ไลฟ์สไตล์

ย้อนอดีต16ปีพัฒนาพืชจีเอ็มโอ

ย้อนอดีต16ปีพัฒนาพืชจีเอ็มโอ

27 ก.พ. 2555

ย้อนอดีต16ปีพัฒนาพืชจีเอ็มโอ ประเทศไทยจะเดินไปทางไหน ? โดย...ดลมนัส กาเจ

                 ย้อนไปเมื่อ 16 ปีก่อน (ปี 2539) ที่องค์กรบริการระดับนานาชาติ ด้านการใช้ประโยชน์เทคโนโลยีการเกษตร หรือ องค์การไอซา (ISAAA) ได้ส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกพืชที่พัฒนาด้วยเทคโนโลยีชีวภาพว่าด้วยการตัดแต่งทางพันธุวิศวกรรมพืช หรือจีเอ็มโอในบางประเทศทั่วโลก ท่ามกลางการต่อต้านของกลุ่มองค์กรพัฒนาภาคเอกชน หรือเอ็นจีโอ ที่มองว่าอาจจะมีผลกระทบต่อสุขภาพของผู้บริโภคนั้น มาถึงวันนี้ยังไม่มีข้อมูลใดๆ ที่ส่อให้เห็นว่า การบริโภคพืชจีเอ็มโอจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ จึงทำให้รัฐบาล 29 ประเทศทั่วโลกอนุญาตให้เกษตรกรสามารถปลูกพืชจีเอ็มโอเพื่อเชิงพาณิชย์ได้ รวมพื้นที่กว่า 1,000 ล้านไร่ นอกจากนี้ยังมีอีก 31 ประเทศที่อนุญาตนำเข้าพืชจีเอ็มโอได้ รวมถึงประเทศไทยด้วย

                 สำหรับประเทศที่อนุญาตให้ปลูกพืชจีเอ็มโอได้นั้น ดร.ไคล์ฟ เจมส์ ผู้ก่อตั้งและประธานคณะกรรมการบริหารองค์การไอซา กล่าวในระหว่างการบรรยายในงา"การประชุมสามัญประจำปี 2555 สมาคมเทคโนโลยีชีวภาพสัมพันธ์ ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า วันนี้ได้พิสูจน์แล้วว่า การที่มองในอดีตว่าเทคโนโลยีชีวภาพว่าด้วยพืชจีเอ็มโอจะเอื้อเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้วนั้น ไม่เป็นความจริง เนื่องจากในปัจจุบันประเทศที่ปลูกพืชจีเอ็มโอทั้ง 29 ประเทศ เป็นประเทศที่กำลังพัฒนาถึง 19 ประเทศ และประเทศอุตสาหกรรมมีเพียง 10 ประเทศเท่านั้น

                 ส่วนประเทศที่ปลูกพืชจีเอ็มโอมากที่สุดคือสหรัฐอเมริกา ปลูกมากที่สุดในพื้นที่ 431.250 ล้านไร่ ตามด้วยบราซิล ปลูกในพื้นที่ 189.375 ล้านไร่ อาร์เจนตินาปลูกในพื้นที่ 148.125 ล้านไร่ ขณะที่ประเทศในเอเชียที่ปลูกมากที่สุดคืออินเดีย มีพื้นที่ปลูก 66.250 ล้านไร่ ตามด้วยจีนในพื้นที่ 24.375 ล้านไร่

                  ดร.เจมส์ ระบุว่า การปลูกพืชเทคโนชีวภาพเพื่อการค้าได้รับการยอมรับเร็วมาก จะเห็นได้จากในช่วงปี 2539-2554 พบว่าเกษตรกรมากกว่า 100 ล้านคนใน 29 ประเทศทั่วโลก ตัดสินใจปลูกพืชนี้ โดยมีพื้นที่สะสมทั้งหมด 7,810 ล้านไร่ ในปี 2554 พื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้นร้อยละ 8 หรือ 94 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2539 โดยมีประเทศกำลังพัฒนา 5 ประเทศที่เป็นผู้นำในการปลูกพืชเทคโนชีวภาพ คือ อินเดีย และจีนในเอเชีย บราซิลและอาร์เจนตินาในละตินอเมริกา และแอฟริกาใต้ซึ่งอยู่ในทวีปแอฟริกา โดยบราซิลเพิ่มขึ้นมากกว่าประเทศใดๆ ติดต่อกันเป็นปีที่ 3

                 "ถ้าเราดูข้อมูลจากปี 2539-2553 พืชเทคโนชีวภาพมีส่วนช่วยในด้านความมั่นคงทางอาหาร  ความยั่งยืน และการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศได้เป็นอย่างมาก คือเพิ่มมูลค่าการผลิตถึง 2,352 พันล้านบาทต่อปี ลดการใช้สารกำจัดศัตรูพืช 443 ล้านกิโลกรัม ลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 1,900 พันล้านกิโลกรัม เท่ากับยกรถออกจากถนน 9 ล้านคัน นอกจากนี้ยังช่วยอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ เนื่องจากการลดพื้นที่ปลูกพืชลงถึง 568.75 ล้านไร่ และช่วยบรรเทาความยากจนของเกษตรกรรายย่อยถึง 15 ล้านคน คาดว่าปี 2558 จะการขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มอีก 10 ประเทศ" ดร.เจมส์กล่าว

