
ชวนเที่ยว:เชียงรายรำลึก
ชวนเที่ยว : เชียงรายรำลึก : เรื่อง,ภาพ /นพพร วิจิตร์วงษ์
ณ ราตรีหนึ่ง ซึ่งยังฝังใจ เชียงรายฟ้าแจ่ม คืนนั้นวาวแวม ด้วยแสงจันทรา นภาสดใส ริมน้ำกกเย็น ด้วยลมพริ้วผ่าน ซ่านซึมผิวกาย คืนนั้นเชียงราย มีเธอและฉัน ร่วมสัมพันธ์ไม่คลาย
ท่อนหนึ่งของบทเพลง "เชียงรายรำลึก" ที่แว่วในโสตประสาท เพราะความที่จะเดินทางไปเยือนเชียงรายอีกครั้งในรอบไม่รู้กี่ปี จำได้แค่ว่าไปครั้งสุดท้าย แม่สายยังไม่มีซุ้มหน้าด่านใหญ่โต หอนาฬิกายังไม่วิลิศมาหรา ดอยแม่สลองยังไม่มีบ้านเรือน ร้านค้าริมทางเยอะแยะ
แต่จะว่าไปฉันไปเยือนเชียงรายอยู่บ่อยแต่ก็แค่ชายขอบด้านติดกับเชียงใหม่ และไปแบบแบกเป้เดินป่าขึ้นเขามากกว่า แต่คราวนี้ จับพลัดจับผลู จะเที่ยวเชียงรายแบบคุณหนูกระเป๋าลากกับเขาบ้าง
นกแอร์ พาฉันบินตรงไปเชียงรายแบบสบายๆ เพราะต้นปีนี้ นกแอร์กลับมาเปิดบริการเที่ยวบินตรงไปเชียงรายเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ ถึงเชียงรายสิ่งแรกที่ควรทำ ก็คือแวะไปกราบไหว้อนุสาวรีย์พ่อขุนเม็งราย ผู้ซึ่งสร้างเมืองนี้ขึ้น ปัจจุบันมีการตกแต่งสถานที่สวยงาม ทั้งซุ้มดอกไม้ และฉัตรทอง 4 มุม กับตุงหลวงเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยฝีมือออกแบบของศิลปินบรมครู คือ อ.ถวัลย์ ดัชนี อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ และ อ.กนก วิศวกุล
ไหว้เจ้าเมืองเสร็จสรรพ ก็ได้เวลาหาของกินรองท้อง เมืองเชียงรายวันนี้หน้าตาเปลี่ยนไปเยอะ จากเดิมในอดีตที่ฉันรู้จัก ร้านรวงมากมาย มุมกาแฟมีให้เห็นหลายร้าน บรรยากาศน่าแวะทั้งนั้น และไกด์ของฉันก็พาไปร้านเรียบหรู ริมน้ำกก "ร้านชีวิตธรรมดา" เป็นเรือนไม้สีขาว กลางสวนสวย เหมาะจะนั่งจิบชา หรือกาแฟใต้ร่มไม้ใหญ่ริมน้ำซะจริงๆ
ขอบอกว่า อาหารง่ายๆ มื้อเที่ยง ตามด้วยกาแฟ และเค้กอร่อยๆ มีให้เลือกเยอะ จนลืมคิดไปเลยว่าจบมื้อนี้จะเกินไปกี่แคลอรี ฮา
