ไลฟ์สไตล์

ลดเหลื่อมล้ำ!3กองทุนประกันสุขภาพ

ลดเหลื่อมล้ำ!3กองทุนประกันสุขภาพ

21 มี.ค. 2555

พท.แถลงความคืบหน้าการลดความเหลื่อมล้ำ 3 กองทุนประกันสุขภาพ

          ร.ท.หญิง สุณิสา เลิศภควัต รองโฆษกพรรคเพื่อไทยในฐานะโฆษกคณะอนุกรรมาธิการ กิจการองค์กรตามรัฐธรรมนูญ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชนและกองทุน กล่าวว่า ในวันนี้ นายแพทย์ วีระวัฒน์ พันธ์ครุฑ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้เข้ารายงานต่อ คณะอนุกรรมาธิการฯ เกี่ยวกับประโยชน์ ที่ประชาชนจะได้รับจาก นโยบายของ นส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในการลดความเหลื่อมล้ำของ 3 กองทุนประกันสุขภาพภาครัฐ ประกอบด้วย กองทุนสวัสดิการข้าราชการ กองทุนประกันสังคม และโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ 30 บาทรักษาทุกโรค 

          ร.ท.หญิง สุณิสา กล่าวว่า โดย นายแพทย์ วีระวัฒน์ ระบุว่า ว่านโยบายดังกล่าวของรัฐบาลจะช่วยแก้ปัญหาที่ประชาชนไม่ได้รับการดูแล หรือโดนบ่ายเบี่ยง หรือถูกปฏิเสธการรักษาจากโรงพยาบาลได้ เนื่องจาก หลังจากที่มีการบูรณาการกองทุนดังกล่าวแล้ว ประชาชนทุกคน ไม่ว่าจะเป็นพนักงานบริษัทเอกชน ข้าราชการหรือประชาชนทั่ว ๆ ไป จะสามารถใช้สิทธิรักษาพยาบาลได้ในโรงพยาบาลทุกแห่งทั่วประเทศได้ทุกแห่ง ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลรัฐหรือเอกชน โดยไม่จำเป็นต้องขึ้นทะเบียนกับโรงพยาบาลนั้น ๆ มาก่อน 

          ร.ท.หญิง สุณิสา กล่าวว่า ทั้งนี้ ประชาชนสามารถใช้บัตรประชาชน เพื่อใช้สิทธิได้เลย เพราะทุกโรงพยาบาลสามารถตรวจสอบสิทธิ์ของประชาชนได้จากเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก ผ่านระบบคอมพิวเตอร์ออนไลน์อยู่แล้วอย่างไรก็ตาม ในระยะแรก คือ ตั้งแต่ วันที่ 1 เม.ย. นี้ จะเริ่มให้สิทธิเฉพาะผู้ป่วยกรณีฉุกเฉินก่อน โดยความฉุกเฉิน จะแบ่งออกเป็น ความเจ็บป่วย และ อุบัติเหตุ 

          ร.ท.หญิงสุณิสา กล่าวว่า ในส่วนของความเจ็บป่วย ยึดหลัก 2 ประการ คือ 1. โรคดังกล่าวต้องเป็นภาวะคุกคามชีวิต และ 2. ต้องทำให้ผู้ป่วยทุกข์ทรมานแสนสาหัส เช่น โรคทางเดินหัวใจ เลือดออกในสมอง มีอาการแขนขาอ่อนแรง เจ็บปวดทุรนทุราย หอบหืด คนไข้หมดสติ มีสิ่งขัดขวางทางเดินหายใจ เศษอาหารหรือก้างปลาติดคอ มีไข้สูง หรือ มีอาการชัก เป็นต้น ส่วนกรณีอุบัติเหตุ เช่น ตกต้นไม้ รถชน รถเฉี่ยว หรือประสบอุบัติเหตุที่ใบหน้า ลำคอ หรือ มีเลือดออกมากที่ใดที่หนึ่ง มีอาการแขนขาอ่อนแรง พูดไม่ได้ หรือ ถูกสัตว์มีพิษกัดต่อย เป็นต้น ส่วนโรคทั่วไปอื่น ๆ อยู่ในระหว่างการเตรียมการเพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ เช่นเดียวกับความเจ็บป่วยฉุกเฉินในระยะต่อไป แต่ระหว่างนี้ ต้องแก้ไขระเบียบหรือข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องเสียก่อน

          ร.ท.หญิงสุณิสา กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม เพื่อป้องกันปัญหาความคิดเห็นไม่ตรงกันระหว่างแพทย์และคนไข้ ว่าอาการแบบไหนคือกรณีฉุกเฉิน หรือไม่ฉุกเฉิน นโยบายเบื้องต้นของรัฐบาล คือ หากมีความก้ำกึ่งเกิดขึ้น ขอให้โรงพยาบาลดำเนินการช่วยชาวบ้านไปก่อน ซึ่งในวันที่ 28 มีค นี้ คณะทำงาน 3 กองทุนประกันสุขภาพภาครัฐ จะเชิญตัวแทนโรงพยาบาลเอกชน 321 แห่งทั่วประเทศ เข้ารับฟังแนวทางนโยบายของรัฐบาล เพื่อป้องกันปัญหาโรงพยาบาลเอกชนบางส่วน ที่เคยให้บริการคนมีฐานะดีหรือคนรวยมาตลอด อาจไม่เข้าใจและอิดออด แต่เชื่อว่าจะได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย เพราะจะเป็นประโยชน์กับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ 

