ไลฟ์สไตล์

หนังสือที่เธอถือมา:หนังสือ,เพื่อน,แท็บเล็ต

หนังสือที่เธอถือมา:หนังสือ,เพื่อน,แท็บเล็ต

11 มี.ค. 2555

หนังสือที่เธอถือมา : หนังสือ, เพื่อน และแท็บเล็ต : ไพวรินทร์ ขาวงาม

                  ต้นมีนาคม2555, ขณะหลบลมร้อนจิบกาแฟในห้างแห่งหนึ่งของเมืองมหาสารคาม เด็กหนุ่มสองคนซึ่งเป็นเข้าถิ่นแวะมาร่วมเสวนาเรื่องหนังสือ พวกเขารักหนังสือ ใช้ชีวิตอยู่กับการอ่านและการผลิตหนังสือ เป็นลูกหลานชาวนาที่เติบโตในหน่อเนื้อเชื้อไขของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในเมืองนี้

                  ขณะเรากำลังหาทางพิมพ์หนังสือเอง-ขายเอง ด้วยแรงรักในการประพันธ์ คนหนุ่มสาวในยุคนี้ดูเหมือนยุคสมัยจะเอื้อโอกาสให้อย่างดี มีเรื่องสั้นหรือบทกวีอันเป็นที่รักที่ชอบสักจำนวนหนึ่ง  ก็สามารถคัดเกลารวมเล่ม จำหน่าย-จ่ายแจก ให้คนที่รักการอ่านอ่านด้วยกัน มันอาจจะเป็นเหมือนคำที่ว่า “ผลัดกันอ่าน วานกันเขียน เวียนกันชม” แต่ก็นั่นแหละ-ในโลกของอินเทอร์เน็ต, เว็บไซต์ หรือเฟซบุ๊ก ที่คนแทบจะทิ้งตัวอักรบนกระดาษหนังสือไปแล้วนั้น การจำหน่าย-จ่ายแจกหนังสือของคนหนุ่มสาว ย่อมถือเป็นปฏิบัติการหนึ่งในการกระตุ้นความรักการอ่านให้เกิดขึ้นในเครือข่ายเพื่อนนักอ่าน

                  เรามองผ่านห้องกระจกออกไปบนถนนสายหนึ่ง แดดเปรี้ยง อากาศร้อนร้ายทั้งที่โดยช่วงเวลาแล้วยังไม่ถึงฤดูร้อน หนุ่มคนผอมหน่อยตั้งข้อสังเกต ถนนสายนี้เดิมทีมีต้นพิกุลปลูกเรียงไว้เป็นร่มเงา วันนี้ต้นพิกุลถูกตัดทิ้ง นำต้นปาล์มมาลงแทน ต้นปาล์มที่นอกจากไม่สวยสงบแบบพิกุล  ยังใช้เป็นร่มเงาสำหรับชาวบ้านที่สัญจรแล้วต้องการหลบแดดไม่ได้เลย

                  ถัดไปจากต้นปาล์มที่เคยเป็นที่ทางของต้นพิกุล ผมเห็นร้านที่ชื่อศึกษาภัณฑ์  มีสัญญลักษณ์รูปดอกหญ้าที่คุ้นเคย “มันเป็นร้านหนังสือดอกหญ้าเก่า ตอนนี้เหลือแต่ตำนานแล้ว”  หนุ่มคนอ้วนหน่อยบอก พลันผมคิดถึงร้านหนังสือดอกหญ้า ท่าพระจันทร์ ที่เคยเป็นทางผ่านของคนรักการอ่านหนังสือ ถ้าไปกินข้าวปลาอาหารท้องที่ท่าพระจันทร์ จะต้องไม่ลืมแวะร้านหนังสือนี้ เพื่อเลือกซื้อหาอาหารสมอง “เพียงแวะเข้ามาชม เราก็แอบนิยมคุณอยู่ในใจ” คำขวัญประจำร้านที่คุ้นเคยกันดี  ทำให้อดคิดถึงเจ้าของร้านหนังสือดอกหญ้าไม่ได้ ผมไม่พบและได้ข่าวเขาเลย ไม่รู้ว่ายังทำร้านหนังสืออยู่อีกหรือไม่ วันนี้-ผมห่างเหินท่าพระจันทร์ ห่างไกลร้านหนังสือดอกหญ้า หากได้แวะเวียนไปที่นั่นบ้างก็มักจะเข้าร้านหนังสือนายอินทร์

