
ผู้ปลูกปาล์มร้องรัฐจัดสรรที่ดินทำกิน
กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน ในตำบลคลองขนาน อ จำนวนกว่า 300 คน บุกเข้ายึดสวนปาล์มน้ำมันในพื้นที่บ้านคลองหวายเล็กม.6 ต.คลองขนาน .เหนือคลอง จ.กระบี่ เรียกร้องให้รัฐบาลจัดสรรที่ดินทำกินให้เกษตรกรผู้ยากไร้คนละ10 ไร่ หลังหมดสัญญาสัมปทานมานากว่า10 ปี ชาวประม
เมื่อเวลา 11.30 น.วันที่ 29 มีนาคม กลุ่มผู้ปลูกปาล์มน้ำมันต.คลองขนาน อ.เหนือคลอง จ.กระบี่ จำนวนกว่า 300 คน ได้เดินทางมารวมตัวเข้ายึดสวนปาล์มน้ำมัน ในพื้นที่ ม.6 บ้านคลองหวายเล็ก ต.คลองขนาน อ.เหนือคลอง จ.กระบี่ ซึ่งเดิมเคยเป็นพื้นที่สัมปทานปลูกปาล์มน้ำมันของ ห้างหุ้นส่วนจำกัดกระบี่รวมภัณฑ์ เนื้อที่ประมาณ 1,000 ไร่ มีต้นปาล์มน้ำมันอายุประมาณ 25 ปี ปลูกอยู่เต็มพื้นที่ และมีการนำป้ายข้อความ เขียนว่า "ป่าชุมชน" ขนาด 10x20 ซม. ติดตามจุดต่างๆ โดยมีกลุ่มชาวบ้านได้ปักหลักตั้งเต้นท์ในพื้นที่ จำนวน1 หลัง เพื่อพักอาศัย และใช้บ้านพักคนงานร้าง ที่อยู่ติดกันเป็นที่ทำอาหารเลี้ยงคนที่มาร่วมชุมนุม
นายพิพัฒน์ ภัคดี อายุ 42 ปี อยู่บ้านเลขที่ 143 ม.9 ต.คลองขนาน ตัวแทนนกลุ่มผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน ต.คลองขนาน กล่าวว่า สาเหตุที่ชาวบ้าน รวมตัวกันเข้ายึดพื้นที่สวนปาล์มน้ำมันดังกล่าว สืบเนื่องจากที่ผ่านมาชาวบ้านกลุ่มดังกล่าวชาวบ้านได้เรียกให้ทางจังหวัดกระบี่ โดยจัดสรรที่ดินที่หมดสัญญาสัมปทาน ให้เกษตรกรผู้ไม่มีที่ทำกิน แต่ยังไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด
ที่ผ่านมา ทางกลุ่มผู้ชุมนุมได้ดำเนินการเรียกร้องให้ทางจังหวัดจัดสรรที่ดินให้แก่คนยากจน คนละไม่น้อยกว่า 10 ไร่ โดยเสนอพื้นที่ที่หมดสัญญาสัมปทานจากบริษัทเอกชน เช่น บริเวณ สวนปาล์มน้ำมันที่ชาวบ้านเข้ามาปักหลักชุมนุมอยู่ในขณะนี้ มีเนื้อที่อยู่กว่า 1,000 ไร่ ทำสัญญาสัมปทานปลูกปาล์มน้ำมันกับกรมป่าไม้ เมื่อปี 2530 และได้หมดสัญญา ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 แต่ยังไม่มีการต่อสัญญาสัมปทานมาเป็นเวลาประมาณ 10 ปี แต่ทางหน่วยงานที่รับผิดชอบยังไม่มีการดำเนินใดๆในพื้นที่ ซึ่งทำให้รัฐก็สุญเสียรายได้จากส่วนนี้จำนวนหลายล้านบาท
ดังนั้นเพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรยากไร้ในพื้นที่ ขอเสนอให้ทางภาครัฐดำเนินการจัดสรรที่ดินบริเวณดังกล่าวให้กับเกษตรกรผู้ยากไร้ ที่มี่ที่ทำกิน ซึ่งทางกลุ่มได้เสนอรายชื่อไปแล้ว จำนวน 370 คน เป็นคนในพื้นที่เหนือคลอง 300 คน และนอกพื้นที่จำนวน 70 คน และหากยังไม่มีการดำเนินการตามข้อเรียกร้องชาวบ้านก็จะปักหลักชุมชุมในพื้นที่ต่อไป
ชาวประมง4จังหวัดฝั่งอันดามัน ร่วมประกาศปิดอ่าวอนุรักษ์สัตว์น้ำวางไข่ 3 เดือน
