
4x4 ขี่ม้า ล่องแก่ง นครนายก
4x4 ขี่ม้า ล่องแก่ง นครนายก โดย...นพพร วิจิตร์วงษ์
ไม่ไกล กทม. แหล่งท่องเที่ยว สงบๆ สนุกๆ ท้าทายๆ หรือจะอยากสบายแบบเมือง ฉันว่า ไม่ต้องมองไกลไปกว่า "นครนายก" ก็ได้ ที่นี่มีแหล่งพักผ่อนอิงแอบธรรมชาติ มากมายให้เลือกหลายหลายสไตล์ ทั้งเดินป่าผจญภัย เข้าไปน้ำตกใหญ่ฝั่ง อ.บ้านนา ที่สวยงามแต่ชื่อยังไม่ค่อยคุ้นหูคนทั่วไป อย่าง "น้ำตกโกรกอีดก" แต่รู้จักดีในหมู่นักท่องเที่ยวเดินป่า เพราะเชฟที่สวยงามของน้ำตกและการเข้าถึงที่ใช้เวลาเดินไปกลับวันเดียวได้ แค่เดินหอบใหญ่ๆ หน่อย หรือจะเป็นน้ำตกประเภทรถถึง อย่างน้ำตกสาริกา น้ำตกนางรอง และสถานที่พักผ่อนอย่างวังตะไคร้ ก็ไม่น่าพลาดคอฉิ่งฉับทัวร์
สำหรับขาลุยออฟโรด พูดถึงนครนายก ก็นึกไปถึงธารน้ำชายป่า อย่าง "คลองมะเดื่อ" ที่ต้องขับรถข้ามน้ำข้ามคลองเข้าไปตั้งแคมป์ปิกนิกริมน้ำกัน บางช่วงอาจจะต้องใช้เกียร์ 4 ช่วย แต่บางช่วงน้ำน้อย ทางไม่เละ แค่ขับ 2 ธรรมดาก็ฉลุย หรือพวกชอบผจญภัยสายน้ำ ก็มีเส้นทางล่องแก่งให้เป็นทางเลือก
ส่วนฉัน พาพี่บิ๊กไปนอนเล่นสบายๆ ริมสายน้ำ คลองมะเดื่อ และฟาร์มม้าแถวนั้นถ้าจะดี เพราะรู้มาว่าม้าที่นั่นก็เป็นม้าออฟโรดซะด้วย สตาร์ทจากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางรังสิต-นครนายก (ถ้าไม่ขับรถไป ก็มีรถตู้รังสิต-บ้านนา-นครนายก) เลยตัวเมืองนครนายก มุ่งหน้าไปทางน้ำตกนางรอง ใช้เส้นทางหมายเลข 3049 ก่อนถึงวังตะไคร้ไม่ไกล จะเห็นป้ายทางเข้า "วัดบ้านดง" ซอยซ้ายมือเลยร้านสะดวกซื้อ ก็เลี้ยวซ้ายเข้าไปเลย แต่เราขอแวะไปซื้อเสบียงสำหรับค่ำคืนและวันรุ่งขึ้น ที่ตลาดนัดชาวบ้านที่มาเปิดขายกันยามเย็น ซึ่งอยู่เลยทางเข้าไปอีกหน่อย
คลองมะเดื่อ น้ำใสชายป่า
จากปากทางเข้าวัดบ้านดง เลาะตามถนนไปเรื่อยๆ แยกเข้าซอย บ้านดงซอย 2 ไปตามถนนบ้านหัวเขาแก้ว ผ่านโรงเรียนไปจนสุดทางถนนลาดยาง ข้ามคลอง 1 ที่ตอนนี้เทปูน ทำให้ข้ามง่ายขึ้น ยกเว้นช่วงน้ำหลาก จากคลอง 1 ไปคลอง 2 เป็นถนนหินกรวด ระยะทางห่างกันพอสมควร บางช่วงเป็นหลุมโคลน แต่หน้าแล้งอย่างนี้ก็ขับ 2 สบายๆ ไร้หลุมโคลน ผ่านสวนผลไม้ ไร่ส้มโอ ของชาวบ้านที่ปลูกอยู่ 2 ข้างทาง ข้ามคลอง 2 ไป ก็ถึงเป้าหมายบ้านพักริมคลองฝั่งที่อยู่ฝั่งซ้ายมือของเรา แต่ฉันก็แอบแวะไปดูคลอง 3 ที่อยู่ห่างออกไปอีก ตลอดทางเหมือนวิ่งบนก้อนกรวด เห็นสภาพคลองค่อยเบาใจ เพราะถ้าเป็นช่วงน้ำเยอะ ฉันอาจต้องใช้เกียร์ 4 ช่วย
คลองมะเดื่อ จากเมื่อก่อน ไม่มีบ้านพัก ยิ่งช่วงน้ำเยอะหน่อย พวกออฟโรดล่ะชอบนัก เอารถไปอาบน้ำ อาบโคลนเป็นว่าเล่น แต่ตอนนี้มีบ้านพักให้เช่าแล้ว น้ำในคลองใสๆ ไม่ลึกมาก เหมือนตัวกระตุ้นให้รีบเก็บข้าวของ และเตรียมเสบียงเพื่อจะได้ลงไปแช่น้ำเล่นให้สมใจอยาก ไม่นานเราก็อพยพกันลงไปนั่งคุยในน้ำเย็นสบาย คลายร้อนไปได้เยอะ เรียกว่ากลางวันแช่อยู่ในน้ำกันทั้งวัน หรือไม่ก็ผูกเปลใต้ร่มไม้ อ่านหนังสือสบายๆ หามุมถ่ายรูปไปเรื่อย พอตกค่ำค่อยขึ้นมานั่งเสวนากันต่อบนบ้านพัก
