ไลฟ์สไตล์

หนีร้อนไปพึ่งฝน ยลความงามเขาสก

หนีร้อนไปพึ่งฝน ยลความงามเขาสก

18 มี.ค. 2555

ชวนเที่ยว : หนีร้อนไปพึ่งฝน ยลความงามเขาสก โดย...นพพร วิจิตร์วงษ์

                    ภาพของเขาหินปูน มีขอบน้ำสีเขียวมรกตลัดเลาะเบื้องล่าง เป็นภาพที่ติดตาตั้งแต่เคยเห็นมานาน แต่ไม่มีโอกาสไปสักที คราวนี้จังหวะดี มีเพื่อนเดินทาง พร้อมกับพี่บิ๊ก ไตรตันคู่ใจ ที่ช่วยให้ฉันทำเวลาเดินทางไม่ให้ต้องเหนื่อยเกินไป มุ่งหน้าหนีร้อน ไปดูฝนปรอยๆ ในแดนใต้

                   ใช่แล้ว ภาพที่พูดถึง ก็คือ "เขื่อนรัชชประภา" หรือชื่อเดิม "เขื่อนเชี่ยวหลาน" เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ที่มีภูมิประเทศสวยงามจนฉายาเทียบเคียงกับแหล่งท่องเที่ยวเขาหินปูนกลางน้ำในต่างประเทศ หากแต่นี่อยู่เพียงชายขอบจังหวัดสุราษฎร์ธานี ต่อกับ อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา อยู่ในพื้นที่ดูแลของ อุทยานแห่งชาติเขาสก  

                  เขื่อนรัชชประภา เป็นเขื่อนที่สร้างปิดกั้นลำน้ำคลองแสง ที่บ้านเชี่ยวหลาน ต.เขาพัง อ.บ้านตาขุน จ.สุราษฎร์ธานี แรกๆ ก็เรียกกัน เขื่อนเชี่ยวหลาน และต่อมาได้รับพระราชทานนามจากในหลวงว่า เขื่อนรัชชประภา แปลว่า แสงสว่างแห่งราชอาณาจักร

                  เส้นทางลงใต้ เราใช้ทางหลวง 41 เลยตัวเมืองสุราษฎร์ แล้วแยกเข้าเส้น 401 (ดูป้ายไปทางภูเก็ต) เป็นถนนสายรอง สองเลนที่เชื่อมไปถึง อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา ขับไปเรื่อยๆ จนถึงบ้านตาขุน จะเห็นป้ายใหญ่ๆ เขื่อนรัชชประภา อยู่ฝั่งขวามือ เข้าไปตามทางอีก 12 กม.

                  ด้วยความอยากดูหมอกลอยเหนือเขื่อน ฉันเลยพาพี่บิ๊กเข้าไปนอนรอแสงเช้ากันแถวๆ สันเขื่อน แล้วก็ไม่ผิดหวังที่ได้เห็นสายหมอกงามๆ ไหลข้ามเขื่อน แล้วยังมีหมอกไหลเคลียคลอยอดเขาหินปูนกลางเวิ้งน้ำ เพิ่มความสวยงามเป็นอีกเท่าตัว

                 หลังเต็มอิ่มกับบรรยากาศ ล้อหมุนต่อไปยังท่าเรือ ฉันติดต่อเรือลุงรุ่งโรจน์เอาไว้ แล้วก็จัดการอาหารปักษ์ใต้ที่ร้านของลุงนี่เองซะ 1 อิ่ม รสชาติสะใจ  ก่อนจะขนของขึ้นเรือ เพราะถ้าช้าก็หมายถึงความร้อนของแสงแดด และอุณหภูมิของอากาศที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ส่วนรถเอารถไปจอดตรงลานจอดรถของท่าเรือ เสียค่าจอดนิดหน่อย แต่สบายใจมีคนดูแล

                  เป้าหมาย อยู่ที่ แพนางไพร ซึ่งอยู่ในการจัดการของเจ้าหน้าที่ อช.เขาสก แต่กะว่าเก็บของ แล้วเดินทางด้วยเรือกันต่อไป ไปกินข้าวเที่ยง และเล่นน้ำกันที่ แพสายชล รวมถึงจะเดินทางไปที่ถ้ำปะการัง ซึ่งอยู่บริเวณทะเลใน 500 ไร่ ด้วย

                 40 นาทีของการเดินทางด้วยเรือ ไม่ทำให้เรารู้สึกเบื่อหน่าย เพราะวิวสองข้างทาง ที่เป็นภูเขารูปทรงต่างๆ กับสายน้ำสีเขียวมรกตในอ่างเก็บน้ำ ให้ความรู้สึกรื่นรมย์ จนลืมความเหนื่อยหน่ายตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาเลยทีเดียว  ความเมื่อยล้าจากการขับรถหายไปในทันที

                  เก็บข้าวของที่แพนางไพร เรียบร้อย พร้อมบอกงดมื้ออ่าหารเที่ยงด้วย เพราะแพพักในอ่างเก็บน้ำ จะคิดค่าบริการที่พักรวมอาหารครบทุกมื้อที่เราพักแต่ถ้ามื้อไหนเรางด เขาก็จะหักค่าใช้จ่ายออกให้

                   เรานั่งเรือต่อไปแพสายชล ทันกินข้าวเที่ยงพอดี ก่อนที่แขกของแพกรุ๊ปใหญ่จะมาถึง อาหารบนแพ ส่วนใหญ่จะจัดเหมือนกัน คล้ายๆ บุฟเฟ่ต์ หมดเติมได้ ขึ้นชื่อของที่นี่ไม่พ้นแกงเหลืองหน่อไม้ ที่เข้มข้นทั้งกลิ่นและรสของพริกแกง แล้วยังมีปลาแรดทอดกรอบ กับผัดผัก และไข่เจียว เรียกว่าครบเครื่องจริงๆ

                  หลังมื้อเที่ยง พวกเรานั่งเรือไปถ้ำปะการัง ซึ่งจะต้องเดินข้ามเขาไปอีกฝั่ง แล้วต้องนั่งแพต่อไปเข้าถ้ำ สนนราคาค่าแพก็เที่ยวละ 300 บาท แต่ว่าฉันไม่ชอบถ้ำ เลยขอแค่ข้ามไปถ่ายรูปบริเวณที่เขาเรียกว่า 500 ไร่ ซึ่งเมื่อก่อนเป็นรีสอร์ตดัง แต่ถูกระงับกิจการไปแล้ว เนื่องจากบริเวณนี้อยู่ลึกในสุดของอ่างเก็บน้ำค่อนข้างดูเป็นส่วนตัว ด้วยเวิ้งน้ำที่มีภูเขาล้อมรอบ

                  ถ่ายรูปไปได้ไม่นาน ฉันก็ขอนอนรอเพื่อนที่ยังหามุมถ่ายรูปไปเรื่อย จนพลอยหลับไป พร้อมกับสายลมเย็นที่พัดแผ่วๆ จนชั่วเวลาหนึ่งถึงได้ตื่นมารับรู้ความเป็นไปของโลกยามบ่ายอีกครั้ง ระยะเดินข้ามเขาขากลับดูจะไวกว่าเดิม ทั้งๆ ที่ระยะทางเท่ากัน อาจเป็นเพราะเรารู้จักเส้นทางมากขึ้นก็เป็นได้ ประกอบกับเมฆหม่นๆ ที่ลอยต่ำลงทุกขณะ ไม่นานก็โปรยปรายเม็ดฝนลงมาแบบสุดอั้น แต่ก็แค่นิดหน่อยแล้วหยุดไป ทำให้พวกเราเดินทางกันได้แบบสบายๆ ทั้งเดินข้ามเขา และนั่งเรือกลับมาเล่นน้ำที่แพสายชล

                  ระหว่างที่นั่งเล่นกันริมน้ำ เห็นนกเงือกบินร่อนไปเกาะต้นไม้ในเวิ้งผา ฉันเลยชักชวนเพื่อนๆ ไปพายคยัคไปตามดูนกเงือกกัน อ้อมบ้านพักเข้าไปตามเวิ้งน้ำเลาะผา ก็สมใจได้เห็นทั้งชะนีที่ตื่นร้อง และเหมือนเป็นการชี้เป้าให้เราเห็นนกเงือกที่ขยับตัวด้วยความตกใจตามไปด้วย เราเลยได้แต่พายเรือเดินหน้าถอยหลัง ตามดูพฤติกรรมของมัน แต่ไม่นานนัก ก็ได้เห็นนกเงือกอีก 2 ตัว บินอยู่ไม่ไกลออกไป ว้าววว ...ท่าทางพวกเราจะมาเป็นพยานรักให้แก่มันทั้งคู่ซะแล้ว 

                   เราปล่อยเรือลอยล่องเล่นๆ กัน ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ฉันยืนกรานว่าไม่ลงน้ำเด็ดขาด เพราะน้ำในเขื่อนไม่ว่าที่ไหน ก็ลึกสุดๆ แม้จะอยู่ริมตลิ่ง เนื่องจากสองฝั่งเป็นโขดเขา แต่บรรยากาศโดยรอบทำให้ฉันอดใจไม่ได้

                   ล่องเรือกันอยู่นานพอควร ขึ้นมาพักได้แป๊บเดียว ฝนเริ่มโปรยเม็ดลงมาซะแล้ว คราวนี้จัดหนักพอควร แต่พักใหญ่ก็หยุด เจ้าหน้าที่ที่แพสายชลบอก “ฝนที่นี่มีก็ไม่นาน ตกพักๆ ก็หยุด ทำให้เขาสกมาเที่ยวได้ตลอดปี เพียงแต่จังหวะฝนมาก ฝนน้อย สภาพอากาศ และแสงสี ที่อาจจะแตกต่างกันไป”

                   ฝนขาดเม็ด ได้เวลาเดินทางกลับแพพักจริงๆ กันซะที แม้จะอยากอิดออดแต่ก็ไม่สำเร็จ เพราะวิวทิวทัศน์ตรงแพนางไพรก็เป็นโขดเขากลางน้ำสวยงาม ชวนให้ไปดูยามอาทิตย์ตกเหมือนกัน  ขากลับเราอ้อมไปอีกด้านหนึ่ง  เหมือนล่องเรือแบบเส้นทางวันเวย์ ถึงที่พักยังมีโอกาสพายเรือเล่นอีกหน่อย แต่ดูเหมือนเวิ้งน้ำตรงแพนางไพร จะก่อคลื่นแรงกว่าตรงแพสายชล จนต้องออกแรงพายงัดมากหน่อย ที่แพนี้ปลาตะเพียนครีบแดง ดูจะมีเยอะเป็นพิเศษ ยิ่งตรงบ่อด้านใน กลายเป็นจุดเลี้ยงปลาไปโดยปริยาย

                   ตามแพพักจะมีไฟฟ้าใช้เฉพาะช่วงเย็น ไปจนถึง 4 ทุ่ม หลังจากนั้นก็จะปิดไฟ แต่ดูเหมือนยามวันหยุดเจ้าหน้าที่จะอะลุ้มอล่วยให้เรานั่งเอ้อระเหยคุยกันนานกว่าเดิม

                  เช้าๆ อากาศเย็นสบาย จนไม่อยากตื่น แถมที่นัดแนะกับเพื่อนไว้ว่าจะพายคายักไปให้ถึง หินสามเกลอ เป็นอันล้มพับไปโดยปริยาย เอาเป็นว่าเดี๋ยวนั่งเรือไปดูตอนขากลับก็แล้วกัน พี่รูน คนขับเรือก็ใจดีพาเราแวะเวียนถ่ายรูปจนพอใจ ค่อยเดินทางกลับเข้าฝั่ง

                  เวลายังเหลือๆ เราเลยเดินทางเข้าที่พัก “ภูผาและลำธารรีสอร์ท” ที่ได้ชื่อว่าเป็นรีสอร์ทในฝัน ด้วยโลเกชั่นที่มีเขาสูงเป็นฉาก กับบริเวณกว้างขวาง มีบ้านพักลดหลั่นตามเชิงเขาที่ดูกลมกลืนกับธรรมชาติสวยงาม เก็บข้าวของเสร็จพาพี่บิ๊กลัดเลาะไปยังที่ตั้งของอุทยานแห่งชาติเขาสก ที่อยู่บนเส้นทางเดียวกันแต่ไกลออกไปอีก 10 กม. แล้วก็ให้ตื่นตาตื่นใจ กับความเงียบสงบของสถานที่ 

                  ที่นี่นอกจากมีรีสอร์ทที่พักแบบใหญ่โตแต่กลมกลืนกับธรรมชาติแล้ว ยังมีแบบที่พักฮิพๆ เล็กๆ อยู่หลายเจ้า  บาร์เหล้า มุมกาแฟ ตกแต่งแบบน่ารักๆ สอดแทรกอยู่รายทาง ป้ายข้างทางล้วนแต่เป็นภาษาอังกฤษ จนดูจะเป็นสวรรค์ของชาวต่างชาติ ที่มาฝังตัวอยู่กับธรรมชาติบ้านเราแบบเงียบๆ

                  แถมแต่ละที่มีป้าย wifi ยังไงมาอยู่ที่นี่ก็ไม่ถูกตัดขาดจากโลกภายนอกแน่ๆ

                  ภายในที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขาสกเอง ก็เงียบสงบ เราไม่นั่งเล่นกันริมธารน้ำ แต่ไม่นานฝนก็ตกลงมาอีกยก เลยเป็นอันไม่ต้องไปไหนกัน แถมเป็นช่วงที่ไม่มีดอกบัวผุด พวกเราเลยนั่งเล่นกันอยู่แค่ที่ทำการนั่นเอง แต่โอกาสหน้า ฉันอาจจะได้กลับมาเก็บภาพน้ำตกและวิวมุมสูงของที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขาสกให้เต็มอิ่ม เหมือนกับที่ให้เวลากับเขื่อนรัชชประภา

                   มาคราวนี้ ฉันก็แค่รำพึงในใจว่า สักวันจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ มองสถานที่ท่องเที่ยวของตัวเอง แล้วรำพันว่า "ช่างสวยงาม เหมือนเป็นเขาสกเมือง..." เหมือนที่เราชอบเทียบเขาสก เป็นกุ้ยหลินเมืองไทยกับเขาบ้าง

.........................................
(ชวนเที่ยว : หนีร้อนไปพึ่งฝน ยลความงามเขาสก โดย...นพพร  วิจิตร์วงษ์)