
ร.ร.วิชูทิศ-เน้นมีส่วนร่วม รางวัลบริหารจัดการดีเด่น
ก่อนการลงมือทำงานโครงการใดๆ ก็ตาม ทุกครั้งจะต้องมีการประชุมหารือกันก่อน เน้นกระจายอำนาจ ครู ส่วนนักเรียนจะมีส่วนร่วมผ่านสภานักเรียนด้วยเช่นกัน เป็นเหตุผลที่ทำให้ได้รับเลือกบริหารจัดการดีเด่น
"ที่นี่ใช้การบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วม เน้นกระจายอำนาจ ครู จะมีส่วนร่วมตั้งแต่งานบริหาร งานวิชาการ งานธุรกิจ และงานบริหารงานบุคคล เครือข่ายผู้ปกครองจะมีส่วนสำคัญมากในการร่วมคิดร่วมทำกิจกรรมโรงเรียน ส่วนนักเรียนจะมีส่วนร่วมผ่านสภานักเรียนด้วยเช่นกัน ที่สำคัญเป็นโรงเรียนเฉพาะทางในระดับชั้น ม.ปลาย ที่จัดการศึกษาสายอาชีพ คือการทำขนมอบ และกีฬา ทำให้นักเรียน ม.ปลาย ที่นี่มีรูปแบบการเรียนแบบพิเศษ เป็นเหตุผลที่ทำให้ได้รับเลือกเป็นโรงเรียนที่ได้รางวัลการบริหารจัดการดีเด่น จากสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ด้วย" มงคง อัศวธีรากุล ผู้อำนวยการโรงเรียนวิชูทิศ สังกัดกรุงเทพมหานคร กล่าว
รูปแบบการมีส่วนร่วมคือ ก่อนการลงมือทำงานโครงการใดๆ ก็ตาม ทุกครั้งจะต้องมีการประชุมหารือกันก่อน โดยแต่ละโครงการจะต้องมีตัวแทนแต่ละสายชั้นมาประชุม เช่น การเลือกหนังสือแบบเรียนก็จะให้หัวหน้าสายชั้น หัวหน้ากลุ่มสาระ ประชุมและตัดสินใจร่วมกันว่าจะเลือกหนังสืออย่างไร รวมทั้งการขึ้นเงินเดือน จะให้หัวหน้าสายชั้นมีส่วนร่วมในการนำเสนอว่า ครูที่สอนดี เอาใจใส่นักเรียน สมควรได้รับการเลื่อนขั้น ขึ้นเงินเดือน มีประชุมร่วมกับกรรมการสถานศึกษา และผู้ปกครองเทอมละ 1 ครั้ง เพื่อร่วมกันจัดกิจกรรมต่างๆ ของโรงเรียน เป็นต้น
"ครูทั้ง 84 คนในโรงเรียนจะต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบนักเรียนทั้ง 1,800 คนทุกคน และรับผิดชอบโครงการอย่างน้อยคนละ 1 โครงการ เพื่อให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการโรงเรียนในทุกๆ มิติ จะทำให้งานทุกอย่างที่เกิดขึ้นภายใต้การร่วมคิดร่วมทำของครูทุกๆ คน ผลงานที่เกิดขึ้นมาจาก มันสมองและสองแขนของครูทุกคน และประสบผลสำเร็จเพราะครูทุกคนให้ความร่วมมือ" ผอ.มงคล กล่าว
โรงเรียนแห่งนี้มีวิชาเลือกให้นักเรียน ม.ปลาย 2 วิชา คือ กีฬา และทำขนมอบ เพราะเป็นโรงเรียนเฉพาะทาง ไม่ต้องเรียนวิชาสามัญเหมือนโรงเรียนอื่นๆ
อ้อย ตุ่นยิ้ม หรือ อ้อย นักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียนวิชูทิศ เลือกเรียนกีฬา เพราะเป็นนักกีฬาปั่นจักรยานเยาวชนทีมชาติ บ้านเดิมอยู่ จ.กาญจนบุรี เข้าโรงเรียนกีฬาตั้งแต่เรียนอยู่ชั้น ป.5 อายุ 11 ปี