          ร.ท.หญิง สุณิสา กล่าวต่อว่า นพ. วีระวัฒน์ ยังฝาก ว่าที่ร.ต. พงษ์พันธ์ สุนทรชัย ส.ส.หนองคาย พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการฯ ให้ช่วยผลักดันเรื่องการเพิ่มบุคลากรทั้งแพทย์และพยาบาล เนื่องจาก ประสบปัญหา ขาดแคลนแพทย์และพยาบาลในพื้นที่ห่างไกลความเจริญ เนื่องจาก นักเรียนที่สอบเข้าเรียนคณะแพทยศาสตร์หรือพยาบาลศาสตร์ได้นั้น ส่วนใหญ่จะเป็นลูกหลานคนรวย และเป็นเด็กจากเมืองใหญ่ ซึ่งไม่มีความผูกพันกับพื้นที่ชนบท แต่มีฐานะดี เรียนเก่ง จึงสอบเข้าได้ แต่เมื่อเรียนจบแล้ว ก็ทำงานใช้ทุนเพียงในระยะเวลาสั้น ๆ เพื่อกลับมาประกอบอาชีพในเมืองใหญ่ ทำให้บุคลากรในต่างจังหวัดขาดแคลน โดยนพ.วีระวัฒน์ กล่าวว่า รัฐบาลควรสานต่อ แนวคิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เคยวางแนวทางให้มีการผลิตบุคลากรด้านการแพทย์ แบบโอทอป หรือ 1 คน ต่อ หนึ่งตำบล เพื่อให้บุคคลเหล่านี้ นำความรู้มาใช้บริการชุมชน หลังเรียนจบ

          ร.ท.หญิงสุณิสา กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่า นักการเมืองพรรคเพื่อไทยมีความคิดที่จะล้มโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้านั้น นพ.วีระวัฒน์ มองว่า ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ดำเนินการมากว่า 10 ปี จนมีความเข้มแข็ง และสร้างประชาชนให้ประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้ประชาชนมีความหวงแหนโครงการดังกล่าว คงไม่ยินยอมให้ใครมาล้ม นอกจากนี้ กองทุนหลักประกันสุขภาพของไทยก็ประสบความสำเร็จจนได้รับการยกย่องจากองค์การอนามัยโลกให้เป็นโมเดลสวัสดิการด้านการรักษาพยาบาลในระดับสากล จนกระทั่ง ปัจจุบัน เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และจีน ต้องส่งบุคลากรมาเรียนรู้ระบบเรื่องการบริหารงบประมาณ ในไทย หรือแม้แต่ประเทศพัฒนาแล้ว เช่นไต้หวันและเกาหลี ยังทำข้อตกลงแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับไทย เพราะบางเรื่องประเทศไทยก็ทำได้ดีกว่า โดยเฉพาะเรื่องการบริหารจัดการงบประมาณ

          ร.ท.หญิงสุณิสา กล่าวว่า ดังนั้น ข้อกล่าวหาที่ว่า รัฐบาลพรรคเพื่อไทยอาจล้มโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า จึงเป็นไปไม่ได้ ตรงกันข้าม รัฐบาลพรรคเพื่อไทยได้ให้ความสำคัญของหลักประกันสุขภาพอย่างเห็นได้ชัด ทั้งยัง พยายามปรับปรุงบริการ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการด้านสุขภาพให้ง่ายขึ้น โดยการบูรณาการ 3 กองทุน ให้มีมาตรฐานเดียวกัน โดยวันที่ 22 มี.ค. นส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะเดินทางไปแสดงวิสัยทัศน์ เกี่ยวกับการบูรณาการ 3 กองทุนประกันสุขภาพภาครัฐดังกล่าว ในงาน 10 ปี หลักประกันสุขภาพไทย ที่โรงแรมรามาการ์เดนส์ และในวัที่ 28 มี.ค. นายกรัฐมนตรี ก็จะเป็นประธานในการลงนามความร่วมมือระหว่าง 3 กองทุนประกันสุขภาพภาครัฐ ที่ทำเนียบรัฐบาล เวลา 14.00 น. ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเอาจริงเอาจังในการปรับปรุงคุณภาพของนโยบายด้านสุขภาพของรัฐบาลด้วย

          ร.ท.หญิงสุณิสา กล่าวว่า ส่วนความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในแง่การบริหารจัดการกองทุนนั้น หลักการเบื้องต้น คือ รัฐบาลจะอุดหนุนงบประมาณให้ทั้ง 3 กองทุน ในอัตราเดียวกันทั้งหมด โดยจะคำนวณคะแนนความยากง่ายในการรักษาโรคต่าง ๆ โดยเริ่มต้นจาก 1 คะแนน จะได้รับอุดหนุนงบประมาณ 10,500 บาท เช่น การรักษาโรคที่เกี่ยวกับสมองมีเกณฑ์ความยาก 15 คะแนน จะได้รับเงินอุดหนุน 157,500 บาท, โรคนิ่ว 12 คะแนน ได้ 126,000 บาท, การผ่าคลอด 3 คะแนน ได้ 31,500 บาท และ ผ่าตัดไส้ติ่ง 1.5 คะแนน ได้ 15,750 บาท เป็นต้น ซึ่งคะแนนความยากง่ายในการรักษาดังกล่าว ได้กำหนดขึ้นตามความเห็นของคณะกรรมการ แบ่งกลุ่มโรคเพื่อกำหนดราคา ซึ่งเป็นผู้แทนจาก 3 กองทุน และนักวิชาการมหาวิทยาลัยเป็นผู้ร่วมกันพิจารณา