ที่ศูนย์บริหารจัดการประมงทะเลฝั่งอันดามันกระบี่ ตำบลไสไทย อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ นายฐนนท์ศรณ์ เลิศฤทธิ์ศิริกุล ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพีธีบวงสรวง พลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ และทำพิธีประกาศปิดอ่าวฝั่งทะเลอันดามัน เป็นเวลา 3 เดือน ระหว่างวันที่ 1 เมษายน -30 มิถุนายน 2555 ในพื้นที่บางส่วนของจังหวัดกระบี่ พังงา ภูเก็ต และตรัง พร้อมปล่อยพันธ์สัตว์น้ำ 5.9 ล้านตัว พร้อมกำชับให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติเข้มแข็ง พบทำผิดจับไม่มีการยกเว้น โดยมีนายอุเทน ตันตรีบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ดร.วิมล จันทรโรทัย อธิบดีกรมประมง ข้าราชการกรมประมง ชาวประมง ร่วมในพิธี
ดร.วิมล จันทรโรทัย อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า การประกอบอาชีพประมง เป็นอาชีพหลักของคนไทยมาช้านาน ตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษและมีการสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน กระทั้งอุตสาหกรรมประมงของไทย ก้าวผงาดขึ้นเป็นหนึ่งในประเทศผู้นำทางด้านประมง สามารถนำเงินตราเข้ามาพัฒนาประเทศได้ปีละกว่าสองแสนล้านบาท แต่ในทางกลับกัน ขณะที่ศักยภาพประมงกำลังพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง กลับก่อให้เกิดผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะจำนวนสัตว์น้ำที่นับวันจะลดน้อยลงไปทุกที เนื่องจากธรรมชาติไม่สามารถผลิตได้ทันตามความต้องการบริโภค
ดังนั้นการดูแลรักษาฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำ จึงเป็นนโยบายหลักที่ทางกระทรวงเกษตรฯให้ความสำคัญลำดับต้นๆและมอบให้เป็นภารกิจหลักของกรมประมงที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง จึงถือได้ว่ามาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำในฤดูปลามีไข่และวางไข่เลี้ยงลูกฝั่งทะเลอันดามัน หรือ “ปิดอ่าว”ระหว่างวันที่ 1เมษายน - 30 มิถุนายน ของทุกปี ครอบคลุมเนื้อที่ 4,696 ตารางกิโลเมตร ในเขตพื้นที่บางส่วนของจังหวัดกระบี่ พังงา ภูเก็ตและตรัง ซึ่งมีการกำหนดห้ามใช้เครื่องมือทำการประมงบางชนิด ที่อาจส่งผลต่อการแพร่พันธุ์และสัตว์น้ำวัยอ่อนในท้องทะเล โดยเฉพาะสัตว์น้ำที่มีคุณค่าและความสำคัญทางเศรษฐกิจ ตามประกาศของกระทรวงเกษตรฯสามารถที่จะช่วยสร้างความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรสัตว์น้ำในท้องทะเลให้คืนกลับมาได้อย่างยั่งยืน
ในปีที่ผ่านมา 2554 จากผลการเก็บข้อมูลปริมาณสัตว์น้ำของกรมประมง ในช่วงระหว่างการประกาศใช้มาตรการปิดอ่าวฯพบว่าปริมาณสัตว์น้ำที่จับได้ มีอัตราเพิ่มสูงกว่า 4.7 เท่าของช่วงก่อนการประกาศใช้มาตรการฯมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นก่อนสิ้นสุดมาตรการ จึงแสดงให้เห็นว่ามาตรการปิดอ่าวสามารถสร้างความหลากหลายให้เกิดกับระบบนิเวศทางทะเล ก่อให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ของสัตว์น้ำในท้องทะเลได้มากขึ้น ส่งผลให้ชาวประมงมีรายได้ในการประกอบอาชีพได้อย่างดีอย่างไรก็ตาม เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ได้ตั้งศูนย์เฉพาะกิจฯแบ่งตามภารกิจ 4 กลุ่ม 1.การประชาสัมพันธ์ 2.การควบคุมดูแลปราบปราม 3.ติดตามผลการดำเนินคดี และ 4.การประเมินผลทางวิชาการ



