
สีชัง:ความงามในโลกใบเล็ก
ชวนเที่ยว : ประวัติศาสตร์-หาด-แพะ ความงามในโลกใบเล็ก 'สีชัง' : เรื่อง/ภาพ : ณณณณา เทพารักษ์
ห่างเมืองหลวงแค่เอื้อม..ทว่าพอคิดจะไปทะเล ฉันมักจินตนาการถึงความงามหาดทรายขาวบนเกาะแสนไกล จวบจนเท้าคู่นี้ประทับรอยเหนือเม็ดทรายอ่าวอัษฎางค์ เกาะสีชัง สายลมบางๆ ไหวพาระลอกคลื่นกระทบโขดหินริมหาดเว้าโค้ง รอการมาเยือนของฟองสีนวล ก่อนไหลย้อนคืนสู่ท้องทะเล กระทั่งเกลียวคลื่นระลอกใหม่โถมกลืนผืนทรายตามวัฏฏะธรรมชาติ ณ อาณาเขตที่ถูกบันทึกไว้ว่าเป็นอำเภอที่เล็กที่สุดในประเทศไทย ตั้งอยู่ฝั่งอ่าวไทย
"เกาะสีชัง" ในอดีตอยู่ในปกครองของ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ต่อมาปี 2486 ถูกโอนมาขึ้นกับ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี และยกฐานะเป็น อ.สีชัง เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2537 ถัดมาอีกไม่กี่ปีก็ได้เปลี่ยนแปลงฐานะเป็นเทศบาลตำบลเกาะสีชัง ประกอบด้วยเขตปกครอง 1 ตำบล 6 หมู่บ้าน บวกกับอีก 1 หมู่บ้านบนเกาะขาม ที่อยู่ห่างกันแค่อึดใจ
นึกถึงก่อนนี้ ก่อนฉันตัดสินใจแบกเป้ข้ามน้ำมาค้างแรมในเกาะเนื้อที่เพียง 18 ตารางกิโลเมตร ด้วยเงื่อนไขง่ายๆ คือ เวลาน้อย แถมกระเป๋าแบน แต่อยากสัมผัสหาดสวย สงบ ที่พักดูมีรสนิยม ในที่สุดใครบางคนก็กระซิบไอเดียให้ลองไปเที่ยว "สีชัง" เมืองประวัติศาสตร์เก่าแก่ แหล่งรวมทั้งธรรมชาติและวัฒนธรรมไว้อย่างลงตัว "ไม่น่าชัง" ฉันจึงยอมจำนนด้วยความจนตรอก...
เพียงชั่วโมงเศษ รถทัวร์โดยสารพาฉันจากบางนามาถึงศรีราชา แล้วจับสามล้อรับจ้างไปส่งที่ท่าเรือเทววงศ์ ระยะทางไม่ถึงแมวดิ้นตายโชเฟอร์ส่งถึงปลายทางช่วงตะวันคล้อยบ่าย ผู้คนค่อนข้างจอแจต่อคิวตีตั๋วลงเรือข้ามฟากแน่นขนัด ส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านบนเกาะ ซึ่งข้ามมาทำงาน ซื้อข้าวของไปขาย น้องนักเรียนนักศึกษาเลิกเรียนพอดี ขอย้ำว่า เรือที่นี่ออกตรงเวลาจริงๆ
กัปตันชักหวูดเรือดังก้องท่าเรือราว 1 นาที ผู้โดยสารก็พร้อมออกเดินทางเช่นกัน หัวเรือค่อยๆ เคลื่อนแหวกคลื่นสู่ทะเลกว้าง อีกครั้งสินะ ชีวิตถอยห่างจากดินผืนใหญ่ก้าวสู่การเรียนรู้เปลือกแก่นชีวิตของผู้คนที่เราไม่คุ้นเคย เคลื่อนไปตามแรงเหวี่ยงของแกนโลกที่หมุนรอบตัวเองมิรู้หน่าย
คนในเรือเริ่มจับกลุ่มคุยกันอย่างออกรสเนื้อหาสาระเกี่ยวกับเรื่องปากท้อง ช่องทางทำมาหากิน ส่วนบริเวณท้ายเรือไอ้หนุ่มอาชีวะกำลังออกลีลาป้อเด็กสาวคอซองตากลม ผมหยักโสก ความยียวนแกมหยอดถ้อยคำทะลึงแบบถึงเนื้อถึงตัว เล่นเอาสาวน้อยสะเทิ้นเอียงอาย (ฉันไม่ได้อิจฉา..หรอกนะ)
