
สนามเรื่องสั้น-สั้น:คนในโลง
สนามเรื่องสั้น-สั้น : คนในโลง : โดย...นฐาตา
เมฆดำบนท้องฟ้าเคลื่อนที่บดบังแสงสีนวลจันทร์กระจ่างตา เวลาได้ผ่านล่วงเลยเที่ยงคืนได้สี่ชั่วโมงกับอีกห้านาที ปลดภาระหน้าอันหนักอึ้งที่เคยผ่านมาในชีวิตลง เรียบเคียงด้วยลมหายใจแผ่วเบาสุดท้ายโรยรินและเงียบงัน แสงสีเหลืองนวลตาเท่าขนาดก้อนกรวดโผบินออกจากกายหยาบ ลอยขึ้นอย่างแชเชือนราวทุกนาทีบนโลกนี้ ไร้สิ้นแล้วซึ่งความหมาย แสงสีนวลผ่องระยิบ ผุดผาดดังเปลวทองปลิวว่อนก่อตัวรวมกันเป็นร่างของหญิงชราผู้ซึ่งสิ้นลมปราณและกำลังก้าวผ่านสู่ดินแดนใหม่ นางเลื่อนยืนอยู่ท่ามกลางความโศกเศร้าอาดูรของผองญาติที่โอบล้อมร่างชราไร้ประโยชน์ นางยืนอยู่เหนือหัวเตียง น้ำตากลบลูกกะตา มองร่างตัวเองด้วยความใจหาย แต่การเยือนของความตายที่นางได้พบพานนั้น เย็น...เหมือนฝนพรำ พรมให้หัวใจนางเบิกบาน นางเหน็ดเหนื่อยกับการสู้รบโรคชราและเสียขวัญไปมากกับการดิ้นรนอยู่เพื่อให้ได้หายใจ นี่จึงเป็นครั้งแรกและโอกาสเดียวที่นางได้สำนึกรู้ว่าความตายไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดเลยแม้แต่น้อย
แต่นางก็ยังคงผิดหวัง ผิดหวังกับความขลาดกลัว นางเคยสั่งเสียกับลูกหลาน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับนาง ขอให้นางหมดลมหายใจลงในบ้านไม้หลังซอมซอของนาง ถิ่นฐานที่ห่างไกลความเจริญ ในบ้านในเมืองที่ผู้คนเด็ดใบสนต้นหญ้าประทังชีวิต แต่ยังมีปัญญาส่งลูกหลานเรียนจบปริญญาเพื่อให้กลับมาดูถูกถิ่นเกิดของตัวเอง นั่นแหละ คือที่ที่นางอยากจบชีวิตลง แต่ทว่าคนเราเลือกที่เกิดไม่ได้ฉันใด จะตายที่ไหนมันก็คงไม่แตกต่างกันนักฉันนั้น คำพูดของนางก็เป็นแค่คำขอจากหญิงชราที่เค้นคำบ่นบนเตียงตอนป่วยเท่านั้น
เมื่อปลายขอบฟ้ามองเห็นแสงสีทองของวันใหม่รำไร ถลกผืนผ้าใบสีดำแต้มดาวออกพ้นลูกตา ร่างไร้วิญญาณของนางก็เดินทางมาถึงวัดประจำตำบลอย่างที่ใจหมายในทันทีราวกับว่าจิตนางได้ผูกพันกับสถานที่แห่งนี้เสียแล้ว สายตาคู่นั้นทอดมองร่างของตัวเองชะล้างสิ่งสกปรกเป็นครั้งสุดท้าย น้ำที่ไหลออกจากขันเปรียบเสมือนธารรักที่รดหลั่งให้นางรู้สึกแช่มชื่น เหมือนธารทิพย์ที่บันดาลความสุข อิ่มเอิบที่ได้เห็นลูกหลานอยู่พร้อมหน้า พลันแว่วเสียงหนึ่งจากบริเวณลานวัดเป็นทางลาดยาว เคล้าด้วยต้นมะพร้าวระเกะระกะตาไม่เป็นระเบียบ หญ้าขึ้นแซมสูงเทียมเข่า เสียงที่กำลังร่ำไห้อย่างหนัก เป็นเสียงของเด็กสาววัยแรกรุ่น โหยหวนคร่ำครวญ และเยือกเย็นเสียวสันหลัง คลับคล้ายกำลังเผชิญความกลัวอย่างหนักหน่วง และมีทุกขเวทนาหนักหนาเหลือเกิน พอได้ยินเสียงนั้นเข้า นางเลื่อนตาเหลือกด้วยความกลัว เพียงแวบเดียวนางก็คิดได้ว่าเจ้าของเสียงคงมีสภาพที่ไม่ต่างอะไรไปจากนางเลย “มาร้องอะไรอยู่แถวนี้” นางเลื่อนถามเสียงแหบแห้ง เด็กสาวร่างเล็กในชุดนักเรียนมัธยมปลาย เนื้อตัวเกรอะกรังด้วยคราบเลือด ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยแผลเหวอะหวะบดบังโฉมหน้าที่แท้จริง