น่าเสียดายที่ข่าวว่า อีกไม่นาน คลองนี้ก็อาจจะหายไป เพราะมีป้ายโครงการก่อสร้างเขื่อนคลองมะเดื่อขึ้นมาซะแล้ว ทั้งๆ ที่จะว่าไป มองรอบๆ นครนายกฝั่งบ้านนา มีอ่างเก็บน้ำมากมาย และยังมีเขื่อนใหญ่ อย่างเขื่อนขุนด่านปราการชล หรือเขื่อนคลองท่าด่าน อยู่อีกฝั่งถนนก็ตาม
V3-farm ฟาร์มม้ามีชีวิต
วันรุ่งขึ้น ออกจากคลองมะเดื่อ ฉันเลี้ยวซ้ายไปทางนครนายก แต่ไปไม่ไกลมาก ก็เลี้ยวซ้ายเข้าซอยสาริกา-นางรอง 38 ทางเดียวกับที่เข้าไปแก่งสามชั้น เป้าหมายอยู่ที่ V3-Farm ซึ่งอยู่เลยไป ฟาร์มม้าออฟโรดที่ทำให้ฉันนึกไปถึงหนังคาวบอยตะวันตก
พี่นาวี เจ้าของฟาร์มใจดี บอกว่า ตอนนี้ปิดปรับปรุงครับ แต่ถ้าเป็นตอนเย็นวันอาทิตย์ไปถึงวันธรรมดา ก็มาขี่ได้ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะคนงานไม่พอ วันเสาร์-อาทิตย์ มีงานบริการอื่นทั้งล่องแก่ง ล่องเรือในเขื่อน ตรงนี้เลยไม่มีคนดูแล แต่มาพักผ่อน นอนเล่นกับม้าได้ ช่วงเย็นวันอาทิตย์ ฉันเลยได้เห็นรถเข้ามาที่ฟาร์มหลายคัน แต่ไม่ใช่ผู้ใหญ่นะที่มาขี่ ม้าที่นี่กลับเป็นขวัญใจของเด็กๆ ให้ฝึกขี่ม้า อาจจะด้วยเพราะไซส์ไม่ใหญ่
ม้าตัวแรกที่นี่เป็นม้าลูกผสมสายพันธุ์มองโกล ชอบก็เลยเลี้ยงมาเรื่อยๆ จาก 1 เพิ่มเป็น 2 เป็น 3 จนล่าสุดมีทั้งหมด 17 ตัว ทั้งที่ใจจริงอยากมีแค่ไม่เกิน 10 ตัว ตอนนี้เลยตั้งใจจะเพาะพันธุ์ม้าสีขาวหรือสีนวลๆ ที่เรียกว่า พาลามิโน่ รวมทั้งจะหาพันธุ์ที่ตัวสูงใหญ่หน่อย แต่ยังคงความเป็นม้าออฟโรด ที่มีกีบเท้าตั้งตรง ขาไม่ใหญ่ เพื่อปีนป่ายขึ้นเขา ลงเนินคล่อง ฉายา "ม้าออฟโรด" ได้มาก็เพราะความอึด แกร่ง และขี่เที่ยวป่าแทนขับรถออฟโรดไปนี่เอง เส้นทางที่ไป ก็แถวคลองมะเดื่อก็ได้ หรือไกลสุดก็ขี่ข้ามเนิน ข้ามน้ำ ไปถึงเขาใหญ่ ใช้เวลาราวๆ 4 ชั่วโมงขี่ไป พักไป ฉันเลยนัดแนะพี่นาวีว่ามีโอกาสจะพากันท่องป่าบนหลังม้าสู่เขาใหญ่กัน
แต่คราวนี้ขอกางเต็นท์นอนริมธารน้ำ อยู่ในฟาร์มม้านี่แหละ แม้จะไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก ไม่มีไฟฟ้า แต่ฉันก็อุ่นใจ เพราะมีม้าเป็นเพื่อนอยู่ตั้งหลายตัว ฉันจุดเทียนนั่งคุยกับเพื่อนจนค่อนดึก มาสะดุ้งตื่นอีกทีก็ตอนเช้าที่เจ้าม้าพวกนี้แหละที่มาปลุก วิ่งเล่นกันกุบกับไปทั่วบริเวณ ฉันถึงได้รู้ว่า ม้าที่นี่มีสุขภาพจิตดี ไม่ก้าวร้าว(แต่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง) ก็เพราะมันมีอิสระในการกินอยู่นี่เอง