อ้อย เล่าว่า การเป็นนักกีฬาต้องมีความพยายามและความอดทนสูงมาก เพราะต้องแข่งกีฬาไปพร้อมกับเรียนหนังสือ บางครั้งออกไปแข่งขันก็เรียนไม่ทันเพื่อน ช่วงสอบมีการแข่งขันรายการใหญ่ๆ ก็ต้องไป แต่โชคดีที่โรงเรียนอนุญาตให้ไปทุกครั้ง โดยไม่เช็กชื่อขาดเรียน ถ้าตรงกับวันสอบโรงเรียนก็จะจัดตารางให้สอบล่วงหน้า ทุกครั้งที่กลับจากการแข่งขันต้องถามเพื่อนๆ หรือครู เพื่อตามว่ามีการบ้านหรือไม่เพื่อให้เรียนทันเพื่อน
อ้อย ฝึกซ้อมทุกวัน ช่วงเช้าตื่นตั้งแต่ 05.00 น. ซ้อมจนถึง 07.00 น. ออกกำลังกายด้านสมรรถภาพ ส่วนช่วงเย็นหลังจากเลิกเรียน 14.00 น. จะกลับไปที่สำนักวัฒนธรรมและกีฬา กทม. ตั้งอยู่ในสนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง ซึ่งเป็นที่พักและสถานที่ฝึกซ้อม อาบน้ำทำการบ้าน หลังจากนั้นเวลาประมาณ 15.30-16.00 น. จะลงมาซ้อมปั่นจักรยานแบบอยู่กับที่ 2-3 ชั่วโมง พอถึง 18.00 น.อาบน้ำกินข้าว 19.00น. ประชุมกฎระเบียบของนักกีฬา
อ้อย มีโอกาสไปแข่งขันที่ต่างประเทศหลายครั้ง แต่ไม่เคยได้ไป เพราะเป็นคนต่างด้าวที่มาจากพม่า พ่อแม่แยกทางกัน จึงไม่มีเอกสารเซ็นยื่นยันให้ไปต่างประเทศได้ แต่ถึงอย่างไรอ้อยก็ไม่ย่อท้อหวังเพียงว่าสักวันจะได้รับโอกาสนั้น
ขณะที่ "น้องติ๊ก" นันทิกานต์ ไพรงามบุญ อายุ 19 ปี ชั้น ม.6 ที่เลือกเรียนทำขนมอบ เล่าว่า นักเรียนชั้น ม.6 มี 46 คนเลือกเรียนทำขนม 3 คนเท่านั้น ซึ่ง "ครูโสภี บรรยงกะเสนา" สอนทำขนมอบ ให้นักเรียนตั้งแต่ม.2-ม.6 เช่น ขนมเค้ก อย่างเช่น เค้กมะพร้าว เค้กบลูเบอร์รี่ เค้กส้ม ขนมปังไส้ต่างๆ พิซซ่า ช็อกบอล ทำขายภายในโรงเรียนช่วงเวลาพักเที่ยง และรับทำตามที่ลูกค้าสั่ง นักเรียนส่วนใหญ่ชอบพิซซ่า ช็อกบอลและขนมปังไส้กรอกจะขายดีที่สุด ทุกอย่างราคาชิ้นละ 6 บาท ยกเว้นพิซซ่าราคา 12 บาท
"การเรียนทำขนมอบ คุณครูให้นักเรียนได้ฝึกทำงานจริง ตั้งแต่การทำขนมเบื้องต้น ทำให้ได้ประสบการณ์ ได้ฝึกทักษะการทำขนม มีรายได้ระหว่างเรียน ช่วยแบ่งเบาภาระจากผู้ปกครองได้ด้วย" น้องติ๊ก กล่าว
ครูโสภี บอกว่า สอนทำขนมอบมาตั้งแต่ปี 2546 ซึ่งกทม.ให้การสนับสนุนงบประมาณและห้องปฏิบัติ รวมทั้งวัสดุอุปกรณ์ ประมาณ 2.5 ล้านบาท แต่ละวันจะใช้เงินลงทุนทำขนมขายประมาณ 1,500 บาท ขายได้ 2,000-2,500 บาท เฉลี่ยรายได้หักค่าใช้จ่ายประมาณ 2-2.5 หมื่นบาท สนใจสั่งซื้อล่วงหน้า 1-2 วัน ได้ที่ โทร.0-2246-1515