เด็กสาวที่นางถามไม่ตอบ เดินเข้ามาใกล้ๆ แววตาคู่นั้นแห้งผาก แดงก่ำ ไม่ปลื้มปีติยินดีกับการค้นพบสถานะตัวเองใหม่ ผิดแผกไม่เหมือนกับนาง ทั้งที่ความจริงแล้วความตายเป็นเพียงเครื่องปลดเปลื้องพันธนาการของมนุษย์ชั้นดียิ่งกว่าสิ่งใด “เอ็งชื่ออะไร เป็นลูกเต้าเหล่าใคร” “ชื่อน้อยจะ เป็นลูกพ่ออุดม” เสียงที่ลอดปนสะอื้น ฟังแลเศร้า
นางเลื่อนร้องอ๋อเสียงดัง ไม่พูดอะไรต่อ นอกจากรับฟังคำจากน้อยที่สะอึกสะอื้นปาดน้ำตา ไม่มีโอกาสแทรกพูด สารภาพอย่างจนมุมว่ายังทำใจไม่ได้ที่จะตายทั้งๆ ที่แบกความฝันจนเต็มบ่า แต่ทุกอย่างต้องล้มครืนลงเพียงเพราะความประมาทของผู้ใหญ่ที่ไม่รู้จักคำว่า ‘ระมัดระวัง’ เท่านั้นเอง น้อยเสียชีวิตลงเพราะถูกรถชนก่อนนางเลื่อนหนึ่งวัน คนที่ชนน้อยนั้นดื่มเหล้าเมามายไม่ได้สติ ขณะที่น้อยกำลังนั่งกินก๋วยเตี๋ยวข้างทางอยู่แท้ๆ และเนื่องจากว่าเวลาที่น้อยตายนั้นเป็นเวลาที่พระอาทิตย์ตกดินแล้ว อีกทั้งในตำบลนี้ก็มีประเพณีห้ามทำศพตอนกลางคืน ร่างของน้อยจึงตั้งอยู่แช่อยู่ในโลงเย็นตั้งแต่เมื่อวาน
นางเลื่อนกลอกสายตาไปมาจนปัญญาที่จะปลอบ และไม่รู้ว่าตนควรจะปลอบเช่นไรดีกับเด็กสาวผู้นี้ หล่อนยังเด็กเกินกว่าที่จะรู้ว่าชีวิตนี้มันเหนื่อยยิ่งนัก นางยื่นมืออันหยาบและกร้าน ข้อนิ้วแตกทุกข้อเป็นผลมาจากทำงานหนัก จับมือบอบบางของน้อยเอาไว้ รั้งให้เดินตาม...ในใจหวังเพียงว่าสิ่งที่น้อยเห็นนั้นพอจะระงับอาการเสียใจให้ทุเลาลงบ้าง นางเล่าให้แก่น้อยฟังว่านางใช้ชีวิตมาเจ็ดสิบสองปีในตำบลเล็กๆ แห่งนี้ เจ็ดสิบสองปีสำหรับความเหน็ดเหนื่อยที่มีมาทั้งชีวิต นางไม่เคยมีความฝัน ความฝันจึงไม่ใช่เหตุผลหลักในการดำรงชีพ ความฝันไม่ได้ทำให้นางกินอิ่ม นอนหลับ มีชีวิตที่สุขสบาย เพราะความฝันสำหรับนางมีไว้สำหรับคนมีเงิน ซึ่งหญิงชาวบ้านจนๆ ไร้การศึกษาอย่างนาง ไม่มีความจำเป็นเลยสักนิด นางจำเป็นต้องเลี้ยงชีพตนและครอบครัวอยู่รอดไปวันๆ เลี้ยงลูกให้เติบใหญ่ เลี้ยงในแบบฉบับหญิงชาวบ้านจนๆ คนหนึ่งจะทำได้ ขณะที่เล่าไปน้ำตาของนางไหลออกมาอย่างเงียบเชียบ
