
สภาที่ปรึกษาฯ นานาชาติเปิดเวที
สัมภาษณ์พิเศษ : สภาที่ปรึกษาฯ นานาชาติเปิดเวที สร้างสมดุลเศรษฐกิจและสังคมเอเชีย
ในทศวรรษหน้านั้น จะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียหลายประการ เช่น การรวมตัวเป็นหนึ่งเดียวกันภายใต้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ Asian Economic Community : AEC เพื่อช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ อย่าง ไรก็ตาม สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งที่ต้องพัฒนาให้ก้าวไกลไปด้วยกันคือ ความเข้มแข็งทางด้านสังคม โดยในวันที่ 13-14 มีนาคมนี้ ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุมนานาชาติขององค์กรสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือองค์กรที่คล้ายคลึงแห่งเอเชีย (Social Dialogue in Asia 2012) ในหัวข้อเรื่อง "การสร้างความสมดุลของความเติบโตทางเศรษฐกิจกับความเข้มแข็งของสังคมของประเทศในเอเชีย" (Balancing The Economic Growth and Social Strengthening in Asia And Global)
นายโอกาส เตพละกุล ประธานที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และนางภรณี ลีนุตพงษ์ รองประธานที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในฐานะองค์กรที่ทำหน้าที่ในการให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในปัญหาเกี่ยวกับเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และแผนอื่นตามที่กฎหมายกำหนด ต้องให้สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติให้ความเห็นก่อนพิจารณาประกาศใช้ ร่วมกันให้ข้อมูลในการจัดงานดังกล่าว
นายโอกาส กล่าวว่า การพัฒนาเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียเติบโตมากที่สุดในโลก แต่การเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาคที่เกิดขึ้นนั้น จะก่อให้เกิดความเจริญ รวมถึงความกินดีอยู่ดีของประชาชนในแต่ละประเทศมากน้อยเพียงใด อีกทั้งความเข้มแข็งทางสังคมจะเพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วนโดยตรงกับการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือไม่ เป็นโจทย์ที่การประชุมจะนำมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน จึงเป็นที่มาของหัวข้อเรื่อง "การสร้างสมดุลของการเติบโตทางเศรษฐกิจกับความเข้มแข็งของสังคม" ซึ่งการเตรียมความพร้อมของแต่ละประเทศถือเป็นเรื่องสำคัญ
"การจัดประชุมครั้งนี้ถือเป็นจังหวะที่ดีในการผลักดันภูมิภาคอาเซียนให้มีบทบาทมากขึ้น และการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากประสบการณ์ของประเทศต่างๆ เรียนรู้ในประเด็นที่หลากหลายด้านเศรษฐกิจและสังคมจากภาคส่วนต่างๆ ของโลก จะช่วยให้ชาติสมาชิกเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างเข้มแข็ง โดยที่ประชุมได้รับเกียรติจากวิทยากรระดับโลกหลายท่านเข้าร่วมบรรยาย"