                  ต้นมีนาคม 2555, แม้ในห้องปรับอากาศก็ยังร้อน เหงื่อไคลไหลซึม หนุ่มคนอ้วนหน่อยเล่าประสบการณ์ชีวิตเขาแถวหน้ามหาวิทยาลัยรามคำแหง เขาบอกรู้จักพนักงานรักษาความปลอดภัยเป็นนักอ่าน อ่านแม้กระทั่ง “พี่น้องคารามาซอฟ” ของ ดอสโตเยฟสกี้ พลอยเชื่อมโยงประสบการณ์ของผมที่อาศัยคอนโดมิเนียมย่านนทบุรี รปภ. คอนโดฯ ซื้อหนังสือมาฝากผมหลายเล่ม รวมทั้งผลงานของ กฤษณะมูรติ

                  พนักงานรักษาความปลอดภัยที่เป็นนักอ่าน และอยากให้คนอื่นได้อ่านหนังสือด้วยนั้น  น่าจะเป็นสิ่งบอกชีวิตจิตใจผู้คนระดับหนึ่ง การรักการอ่านไม่จำเป็นจะต้องเป็นผู้มีอาชีพอยู่กับหนังสือ  ในกระเป๋าของคนเป็นยามสักคนที่ไหนสักแห่ง อาจมีหนังสือเล่มที่เราคิดไม่ถึง เขาอาจอ่านหนังสือและคิดใคร่ครวญชีวิต มากกว่าคนที่เรียนหนังสือสูงๆ ด้วยซ้ำ “ดอกไม้ที่เธอถือมา” ผมคิดถึงชื่อเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งของ อัศศิริ ธรรมโชติ ใช่-เราต่างมีดอกไม้ที่ถือมา เราต่างมีดอกไม้ที่ถือไป เพื่อจะให้และแบ่งปัน พลันผมคิดถึงว่าครั้งหนึ่งเคยเขียนบทกวี “หนังสือที่เธอถือมา” ในบ้านของใครต่อใคร  ในกระเป๋าเดินทางของใครต่อใคร หนังสือสักเล่มสองเล่มที่เขารักเขาถือไว้ในมือ มันไม่เพียงแค่กระดาษเปื้อนหมึกซื้อขายแล้วก็ทิ้งขว้าง หากมันคือชีวิต คือจิตใจ คือสติปัญญา คือพลัง  ทั้งของปัจเจกบุคคล และสังคม

                  เมื่อรัฐบาลมีนโยบายแจกแท็บเล็ตแก่นักเรียนชั้นประถมที่ยังไม่เริ่มรู้จักหนังสือเลย ก็เป็นสัญญาณของสังคมโลกสมัยใหม่ที่ยิ่งยากแก่การคาดเดาและรับมือ นอกจากโทรทัศน์ หรือตู้เกมจะแย่งเด็กๆ ไปมากแล้ว แท็บเล็ตอาจจะนำพาเด็กๆ มากมายไปซ่อนเร้นไว้ในหลืบไหนบ้าง?
 เมืองแห่งการอ่าน วาระการอ่านแห่งชาติ อาจกลายเป็นความเพ้อฝันของอดีตกาล เมื่อโลกของเยาวชนของชาติวันนี้ คือ แท็บเล็ต “หนังสือที่เธอถือมา” ผมคิดถึงคำนี้ อย่างไรก็ตาม ผมยังเชื่อ ฝัน และหวัง ในชีวิตของหนังสื

------------------------

(หนังสือที่เธอถือมา : หนังสือ, เพื่อน และแท็บเล็ต : ไพวรินทร์ ขาวงาม)