ยิ่งนาวาลำนั้นพุ่งไปข้างหน้า ทิ้งให้ฉากเมืองศรีราชาค่อยๆ มัวลงตามระยะห่างที่เพิ่มขึ้น เส้นทางสู่เกาะสีชังยามนี้สองฟากทะเลถูกขนาบด้วยเรือบรรทุกสินค้าลำมหึมาหลายสัญชาติ ทั้งอาหารสัตว์ เหล็ก และถ่านหิน บางลำเหล่ากะลาสีช่วยกันผ่องถ่ายสินค้าเม็ดเหงื่อโซมมัดกล้าม จนตัวเป็นมันท้าทายสีตะวันยามเย็น
45 นาที คือเวลาที่เราใช้ไปกับระยะทาง 12 กิโลเมตร จากฝั่งศรีราชาถึงสีชัง...ฉันวางโปรแกรมทัวร์โดยตั้งใจจะลองสวมบทเด็กแว้นสักครั้ง (ถึงอายุจะเกินมาหลายปีแล้ว) ต่อลองเช่ามอเตอร์ไซค์เคาะราคาที่วันละ 250 บาท จากนั้นงัดแผนที่จุดท่องเที่ยวซึ่งคนในชุมชนลงขันกันพิมพ์แจกผู้มาเยือน ฉันขี่มอเตอร์ไซค์สภาพกลางเก่ากลางใหม่ไปตามถนนสายเลียบเกาะตัดอ้อมไปด้านหลังชุมชน สภาพเป็นป่าหินโปร่งโล่งสลับไม้ใหญ่ยืนต้นใบโกร๋น เส้นทางนี้พาฉันมาสุดปลายทางที่ อ่าวอัษฎางค์ ผืนทรายโค้งปรากฏอยู่ตรงหน้า ข้างหลังเป็นแนวป่าทึบ จึงมีร่มเงาให้หลบร้อนนั่งทอดอารมณ์ละเลียดธรรมชาติ วันนี้นักท่องเที่ยวเล่นน้ำไม่มากนัก จนฉันละเมอไปว่ากำลังนั่งเอกเขนกบนเกาะส่วนตัว
จากอ่าวอัษฎางค์เจ้าพาหนะสองล้อพาตะลุยไปชมแหลมถ้ำพัง ลักษณะเป็นแหลมหินรูปทรงงดงามไม่ซ้ำกัน บางช่วงเป็นเนินสูงๆ ต่ำๆ ต่อเนื่องกันคล้ายลูกระนาดผืนใหญ่ ชาวบ้านนิยมมาชมยามอาทิตย์อัสดง แต่ฉันไม่รอตามคำชวนของพวกเขาหรอก.. ด้วยอยากขี่มอเตอร์ไซค์ตะลอนไปทางทิศตะวันตกดูโขดหินขนาดใหญ่ที่ แหลมจักรพงษ์ แล้วย้อนไปชม พระราชวังจุฑาธุชราชฐาน ซึ่งเป็นพระราชวังฤดูร้อนในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตั้งอยู่บริเวณแหลมวังด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะ
ประวัติศาสตร์จารึกไว้ว่า เกาะสีชังเคยเป็นสถานที่เสด็จประพาสของพระมหากษัตริย์สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ถึง 3 พระองค์ คือ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.4) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.5) และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.6) รวมทั้งเป็นสถานที่ประสูติสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย พระราชโอรสองค์ที่ 72 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ภายในเขตพระราชฐานปกคลุมด้วยไม้ดอกไม้ประดับนานาพรรณ ฉันย่ำไปตามทางคอนกรีตชมความงามการออกแบบจัดสวนได้อย่างลงตัว ยามเดินอยู่ท่ามกลางอุโมงค์ลีลาวดี ดอกของมันหล่นเกลื่อนพื้น ราวกับทางเดินปูด้วยพรมที่ถักทอเป็นรูปกลีบดอกไม้ขาวนวล พ้นทิวไม้ก็เห็นความงามแบบคลาสสิกของ "เรือนไม้ริมทะเล" หรือ "เรือนเขียว" สร้างตั้งแต่สมัย ร.4 "เรือนผ่องศรี" อาคารทรงสิบแปดเหลี่ยมสำหรับจัดแสดงนิทรรศการพระราชประวัติและประวัติบุคคลผู้ที่มีบทบาทสำคัญบนเกาะสีชัง ส่วน "เรือนวัฒนา" เป็นสถานที่แสดงนิทรรศการเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ของเกาะแห่งนี้
