเคมี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
"ไข้หวัดใหญ่ 2009 รุนแรงน้อยกว่าไข้หวัดนก"
ดร.สัญชัยกล่าวว่า ระยะฟักเชื้อของไข้หวัดใหญ่ 2009 นั้นอยู่ที่ประมาณ 3-7 วัน หากผู้ป่วยได้รับเชื้อมากระยะฟักตัวก็จะเร็ว ซึ่งทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับตัวผู้ป่วยด้วยว่าสุขภาพร่างการนั้นแข็งแรงมากน้อยแค่ไหน ทั้งนี้เชื้อไข้หวัดใหญ่ชนิดนี้เมื่อเปรียบเทียบอัตราการตายของผู้ติดเชื้อนั้นน้อยกว่าการระบาดของไข้หวัดนกอย่างเห็นได้ชัด ดังจะเห็นอัตราการเสียชีวิตของผู้ติดเชื้อไข้หวัดนกมีถึง 60% ส่วนการเสียชีวิตจากการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 ที่ประเทศเม็กซิโกนั้นมีเพียง 5-6% ส่วนประเทศอื่นๆ อยู่ที่ 0.5% ทั้งนี้สถิติที่แตกต่างกันเพราะครั้งแรกที่มีการระบาดที่ประเทศเม็กซิโกนั้นไม่รู้แน่ชัดว่าเกิดการระบาดของเชื้อชนิดใด
"หากร่างกายเราได้รับเชื้อโรคชนิดนี้แล้วจะมีอาการเหมือนไข้หวัดใหญ่ ไอ จาม เจ็บคอ ปวดเมื่อย หรือรุนแรงถึงปอดบวม แต่จากสถิตินั้นหากผู้ได้รับเชื้อมีสุขภาพที่แข็งแรงอย่างกลุ่มคนวัยกลางคนก็จะไม่อันตรายถึงเสียชีวิต แต่หากผู้ที่ได้รับเชื้อเป็นเด็ก ผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยก็มีโอกาสเสียชีวิตสูง ทั้งนี้หากเราจะหลีกเลี่ยงต่อเชื้อชนิดนี้เราจะต้องหมั่นออกกำลังกาย กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่ฆ่าเชื้อ เวลาไอหรือจามต้องป้องกันไม่ให้เชื้อกระจายออกไป และสุดท้ายหลีกเลี่ยงจากผู้ป่วยด้วยการอย่าสัมผัสตา ปาก และจมูก"
ดร.สัญชัยบอกด้วยว่า สิ่งที่น่ากลัวของเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 นี้คือเป็นไวรัสตัวใหม่ เนื่องจากมีวิวัฒนาการที่พัฒนาไปเรื่อยๆ ร่างกายจึงไม่มีภูมิคุ้มกันทำให้ร่างกายป่วย แต่หากปล่อยไปสักระยะหนึ่งร่างกายก็จะสามารถพัฒนาสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาเอง



