
พระเมรุ...พระศพเจ้าฟ้าเพชรรัตนฯ
พระเมรุ...พระศพเจ้าฟ้าเพชรรัตนฯ
งวดเข้ามาเต็มทีแล้ว สำหรับงาน พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ซึ่งตามคติความเชื่อของคนไทย พระมหากษัตริย์และพระราชวงศ์เปรียบเสมือนสมมุติเทพ เมื่อถึงวาระสุดท้ายของพระชนมชีพ คือการเสด็จกลับสู่เทวพิภพ เรียกว่า สวรรคต มีความหมายว่า เสด็จสู่สวรรคาลัย ณ ยอดเขาพระสุเมรุ และตามโบราณราชประเพณีจึงมีการจัดงานถวายพระเพลิงพระศพ สืบต่อมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาจนถึงปัจจุบัน โดยอัญเชิญพระศพไปถวายพระเพลิงบนพระเมรุที่สร้างขึ้น ณ มณฑลพิธี ซึ่งสมมุติหมายว่าเป็นพื้นที่อันศักดิ์สิทธิ์
คณะกรรมการจัดงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ เจ้าฟ้าเพชรรัตนฯ มอบหมายให้ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม เป็นหน่วยงานรับผิดชอบออกแบบก่อสร้างพระเมรุและอาคารประกอบ โดยกรมศิลปากรได้เชิญ พล.อ.อ.อาวุธ เงินชูกลิ่น อดีตอธิบดีกรมศิลปากรและศิลปินแห่งชาติสาขาสถาปัตยกรรมไทย เป็นผู้ออกแบบ เป็นที่ปรึกษาและควบคุมการก่อสร้างฯ ตลอดถึงการจัดสร้างพระโกศจันทน์ การบูรณะซ่อมแซมราชรถและพระยานมาศทุกองค์เพื่อใช้ในงานพระราชพิธีครั้งนี้ ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รูปแบบพระเมรุแล้ว พระราชทานกำหนดการพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพฯ ในวันจันทร์ที่ 9 เมษายน 2555
โดยลักษณะทางสถาปัตยกรรมของพระเมรุ ในพิธีพระศพฯ เป็นอาคารทรงปราสาทยอดมณฑป หลังคาจัตุรมุขซ้อนสองชั้น สร้งขึ้นบนฐานชาลาใหญ่ จากฐานชาลาถึงยอดฉัตรสูง 35.59 เมตร มุขหน้าด้านทิศตะวันตกเป็นทางเสด็จพระราชดำเนิน มุขด้านทิศเหนือมีสะพานเกรินสำหรับอัญเชิญพระโกศขึ้นประดิษฐานเหนือพระจิตกาธาน (เชิงตะกอน) ภายในพระเมรุ มุขหลังด้านทิศตะวันออกเป็นพื้นที่วางเตาเผาพระศพ ส่วนบริเวณฐานชาลาทุกด้านมีบันไดทางขึ้นลง รายล้อมด้วยรั้วราชวัติ ฉัตร โคม และเทวาดอัญเชิญฉัตรประกอบพระอิสริยยศ
ส่วนเครื่องยอดพระเมรุ เป็นทรงมณฑปมีชั้นเชิงกลอน 5 ชั้น แต่ละชั้นมีซุ้มบันแถลงซ้อน 2 ชั้น มุมหลังคามีนาคปัก ส่วนบนเป็นองค์ระฆังรับบัลลังก์ เหนือบัลลังก์เป็นชุดบัวคลุ่ม 5 ชั้น ปลียอดแบ่งสองส่วนคั่นด้วยลูกแก้ว บนยอดมีเม็ดน้ำค้าง เหนือสุดปักเบญจปฏลเศวตฉัตร หน้าบันทั้ง 4 ด้านประดับอักษรพระนาม "พร" โครงสีของพระเมรุโดยรวมเป็นสีทองและสีชมพูด ตามสีวันพระราชสมภพ คือ วันอังคาร ขณะที่ภายในพระเมรุตั้งพระจิตกาธาน ประดิษฐานพระโกศไม้จันทน์ ส่วนบนสุดประฉัตรผ้า 5 ชั้น
ด้านการตกแต่งพระเมรุ ครั้งนี้มีแนวคิดลดการใช้ไม้ซึ่งเป็นวัสดุหายาก ดังนั้นจึงเป็นงานศิลปกรรมแบบซ้อนไม้ทดแทนการแกะสลักไม้จริง เป็นลักษณะพิเศษที่ใช้การงานพระเมรุ อันถือเป็นงานลำลองสำหรับอาคารใช้งานชั่วคราว นอกจากนี้ยังมีการเสริมบางส่วนที่เป็นงานซ้อนไม้ด้วยวิธีการปั้นหล่อ ถอดพิมพ์ไฟเบอร์กลาส ขณะเดียวกันการประดับตกแต่งส่วนอื่นๆ ใช้การปิดผ้าทองย่นสาบสีสอดแววแทนการปิดทองประดับกระจก
ในงานพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ยังประกอบด้วยสถาปัตยกรรมสำคัญต่างๆ ดังนี้
"ซ่าง" อาคารที่สร้างบนฐานชาลาพระเมรุทั้ง 4 มุม เป็นที่สำหรับพระพิธีธรรม 4 ชุดสลับกันสวดพระอภิธรรม ตั้งแต่เชิญพระโกศพระศพประดิษฐานบนพระจิตกาธานจนเสร็จการพระราชทานเพลิงพระศพฯ
"หอเปลื้อง" ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของพระเมรุ เป็นที่เก็บพระโกศและเครื่องประกอบ หลังจากที่เปลื้องออกจากพระลองแล้ว และสำหรับเก็บเครื่องใช้เบ็ดเตล็ดในช่วงการพระราชทานเพลิงพระศพ
"พระที่นั่งทรงธรรม" ตั้งอยู่ด้านทิศตะวันตกของพระเมรุ สำหรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประทับ ขณะบำเพ็ญพระราชกุศล มีบริเวณสำหรับพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชบริพาร ทูตานุทูต นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี เฝ้าฯ รับเสด็จ
"พลับพลายกสนามหลวง" ตั้งอยู่ด้านหน้าทางเข้าปริมณฑลท้องสนามหลวง สำหรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ ประทับขณะประกอบพิธี ส่วน
"ศาลาลูกขุน" หรือ ศาลาข้าราชการ ใช้สำหรับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เฝ้าฯ รับเสด็จและร่วมพระราชพิธี
"ทับเกษตร" หรือ คด เป็นอาคารที่สร้างขึ้นเพื่อแสดงขอบเขตมณฑลพิธี มักสร้างเป็นระเบียงล้อมรอบพระเมรุ สำหรับให้เจ้าหน้าที่ผู้ไปร่วมงาน
"ทิม" อาคารชั้นเดียว ตกแต่งปลายจั่วเป็นหน้าเหรา ยอดเป็นหน้ากาล ซึ่งเป็นแบบลายมาตรฐานในอาคารประกอบพระเมรุ ใช้เป็นที่พักของพระสงฆ์ แพทย์หลวง และเจ้าพนักงาน รวมถึงเป็นที่ประโคมปี่พาทย์ประกอบพิธี สร้างติดแนวรั้วราชวัติ
"รั้วราชวัติ" เป็นแนวกำหนดขอบเขตปริมณฑลพระเมรุ สร้างต่อเนื่องไปกับทิม และทับเกษตร
"เสาโคม" ตั้งอยู่ที่ทางเข้าทั้งสี่ด้านยอดโคมเป็นยอดมงกุฎสีทอง แทนความหมายของการเป็นดวงแก้วแห่งพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
"พลับพลายก หน้าวัดพระเชตุพนวิมลมังคลราม" เป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ ขณะเชิญพระโกศจากพระยานมาศขึ้นสู่ราชรถ
"พลับพลายกหน้าพระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท" เป็นที่ประทับของพระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายใน ขณะทอดพระเนตรกระบวนแห่พระโกศ
"เกยลา" สำหรับเชิญพระโกศขึ้นประดิษฐานบนพระยานมาศ