ทั้งนี้ การเปิดการประชุมอย่างเป็นทางการจะเริ่มช่วงเช้าวันที่ 13 มีนาคม 2555 โดยมี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน จากนั้นนายศุภชัย พานิชภักดิ์ เลขาธิการการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา หรืออังค์ถัด จะขึ้นปาฐกถาในหัวข้อเรื่อง "ความสมดุลของการเติบโตทางเศรษฐกิจในสัมพันธ์กับความแข็งแกร่งทางสังคม" จากนั้นจะเป็นการกล่าวบรรยายของวิทยากร โดยระหว่างการประชุม จะเปิดโอกาสให้ผู้แทนประเทศต่างๆ และนักวิชาการได้นำเสนอแนวคิดและแนวทางที่จะนำไปสู่การบรรลุตามหัวข้อการประชุมที่ตั้งไว้ ซึ่งผลสรุปที่ได้จากการประชุมจะนำไปกำหนดทิศทางและแนวทางการดำเนินงานต่อไป รวมทั้งจะจัดทำข้อเสนอที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป
ทั้งนี้ คาดว่าจะมีตัวแทนจากประเทศไทยและต่างชาติเข้าร่วมในการประชุมองค์กรที่คล้ายคลึงแห่งเอเชีย เข้าร่วมประมาณ 350 คน ได้แก่ ผู้แทนจากสภาที่ปรึกษาฯ ประเทศต่างๆ และองค์กรที่คล้ายคลึงจากทั่วโลกประมาณ 100 คน ตัวแทนจากองค์กรหรือสถาบันในประเทศและองค์กรระหว่างประเทศที่อยู่ในไทยประมาณ 120 คน สมาชิกสภาที่ปรึกษาฯ 99 คน และผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สำนักงานสภาที่ปรึกษาฯ ประมาณ 31 คน โดยงานประชุมครั้งนี้ จะเริ่มแบบไม่เป็นทางการตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2555 ที่โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ
ด้านนางภรณี กล่าวเสริมว่า ขณะนี้ในเอเชียมีองค์กรสภาที่ปรึกษาฯ เพียง 4 ชาติ คือ จีน เกาหลีใต้ ไทย และรัสเซีย โดยในประเทศอื่นๆ จะมีองค์กรที่คล้ายคลึงกัน แต่ยังไม่ถึงขึ้นเป็นสภาที่ปรึกษาฯ ซึ่งประเทศที่มีสภาที่ปรึกษาฯ แข็งแกร่งที่สุดคือประเทศจีน นับตั้งแต่ก่อตั้งประเทศ ประธานสภาที่ปรึกษาฯ มักจะเป็นผู้นำเบอร์ 1 ของประเทศ เช่น เหมาเจ๋อตุง โจ วเอินไหล และเติ้งเสี่ยวผิง เป็นต้น โดยสภาที่ปรึกษาฯ จะทำหน้าที่เขียนนโยบายเศรษฐกิจและสังคมเสนอต่อสภาชุดใหญ่ของจีน เพื่อเพิ่มเติมหรือตัดทอนในประเด็นต่างๆ
สำหรับการประชุมในครั้งนี้ Mr.Zhang Fusen รองประธานสภาที่ปรึกษาฯ แห่งประเทศจีน ซึ่งเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการร่างนโยบายของจีนได้ให้ความสำคัญต่อการประชุมเป็นอย่างมาก โดยที่ผ่านมาจีนได้ผลักดันนโยบายต่างๆ ผ่านการประชุมเวทีนี้ และจะหารือนอกรอบกับประเทศสมาชิกต่างๆ เพื่อขยายความร่วมมือระหว่างประเทศ ซึ่งในการประชุมครั้งก่อนที่ประเทศอิตาลี จีนได้เข้าหารือกับบรรดาชาติสมาชิกที่มาจากแอฟริกาเพื่อขยายการค้าและลงทุนระหว่างกัน
"ในครั้งนี้จีนได้ให้ความสำคัญในการหารือกับอาเซียนเป็นพิเศษ จึงคาดว่าน่าจะมีการหารือนอกรอบ เพื่อขยายความร่วมมือระหว่างจีนกับชาติสมาชิกอาเซียนต่อไป และอาจจะส่งผลต่อนโยบายที่จีนมีต่ออาเซียนในอนาคตอีกด้วย และในทุกครั้งที่มีการประชุมสภาที่ปรึกษาฯ นานาชาติ จะมีตัวแทนนักธุรกิจจากชาติต่างๆ ติดตามมาเข้าร่วมการประชุม ทำให้น่าจะมีผลพลอยได้ในการเจรจาทางธุรกิจตามมาอีกด้วย รวมทั้งยังเป็นการแผยแพร่ภาพลักษณ์ของสภาที่ปรึกษาฯ ของไทยไปสู่เวทีระดับโลก"
.....................................
(สัมภาษณ์พิเศษ : สภาที่ปรึกษาฯ นานาชาติเปิดเวที สร้างสมดุลเศรษฐกิจและสังคมเอเชีย)