มาเชียงรายคราวนี้ จังหวะดี มีโอกาสล่องเรือชมบรรยากาศริมน้ำกก แดดร้อนแม้จะเป็นหน้าหนาว แต่สายลมที่ปะทะหน้าระหว่างที่เรือแล่นไป ก็ให้รู้สึกถึงความสดชื่น เย็นสบาย บรรยากาศริมน้ำด้วยสวยสงบ ซึ่งฉันไม่รู้หรอกว่าเปลี่ยนไปขนาดไหน แต่จำได้ว่า สมัยก่อนมีอยู่โรงแรมเดียวริมน้ำในเชียงราย แต่ปัจจุบันมีโรงแรมใหญ่โตที่มีบริเวณติดริมน้ำหลายแห่งทีเดียว นอกจากนี้ยังมีทิวแถวร้านอาหารริมน้ำ สอดแทรกด้วยท่าทราย ที่ยังทำงานของตัวเองในพื้นที่สัมปทานดูดทรายจากลำน้ำไป ตอนนี้ก็ยังมีอยู่หลายท่า
ต้นงิ้ว ตระหง่านอยู่ริมน้ำ ออกดอกสีแสดพราวเต็มต้น ดึงดูดนกมากินน้ำหวาน ต้นงิ้วนี่คนละแบบกับพวกที่มีหนามแหลมๆ ให้พวกชู้ พวกกิ๊ก ไปปีนกันนะ แต่เป็นงิ้วที่นำดอกมาทำอาหารได้ โดยเฉพาะขนมจีน น้ำเงี้ยว หรือถ้าเป็นแถวหมู่บ้านกะเหรี่ยงกองม่องทะ สังขละบุรี ชาวบ้านจะบอกว่าเอาไปชุบแป้งทอดก็ได้ จิ้มน้ำพริกก็อร่อย
เรือพาลัดเลาะตามลำน้ำกก ที่บางช่วงก็ดูตื้นเขิน ขนาดคนลงไปยืนตกปลาอยู่ในน้ำแค่เอวได้ แต่บางช่วงก็ดูจะลึกเอาการแถมด้วนขอนไม้ใต้น้ำ ถ้าไม่รู้ไลน์ อาจจะชนตอไม้ได้ และแน่นอนชื่อว่า น้ำกก ริมน้ำหลายๆ แห่งก็เต็มไปด้วยต้นกก ให้บรรยากาศสบายๆ ชายน้ำไปอีกแบบ นักท่องเที่ยว ใช้บริการล่องเรือชมน้ำกกกันเยอะพอควร แต่ส่วนใหญ่จะเป็นต่างชาติ ซึ่งสามารถให้ทางโรงแรมติดต่อเรือพาเที่ยวก็ได้ หรือจะไปที่ท่าเรืออาร์ซี เชิงสะพานแม่ฟ้าหลวง ก็มีเรือให้บริการ
หลังจากเรือพาเราเที่ยวชมบรรยากาศริมน้ำกก 1 รอบ ก่อนส่งเราขึ้นที่พักโรงแรมเลอเมอริเดียน เชียงราย ตรงท่าน้ำของโรงแรมเลย ที่นี่ต้อนรับอย่างอบอุ่น บอกแล้วว่าเที่ยวนี้ฉันเป็นคุณหนูเลยต้องพักโรงแรมหรูๆ หน่อย บรรยากาศภายในร่มรื่น แล้วฉันก็เพิ่งรู้เหมือนกัน ที่ตั้งของโรงแรมแห่งนี้อยู่บนละติจูดที่ 19 พอดิบพอดี จากมุมสูงของโรงแรม มองเห็นระดับน้ำ 3 สเต็ป จากสระว่ายน้ำ บ่อน้ำรอบๆ และลำน้ำกก ซ้อนติดชิดกัน
ไปเชียงรายทั้งที ก็ต้องมีโอกาสไปเที่ยวทุ่งข้าวบาเล่ย์ที่ใหญ่ที่สุดเสียหน่อย ที่ไร่บุญรอด มีคนมาเที่ยวชมไร่กันเยอะเอาการ จอดรถเสร็จ ก็รอคิวขึ้นรถรางที่จะพาเที่ยวชมไร่ มีป้ายติดบอกเสร็จสรรพ ค่าบริการเข้าชมคนละ 50 บาท (เด็กต่ำกว่า 4 ขวบฟรี) ใช้เวลาเที่ยวชมประมาณ 45-50 นาที รอบแรก 09.30 น. รอบสุดท้าย 17.00 น.
