
ใช้'แมลงช้าง-แตนเบียน'คุมเพลี้ยแป้ง
ใช้ 'แมลงช้าง-แตนเบียน' คุมเพลี้ยแป้ง - ทางรอดเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง
จากการที่กรมส่งเสริมการเกษตร โดยศูนย์ประสานงานการจัดการศัตรูพืช ได้ติดตามข้อมูลสถานการณ์และเฝ้าระวังการระบาดของ “เพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง” อย่างต่อเนื่อง ล่าสุด (14 มี.ค.55) พบเพลี้ยแป้งอยู่ในระดับที่สามารถควบคุมได้ ในพื้นที่ 15 จังหวัด รวมพื้นที่ 27,803 ไร่ คิดเป็นร้อยละ0.31 ของพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังยืนต้นทั้งประเทศ 9,042,411 ไร่ โดยพบการเข้าทำลายในมันสำปะหลังอายุ 1-4 เดือน จำนวน 8,749 ไร่ อายุมากกว่า 4-8 เดือน 18,613 ไร่ และอายุมากกว่า 8 เดือน จำนวน 411 ไร่ ถึงแม้การระบาดจะอยู่ในระดับที่สามารถควบคุมได้ ก็อย่าเพิ่งวางใจเสียทีเดียว เพราะการละเลยในการติดตามสถานการณ์เพียงครั้งเดียวสิ่งไม่คาดคิดอาจเกิดขึ้นได้
พรรณพิมล ชัญญานุวัตร อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ชี้แจงว่าขณะนี้พื้นที่การระบาดของเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังเริ่มมีการระบาดเพิ่มขึ้นใน 2จังหวัด ซึ่งต้องดำเนินการควบคุมทันที คือ จ.ชลบุรี และ จ.สระแก้ว อีก 13 จังหวัดพบการระบาดเล็กน้อยซึ่งได้ดำเนินการควบคุมอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ บุรีรัมย์ สุรินทร์ อุทัยธานี นครราชสีมา ขอนแก่น ชัยภูมิ มหาสารคาม หนองบัวลำภู ระยอง ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี กาญจนบุรี และอุดรธานี ส่วน 31 จังหวัดยังไม่พบการระบาด ที่ผ่านมานอกจากกรมส่งเสริมการเกษตรได้ติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์การแพร่ระบาดของเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังแล้ว ยังร่วมบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมวิชาการเกษตร และมูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย โดยใช้ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนเป็นกลไกในการควบคุมเพลี้ยแป้ง เพื่อลดพื้นที่ระบาดและควบคุมให้อยู่วงจำกัด โดยมอบหมายให้สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานเกษตรอำเภอ ส่งเสริมเกษตรกรให้ปฏิบัติตามมาตรการควบคุมเพลี้ยแป้งโดยเคร่งครัด
"กรมได้สนับสนุนให้เกษตรกรควบคุมเพลี้ยแป้ง โดยการใช้ศัตรูธรรมชาติ ได้แก่ แมลงช้างปีกใสและแตนเบียน Anagyrus lopezi ควบคุมเพลี้ยแป้งสีชมพู จะเห็นว่าในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา ได้ปล่อยแตนเบียน A.lopezi ควบคุมเพลี้ยแป้งในพื้นที่รวมทั้งสิ้น 6,738,705 คู่ ครอบคลุมพื้นที่ 134,774.10 ไร่ ล่าสุดได้ปล่อยแตนเบียนเพิ่มอีก 179,300 คู่ คลุมพื้นที่ 3,586 ไร่ นอกจากนี้ยังปล่อยแมลงช้างปีกใสไปแล้ว 1,361,862 ตัว ควบคุมพื้นที่ระบาด 13,614.62 ไร่"
อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรเผยอีกว่า จากการประเมินผลในพื้นที่หลังจากปล่อยศัตรูธรรมชาติทั้ง 2 ชนิดใน 1 เดือน พบว่า ในแปลงที่ปล่อยปริมาณเพลี้ยแป้งลดลงเมื่อเทียบกับแปลงที่ไม่ได้ปล่อยที่มีปริมาณเพลี้ยแป้งเพิ่มขึ้น และมีการกระจายตัวของศัตรูธรรมชาติเพิ่มมากขึ้นในธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม ชาวไร่มันสำปะหลังทุกพื้นที่ต้องหมั่นตรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ ถ้าพบการระบาดสามารถควบคุมได้ทันที ก่อนจะลุกลามสร้างความเสียหายขยายวงกว้างขึ้น โดยเฉพาะช่วงอากาศแห้งแล้งมีความเสี่ยงสูงที่เพลี้ยแป้งสีชมพูจะเกิดการระบาด
"เกษตรกรควรหลีกเลี่ยงช่วงเวลาปลูกมันสำปะหลังที่เหมาะสมกับการเข้าทำลายของเพลี้ยแป้ง โดยเฉพาะปลายฤดูฝน เพราะมันสำปะหลังปลูกใหม่อายุ 1-4 เดือน มีโอกาสถูกเพลี้ยแป้งเข้าทำลาย เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวมีสภาพอากาศแห้งแล้งและเหมาะต่อการระบาด หากเพลี้ยแป้งเข้าทำลายจะส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตของมันสำปะหลังสำหรับพื้นที่ที่มีการระบาด หลังเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว ให้เก็บเศษซากต้นมันสำปะหลังนำไปเผาทำลายทิ้งเพื่อกำจัดเพลี้ยแป้ง"
ด้าน วัชรีพร โอฬารกนก ผู้อำนวยการส่วนบริหารศัตรูพืช กรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวเสริมว่า ก่อนปลูกควรมีการไถตากดินหรือไถระเบิดดินดาน ตากดินทิ้งไว้อย่างน้อย 14 วัน ที่สำคัญควรใช้ท่อนพันธุ์มันสำปะหลังที่สะอาดจากแหล่งที่เชื่อถือได้ ปราศจากเพลี้ยแป้ง ทั้งยังต้องแช่ท่อนพันธุ์ด้วยสารเคมีก่อนปลูก นอกจากนี้เกษตรกรยังต้องหมั่นสำรวจแปลงอยู่เสมอ หากพบเพลี้ยแป้งให้ประกาศเตือนในพื้นที่ เก็บทำลายยอดหงิกและเศษซากที่พบเห็น แล้วแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบ หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการควบคุมเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ สำนักงานเกษตรอำเภอ สำนักงานเกษตรจังหวัด หรือศูนย์บริหารศัตรูพืช กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ทุกวันในเวลาราชการ
----------
(หมายเหตุ : ใช้ 'แมลงช้าง-แตนเบียน' คุมเพลี้ยแป้ง - ทางรอดเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง)
----------