ไฮไลท์สุดโรแมนติกอีกมุมหนึ่ง ต้องยกให้ "สะพานอัษฎางค์" เป็นสะพานที่ ร.5 ทรงใช้เป็นท่าขึ้นเทียบเรือหลังจากเสด็จประพาสฝรั่งเศส ตัวสะพานไม้สีขาวทอดยาวสู่ทะเลตัดกับเส้นขอบฟ้าสีคราม ปุยเมฆรูปทรงต่างๆ ลอยผ่านเรือประมงพื้นบ้านเกยหาดรอเวลาสวมวิญญาณนายพรานล่าสัตว์น้ำ ฉากศิลปะสถาปัตยกรรมผสมผสานวิถีชีวิตคนริมเล ดึงดูดให้หนุ่มสาวจากเมืองใหญ่ลั่นชัตเตอร์เก็บฉากความงามนี้ไว้ บ้างงัดไอโฟน บีบี ขึ้นมากดแชะสองแชะ แล้วอัพโหลดขึ้นเฟซบุ๊กอวดเพื่อนในโลกออนไลน์
ตะวันเลยเที่ยงสักครึ่งชั่วโมง ฉันบิดคันเร่งมอเตอร์ไซค์มุ่งไปทางส่วนหัวของเกาะ อดแปลกใจไม่ได้ที่เห็นฝูงแพะนับร้อยตัวเดินชักแถวไปตามถนนลูกรัง ตัวเล็กตัวใหญ่ประสานเสียง "แบ๊ะ แบ๊ะ แบ๊ะ" ดังระงม ฉันเพิ่งค้นพบความจริงวันนี้ว่า "แพะ" ชอบ "กระถิน" ไอ้หนุ่มผู้คุมฝูงถือพร้าเล่มใหญ่ไปตัดต้นกระถินที่ขึ้นเป็นดงทึบริมทาง พลันที่กิ่งร่วงสู่พื้นเจ้าแพะทั้งทลายวิ่งกรูเข้าใส่ตวัดลิ้นดึงใบกระถิ่นเข้าปากเคี้ยวอย่างอร่อย พอกิ่งนี้หมดพวกมันก็ย้ายไปกิ่งโน้น เป็นชีวิตอีกสายพันธุ์หนึ่งซึ่งยึดโยงบนเกาะสีชังมาเนิ่นนาน ถึงเป็นช่วงเวลาแค่ช่วงสั้นๆ ระหว่างรอย้ายเข้าโรงเชือดก็ตาม
ฉันโบกมือลาแสงสุดท้ายที่ แหลมมหาวชิราวุธ หลายคนยืนยันตรงกันว่าลักษณะคล้ายกับ แหลมพรหมเทพ จ.ภูเก็ต จุดนี้คลื่นแรงมากซัดโขดหินกระเซ็นสูงท่วมหัว ชายสองวัย (ชรา-หนุ่ม) นั่งตกปลานิ่งราวหุ่นปั้น สายตาพวกเขาอาจดูเลื่อนลอยในเวิ้งน้ำ แต่ใครจะรู้นั่นอาจเป็นการค้นหาความหมายบางอย่างในชีวิต มากกว่ารอจังหวะให้เหยื่อกินเบ็ด
นักเดินทางและนักแสวงหาความจริง เล่าต่อๆ กันมาว่า ชื่อ "สีชัง" มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาหลายสาแหรก บางคนเชื่อว่า เดิมชนเผ่าของเขมรเรียก "สำแล" บ้างก็ว่าในอดีตพ่อค้าเรือสำเภาจีน 4 คน ล่องเรือค้าขายมาถึงเกาะแห่งนี้ เกิดเบื่อหน่ายการค้าขายจึงลงหลักปักฐานทำไร่บนเกาะเรียกชื่อภาษาจีน "ซีซัน" ต่อมาเพี้ยนเป็น "สีชัง" อีกทฤษฎีบอกว่ามาจาก "สีห์ชงฆ์" แปลว่า "แข้งสิงห์" เนื่องจากหากมองจากมุมมองพื้นที่คล้ายแข้งสิงห์ ยังมีตำนานว่า ฤๅษีบำเพ็ญภาวนาจนชาวบ้านเลื่อมใสศรัทธาอย่างแพร่หลายขนานนามเกาะว่า "เกาะฤาษีชัง"
ไม่ว่าปฐมนามของ "สีชัง" แปลงเปลี่ยนจากสิ่งใด หรือแฝงฝังความหมายใดไว้ มิอาจสั่นคลอนความประทับใจผู้มาเยือนได้เลย.. ค่ำนั้น, ฟ้ารูดม่านนิลทะมึนด้วยความอิ่มสุข
.............................
(ชวนเที่ยว : ประวัติศาสตร์-หาด-แพะ ความงามในโลกใบเล็ก 'สีชัง' : เรื่อง/ภาพ : ณณณณา เทพารักษ์)