                 ด้าน ศ.(พิเศษ) ดร.สุทัศน์ ศรีวัฒนพงศ์ นายกสมาคมเทคโนโลยีชีวภาพสัมพันธ์ กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยครองความเป็นผู้นำในการส่งออกผลิตผลการเกษตรหลายรายการ อาทิ ข้าว  มันสำปะหลัง ยางพารา น้ำตาล ผลไม้ ไก่ กุ้ง เป็นต้น แต่ด้วยปัญหาสิ่งแวดล้อม น้ำท่วม ฝนแล้ง ตลอดจนการเปิดเสรีการค้าต่างๆ จึงมีคำถามที่รอคอยคำตอบว่า จะทำอย่างไรที่ไทยจะสามารถผลิตพืชให้ได้ในปริมาณที่ต้องการโดยไม่ขยายพื้นที่ปลูก ซึ่งการแก้ปัญหาเหล่านี้ หลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้าน ได้ทุ่มเทงบประมาณมหาศาลสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาทางการเกษตรเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีชีวภาพเพื่อพัฒนาการเกษตรของประเทศ

                 "บ้านเราน่าเสียดายมากที่พลาดโอกาสในการพัฒนาเทคโนโลยีเหล่านี้ ทั้งที่เกือบยี่สิบปีก่อน ประเทศไทยได้เตรียมความพร้อมในการวิจัยและพัฒนาพืชดัดแปลงพันธุกรรมไว้ค่อนข้างดี มีความก้าวหน้ากว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคนี้ ประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศเคยส่งนักวิชาการมาเรียนรู้เทคโนโลยีจากเรา อย่างในปี 2538 ประเทศไทยนับเป็นประเทศแรกในภูมิภาคที่มีการอนุญาตให้มีการทดสอบภาคสนามมะเขือเทศชะลอการสุกแก่ที่ จ.พิษณุโลก และมะละกอที่ขอนแก่น พอเจอสมัชชาคนจนเรียกร้องและกดดันคณะรัฐมนตรีให้มีมติห้ามการทดสอบพืชเทคโนชีวภาพระดับภาคสนาม ทำให้ตอนนี้ไทยกลายเป็นประเทศที่ล้าหลัง ยังไม่ยอมรับเทคโนโลยีนี้ แต่น่าขำตรงที่ว่าเรานำเข้าพืชจีเอ็มโอจำนวนมหาศาล" ศ.(พิเศษ) ดร.สุทัศน์ กล่าว

                 เป็นการสะท้อนให้เห็นแล้วว่า ในยุคแห่งการเปลี่ยนของสภาพภูมิอากาศ ผลผลิตทางเกษตรเสียหาย พื้นที่ทำกินลดน้อยลง ความต้องการอาหารทั่วโลกมากขึ้น เทคโนโลยีชีวภาพเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามเป็นอย่างยิ่ง เพราะ 16 ปีพิสูจน์ได้แล้วว่า ยังไม่พบสิ่งผิดปกติของร่างกายที่เกิดมาจากการบริโภคพืชจีเอ็มโอแต่อย่างใด และถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องตัดสินใจว่า จะเดินไปทางไหน หรือว่าจะปฏิเสธเทคโนโลยีนี้ตลอดไป! 


ไม่อยากให้ลูกหลานด่าบรรพบุรุษ

                 นายนิวัติ ปากวิเศษ ประธานชมรมเกษตรกรเทคโนโลยีก้าวหน้า กล่าวว่า ปัจจุบันภาคการเกษตรไทยกำลังประสบปัญหาทั้งศัตรูพืชที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น และบางช่วงประสบปัญหากับความไม่แน่นอนของสภาพภูมิอากาศ สร้างความเสียต่อผลผลิตทางการเกษตร จากการไปดูงานด้านการเกษตรมา ไม่ว่าจะเป็นที่ฮาวาย และฟิลิปปินส์ เห็นว่าเทคโนโลยีชีวภาพ หรือพืชจีเอ็มโอก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่ประเทศไทยควรพิจารณานำมาใช้ได้แล้ว เพราะขณะนี้ไทยได้นำเข้าถั่วเหลืองจีเอ็มโอจากต่างประเทศกว่า 80%

"เราไม่ควรดำเนินนโยบายในลักษณะเกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง ไม่ให้เกษตรกรปลูก ไม่ให้มีการทดลองในระดับลงแปลง แต่เรานำเข้าได้ เป็นเรื่องที่แปลกมาก ผมว่าถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลควรพิจารณา หากไม่ดีผมก็ไม่ปลูก ผมไม่อยากให้ลูกหลานมาด่าว่า เป็นเพราะบรรพบุรุษที่ทำให้ภาคการเกษตรบ้านเราล้าหลัง" นายนิวัติ กล่าว

ส่วนนายสุริยา ศรสังข์ สมาชิกสภาเกษตรกร อ.เมือง จ.ลพบุรี บอกว่า จากการไปดูงานประเทศฟิลิปปินส์ ทราบมาว่าก่อนหน้านี้เกษตรกรฟิลิปปินส์ยากจนมาก พอมาปลูกพืชจีเอ็มโอทำให้มีรายได้เพิ่ม เพราะสามารถลดต้นทุน ทั้งปุ๋ยและยาฆ่าแมลง สิ่งที่สำคัญสุขภาพของเกษตรกรดีขึ้นด้วย จึงมองว่าเทคโนโลยีชีวภาพก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่รัฐบาลควรพิจารณาอย่างรวดเร็ว

...............................
(  ย้อนอดีต16ปีพัฒนาพืชจีเอ็มโอ  ประเทศไทยจะเดินไปทางไหน ? โดย...ดลมนัส  กาเจ)