
เรียนรู้ความภักดี'ผ่านลำดับราชสกุลในหลวง'
ศิลปวัฒนธรรม : เรียนรู้ความภักดี 'ผ่านลำดับราชสกุลในหลวง'
เมื่อวิชาเรียนประวัติศาสตร์ไม่ได้รับการบรรจุในหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ ผนวกกับความตั้งใจที่อยากจะให้เยาวชนเกิดความรู้ความเข้าใจในประวัติศาสตร์พระมหากษัตริย์ไทย พร้อมๆ กับเรียนรู้และปลูกฝังความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยสืบไป สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จึงมอบภาพ "ลำดับราชสกุลวงศ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" ให้แก่กรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการเสริมสร้างกระบวนการเรียนรู้ ประกอบสื่อการเรียนการสอน
ดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผอ.สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ กล่าวว่า เนื่องจากทั้งสองหน่วยงานได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านประวัติศาสตร์ ของสถาบันพระมหากษัตริย์ในพระบรมราชจักรีวงศ์ สำนักงานทรัพย์สินฯ จึงมอบภาพ “ลำดับราชสกุลวงศ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ให้แก่กรุงเทพมหานคร สำหรับสถาบันการศึกษาต่างๆ ได้แก่ โรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร ห้องสมุดชุมชนและบ้านหนังสือ เพื่อให้เด็ก เยาวชน และนักเรียนได้มีโอกาสเข้าถึงข้อมูลความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของพระมหากษัตริย์ไทยในราชวงศ์จักรีได้มากยิ่งขึ้น
ด้านพ่อเมืองกรุงเทพฯ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร กล่าวว่า การได้รับมอบภาพ ลำดับราชสกุลวงศ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาพระราชประวัติพระมหากษัตริย์ไทยแห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ของเยาวชนในเขตกรุงเทพฯ ได้อย่างดียิ่ง สามารถนำไปต่อยอดในการเรียนรู้พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ไทยในแต่ละรัชกาล เพื่อให้ซาบซึ้งถึงคุณูปการอันอเนกอนันต์ ที่มีต่อชาติบ้านเมืองตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน
สำหรับภาพ ลำดับราชสกุลวงศ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระบรมราชจักรีวงศ์ ประกอบไปด้วย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) ทรงเป็นพระปฐมกษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ เป็นโอรสของพระอักษรสุนทรศาสตร์ (ทองดี) ขุนนางเชื้อพระราชวงศ์กรุงศรีอยุธยา กับ หม่อมดาวเรือง เมื่อทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์และมหาจักรีบรมราชวงศ์ แล้ว ก็ทรงสถาปนาอัฐิพระอักษรสุนทรศาสตร์ เป็นสมเด็จพระปฐมบรมราชชนก ถือเป็นองค์ปฐมบรมราชบูรพการีแห่งพระราชวงศ์นี้
รัชกาลที่ 1 มีพระราชโอรสธิดา 10 พระองค์ ที่ประสูติแต่ สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี พระราชโอรสพระองค์หนึ่ง คือ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าฉิม เป็นพระรัชทายาท และได้ทรงครองราชสมบัติต่อ เป็น พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) พระองค์ทรงมีพระราชโอรสธิดา 73 พระองค์ โดยประสูติแต่สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี เป็นพระราชโอรส 2 พระองค์ คือ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามงกุฎ และ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฑามณี และที่ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาเรียม พระสนมเอก 3 พระองค์ พระองค์หนึ่ง คือ พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าทับ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์
ขณะนั้น รัชกาลที่ 2 ทรงพระประชวรหนักและสวรรคต โดยมิได้ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้ สมเด็จฯ เจ้าฟ้ามงกุฎ ผู้เป็นพระราชโอรส องค์ใหญ่ที่ประสูติแต่ สมเด็จพระอัครมเหสียังทรงพระเยาว์ อีกทั้งการศึกสงครามยังมีอีกมาก พระบรมวงศานุวงศ์และเสนาบดี จึงกราบทูลเชิญ พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ขึ้นครองราชสมบัติ เป็น พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3)
เมื่อ รัชกาลที่ 3 ทรงพระชนมายุมากขึ้น และมีพระราชประสงค์ที่จะคืนสิทธิในราชสมบัติให้แก่ สมเด็จฯ เจ้าฟ้ามงกุฎ จึงมิได้ตั้งพระอัครมเหสีและพระรัชทายาท เมื่อเสด็จสวรรคต สมเด็จฯ เจ้าฟ้ามงกุฎ จึงครองราชสมบัติ เป็น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4)
รัชกาลที่ 4 มีพระราชโอรสธิดารวม 82 พระองค์ ประสูติแต่ สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี 5 พระองค์ พระองค์หนึ่งคือ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ เป็นพระราชโอรสองค์ใหญ่และเป็นพระรัชทายาท เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ จึงขึ้นครองราชสมบัติเป็น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5)
รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระอัครมเหสี 2 พระองค์ คือ สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี (ต่อมาทรงสถาปนาเป็น สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า) เป็นพระองค์แรก และ สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระอัครราชเทวี (ต่อมาทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง) เป็นพระองค์ที่สอง
พระราชโอรสธิดา ที่ประสูติแต่สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา มี 10 พระองค์ พระองค์หนึ่ง คือ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลเดช (ต่อมาทรงสถาปนาเป็น สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก) และมีพระราชโอรสธิดา ที่ประสูติแต่ สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี 14 พระองค์ 2 พระองค์ คือ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร และ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปก ทั้งสองพระองค์เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ เป็น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) และ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) ตามลำดับ
รัชกาลที่ 6 ทรงครองราชสมบัติ ได้ 15 ปี ก็ทรงพระประชวรและเสด็จสวรรคต มีพระราชธิดาพระองค์เดียว คือ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ตามนัยแห่งกฎมณเทียรบาล รัชกาลที่ 7 จึงเสด็จขึ้นครองราชสมบัติ ต่อจากสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช เมื่อครองราชสมบัติได้ 9 ปี ก็ทรงสละราชสมบัติ
ขณะนั้น เจ้านายผู้มีสิทธิในราชสมบัติ อันดับแรกคือ สมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลเดช กรมหลวงสงขลานครินทร์ ซึ่งขณะนั้นสิ้นพระชนม์แล้ว สิทธิในการสืบราชสันตติวงศ์จึงตกมายังพระโอรส ที่ประสูติแต่หม่อมสังวาลย์ มหิดล ณ อยุธยา (ต่อมาทรงสถาปนาเป็น สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี) พระองค์โต คือ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล จึงขึ้นครองราชสมบัติ เป็น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล (รัชกาลที่ 8)
รัชกาลที่ 8 ทรงครองราชสมบัติอยู่ 15 ปี ก็เสด็จสวรรคต โดยนัยแห่งกฎมณเทียรบาล รัฐสภาจึงได้กราบทูลเชิญ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช ครองราชสมบัติ กระทำพระราชพิธีบรมราชาภิเษก มีพระปรมาภิไธยว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามมินทราธิราช บรมนาถบพิตร คือ รัชกาลที่ 9 หรือ รัชกาลปัจจุบัน