ระหว่างทางมีไกด์คอยอธิบายไปตลอดทาง ผ่านแปลงปลูกพุทราไต้หวัน สายพันธุ์ซื่อหมี่ ไกด์หนุ่มรีบดักคอ "พุทราแถวนี้ เค้าเพิ่งฉีดยาไปนะครับ คงเก็บรับประทานไม่ได้" 5555 เหมือนจะรู้ว่า มีคนจ้องหมายตาพุทราลูกโตๆ อยู่ แต่ที่สุด รถก็ไปจอดนิ่งสนิท ให้พวกเราลงไปเก็บพุทรามาชิมได้ บางลูกโต ขาวอวบเกือบเต็มฝ่ามือเชียว
จากนั้นรถรางก็พาเรามุ่งหน้าต่อไปยังแปลงเกษตรผสมผสาน ไม่ไกลกันเป็นแปลงมะเขือเทศ และแปลงสตรอเบอรี่ ให้เราได้ถ่ายรูปกันเพลินๆ ก่อนจะพาไปชมไร่ชา ซึ่งมีเนื้อที่กว้างขวาง เฉพาะไร่ชาก็ปาเข้าไปกว่า 600 ไร่แล้ว ปลูกชาอูหลงส่งไปไต้หวันโดยเฉพาะ จัดได้ว่าเป็นแหล่งปลูกชาและมีโรงผลิตชาที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ เพื่อนฉันทำแอ็กชั่น สวมกระบุง ลงไปเป็นสาวชาวไร่เก็บชาซะหน่อย ช่วงเวลาเย็นๆ แบบนี้ บรรยากาศในไร่ชาสวยสบายทีเดียว ก่อนที่รถรางจะไปจอดที่จุดสุดท้ายสำหรับพวกเรา คือร้านอาหารภูภิรมย์ของไร่บุญรอดนั่นเอง เหมือนอยู่บนเนินที่มองวิวไปได้รอบทิศ
อิ่มหนำสำราญกับราตรีที่ยาวไกล เลยไปเดินเล่นถนนคนม่วน แล้วแวะดูประติมากรรมกลางเมืองเชียงรายกันหน่อย หอนาฬิกาเปลี่ยนสี งานพุทธศิลป์ จากฝีมือการออกแบบและควบคุมการก่อสร้างของ อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ เจ้าของผลงานวัดร่องขุ่น ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ ปี 2554 เรียกว่าใหม่ๆ หมาดๆ เพราะเข้ารับพระราชทานโล่และเข็มเชิดชูเกียรติ เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมานี่เอง
หอนาฬิกาเปลี่ยนสีนี้ สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เริ่มก่อสร้างปี 2548 และเสร็จทันเปิดฉลองวันที่ 12 สิงหาคม 2551 ปัจจุบันเปิดแสดงแสง สี เสียง วันละ 4 รอบ ตอนต้นชั่วโมงตั้งแต่ 1-4 ทุ่ม แต่ถ้าเป็นหน้าหนาวก็จะเริ่มเร็วขึ้น 1 ชั่วโมง ช่วงของการแสดงสีของหอนาฬิกาจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เป็นสีเหลืองทอง แดง เขียว น้ำเงิน ชมพู ส้ม พร้อมเปิดเพลง "เชียงรายรำลึก" ขณะที่ภายในหอนาฬิกาจะมีดอกบัวโผล่ขึ้นมาตรงกลาง แล้วค่อยๆ บานออก ก่อนจะหุบแล้วก็ผลุบกลับลงไปเหมือนเดิม ทั้งหมดนี้ใช้เวลาประมาณ 5 นาที ที่ตรึงบรรดาช่างภาพให้อยู่นิ่งกับที่ได้
คืนนี้ อิ่มเอมใจ ก่อนจะเดินทางเข้าที่พัก เก็บแรงไว้ไปตะลอนแม่สาย ในวันรุ่งขึ้นดีกว่า
แม่สายวันนี้ ช่างต่างจากอดีตวัยเยาว์ที่ฉันเคยไปเยือน เพราะมีร้านรวงมากมายตั้งแต่ฝั่งไทย ด่านศุลกากรใหญ่โต เป็นซุ้มประตูก่อนผ่านข้ามสะพานเข้าไปในเขตพม่าที่ จ.ท่าขี้เหล็ก แต่ร้านรวงฝั่งพม่ายังหนาแน่นเหมือนเดิม แต่สินค้าเปลี่ยนไป โดยเฉพาะพวกซีดี ดีวีดี มีร้านขายใหญ่โตเยอะแยะ ซึ่งจริงๆ ก็มีแบบนี้มาหลายปีแล้ว เพียงแต่สมัยที่ฉันไปยังไม่มีเท่านั้นเอง
เอาเป็นว่าใครชอบช็อป ก็เดินเลือกซื้อหากันได้ ตั้งแต่ของพื้นเมือง ยันของใช้ที่หน้าตาไม่ต่างจากตลาดเมืองไทย และของกินที่ขาดไม่ได้ไม่ว่าจะตลาดไหน ฉันเลยแอบไปชิมก๋วยเตี๋ยวพม่าใส่ยอดถั่ว เจ้าอร่อยดั้งเดิมท้ายตลาด ก่อนจะเดินเล่นจนเมื่อย ถึงได้กลับกัน
เชียงราย แม้จะเปลี่ยนไป มีความคึกคัก มีรีสอร์ทผุดขึ้นมากมาย รองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีจำนวนมากขึ้น แต่ยังไงเชียงรายก็ยังดูเป็นสาวขี้อายในสายตาฉันอยู่ดี
---------------------
(ชวนเที่ยว : เชียงรายรำลึก : เรื่อง,ภาพ /นพพร วิจิตร์วงษ์)