ปกติถ้าเป็นวันธรรมดา พี่นาวีจะปล่อยให้ม้าฝูงนี้ออกวิ่งเล่น หากินได้อิสระ เหมือนอยู่ตามป่าเขา พวกมันจะข้ามน้ำ ข้ามเนินไปกินหญ้าที่รีสอร์ทข้างๆ ก็ออกบ่อย แต่เสาร์-อาทิตย์จะต้องอยู่ในคอก เพื่อไม่ไปกวนลูกค้ารีสอร์ทข้างๆ ฟาร์มม้าที่นี่ จึงดูมีชีวิตชีวา
บรรยากาศริมน้ำยามเช้าสวยสบาย พอสายๆ ก็มีเสียงดังมาตามสายน้ำ แพยางของนักผจญภัยสายน้ำนี่เอง ล่องมาเจอแก่งเล็กๆ ตรงหน้าฟาร์มพอดี ก่อนจะเลยลงไปถึงแก่งสามชั้น ฉันเลยถึงบางอ้อ ฉันไปไหนได้ไม่ไกลจากสายน้ำนี้จริงๆ แถมบรรยากาศริมน้ำก็สงบ แม้แดดจะร้อนจนลงแช่น้ำไม่ไหวเหมือนกับตรงคลองมะเดื่อ
จากแก่งเทียม สู่แก่งสามชั้น
ก่อนกลับบ้าน แวะเที่ยวเขื่อนขุนด่านปราการชล ทางเข้าเขื่อนจะอยู่ก่อนถึงน้ำตกนางรอง 2 กม. ฉันพาพี่บิ๊กขึ้นไปเที่ยวสันเขื่อน ด้านบนเป็นลานจอดรถกว้างๆ สำหรับชมวิวเมือง วิวเขื่อน วิวเขา ปกติวันหยุดจะมีรถขึ้นมาเยอะหรือบางทีมากันเป็นรถบัสหลายๆ คัน บริเวณสันเขื่อนมีรถรางให้บริการ แค่คนละ 20 บาทก็ได้บรรยากาศไปอีกแบบ
เขื่อนขุนด่านปราการชล ถือเป็นเขื่อนใหญ่สุดของเขาใหญ่ฝั่งนครนายก รับน้ำที่ไหลจากอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ผ่านน้ำตกเหวนรกลงสู่อ่างเก็บน้ำ สร้างขึ้นตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อบรรเทาความทุกข์ยากที่เกิดกับประชาชนชาวนครนายก และจังหวัดใกล้เคียง เดิมชื่อเขื่อนคลองท่าด่าน ฉะนั้นถ้าใครขับรถผ่านไป เห็นป้ายบอกทาง เขื่อนคลองท่าด่านบ้าง หรือเขื่อนขุนด่านบ้าง ก็เขื่อนเดียวกันนั่นแหละ ชื่อนี้มาจากชื่อของขุนหาญพิทักษ์ไพรวัน หรือขุนด่าน วีรชนของนครนายก ผู้ปกป้องชาวไทยจากการรุกรานของกองทัพเขมร สมัยกรุงศรีอยุธยา
ด้านท้ายเขื่อนขุนด่านฯ ปัจจุบัน เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอีกแห่ง โดยเฉพาะยามร้อนๆ แบบนี้ จะมีนักท่องเที่ยวไปเล่นน้ำกันเยอะมาก บริเวณแก่งเล็กๆ ที่กรมชลประทานสร้างขึ้น จนชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า "แก่งเทียม" ตอนนี้มีรีสอร์ทผุดขึ้นมาริมน้ำ ตามระยะทางยาวประมาณ 300 เมตร ช่วงท้ายนี่ล่ะ จะได้ยินเสียงกรี๊ด เสียงร้องด้วยความหวาดเสียว และสะใจปนเปกันไป เพราะเป็นแก่งที่น้ำแรง พอหลุดตรงนี้ไป ก็เป็นโค้งลำน้ำธรรมชาติ ที่จะไหลไปไกลหลายกิโลเมตร สู่แม่น้ำนครนายก
นอกจากเรือยางแล้ว ล่องเรือแคนู เรือคายัคก็ยิ่งสนุก เพราะสายน้ำเล็กและแคบ คดเคี้ยว ทำให้พายสนุก และถึงน้ำจะไม่เชี่ยวมาก แก่งไม่ใหญ่แต่ก็เรียกเสียงตื่นเต้นได้ไม่น้อย
แค่ 3 วันที่ปลีกตัวจากเมืองใหญ่ได้ นครนายก มักเป็นทางเลือกแคมป์คาร์ที่ครบรส และช่วยดึงพลังออกจากตัวฉัน ได้มากพอที่จะกลับมาเผชิญหน้ากับภารกิจต่างๆ ต่อไป
.............................
(4x4 ขี่ม้า ล่องแก่ง นครนายก โดย...นพพร วิจิตร์วงษ์)