เป็นการสั่งลาครั้งสุดท้ายที่นางจะได้หวนรำลึกในอดีตราวกับเพิ่งได้เกิดเมื่อวานซืน สายตาจดจ้องมองชายชรา ผมขาวโพลนไปทั่วศีรษะ ร่างกายโรยราไปตามวัย นั่งอยู่บนรถเข็นในสภาพไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ นางเห็นสามีตนเองกำลังทอดมองร่างไร้วิญญาณของนางอย่างอาลัย แต่ก็ไร้น้ำตา น่าแปลกนัก ชายหญิงคนละสายเลือด ไม่เคยพบหน้ากันมาก่อน อยู่ห่างไกลกันแสนไกล มีเพียงคำสัญญาที่มีค่าแค่เพียงลมปาก แต่ทว่ากลับเป็นตัวยึดคนสองคนเอาไว้นานถึงห้าสิบสองปี แล้วความตายก็เข้ามาพรากทุกอย่าง นางเลื่อนปล่อยมือจากน้อย ขยับตัวเข้าไปหาหมายจะกอดเอาไว้ แต่นางก็ทำได้แต่เพียงวางมือตัวเองลงบนฝ่ามือของสามี นึกถึงวันที่เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน
“เมื่ออาทิตย์ที่แล้วดวงมาส่งแม่ที่วัดเพื่อมาช่วยงานศพยายพริ้ม มาวันนี้ดวงไม่นึกเลยว่าดวงจะต้องมาส่งแม่ในงานศพแม่เอง” คำส่งผ่านจากแรงสะอื้นของลูกสาวคนโต ไม่ใช่ความผิดของใครเลย นางเลื่อนถอยหลัง บอกแก่น้อยต่อว่านางเสียชีวิตลงเพราะหกล้มลง อุบัติเหตุแท้ๆ ทั้งที่หลายต่อหลายครั้งนางเห็นมัจจุราชยืนต้อนรับด้วยสีหน้ายิ้มแย้มอยู่ปลายเตียงยามป่วยไข้ แต่นางก็รอดมาได้ทุกครั้งไป ไม่มีใครนึกหรอกว่าสุดท้ายแล้วท่านมัจจุราชคิดจะรับนางไป ก็เอาไปง่ายๆ เอาไปเสียดื้อๆ ไม่มีพิธีรีตองใดๆ น้อยมองร่างของนางเลื่อนนอนอย่างสงบบนแคร่ไม้หลังจากทำพิธีเสร็จไปขั้นตอนหนึ่งสลับกับมองร่างตัวเอง ซึ่งขณะนี้ถูกยกออกจากโลงเพื่อทำพิธีรดน้ำศพเคียงคู่กัน ร่างของนางเลื่อนถูกคลุมเอาไว้ด้วยผ้าแพรสีม่วงมะปรางพลิ้วบางถึงคอ ศีรษะคลุมด้วยหมวกไหมพรมสีชมพูหวาน ในขณะที่ร่างของน้อยถูกห่อด้วยผ้าพันแผลหนาเตอะซึมเลือด เพื่อป้องกันเลือดหยดตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า คงมีแต่ปลายนิ้วมือที่ยื่นออกมาเลอะเลือดและหนองน่าสะอิดสะเอียน
“เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมดาน้อยเอ๊ย” นางเลื่อนว่าเช่นนั้น เมื่อแลเห็นสภาพยับย่นในวัยชราภาพของตัวเองแล้วนึกเวทนาน้อยคิดในใจว่าคำพูดของนางนั้นมีค่าแค่ให้น้อยหลอกตัวเอง เพราะน้อยเองเพิ่งจะได้เกิด ยังไม่ทันได้แก่ด้วยซ้ำก็ต้องตายเสียแล้ว โลกมันลำเอียง! เธอจะไปเรียกร้องเอาความยุติธรรมนี้ได้จากที่ไหน ฝันอันยิ่งใหญ่ของเธอยังไม่ได้เริ่มโครงการสานต่อเลยด้วยซ้ำ “ก็ยายแก่แล้วนี่ หนูยังเด็กอยู่เลย” ได้ฟังแบบนี้ นางเลื่อนเองก็หมดปัญญาจะพูดอะไรต่อ
ควันธูปดอกใหญ่ลอยโขมงในอากาศ สองศพตั้งวางเคียงข้างกันในศาลาวัดที่เต็มไปด้วยเสียงร้องไห้ระงม ขณะนี้เวลาล่วงเข้าบ่ายโมงแล้ว น้อยนั่งกอดเข่าบนปลายแคร่ที่กำลังวางศพเธอเอง เหมือนสรรพสิ่งที่ได้เห็นเป็นเพียงภาพหลอกตา พ่อแม่กอดกันร้องไห้เป็นภาพที่น้อยไม่อยากมองที่สุด เสียงกลองใหญ่ของวัดดัง ตุ้ม! สามที เว้นจังหวะชั่วครู่แล้วดังอีกสามทีเป็นอย่างนี้สามรอบ ทุกอย่างสงบ แต่ก็เป็นการเริ่มต้นทยอยมาของผู้คน นี่เป็นครั้งแรกที่นางเลื่อนฟังเสียงกลองด้วยหัวใจที่เต้นระรัวตาม กลองลานวัดที่ดังขึ้น นางและน้อยเป็นชนวนเหตุให้มันดังขึ้น เป็นการประศักดาแห่งการล่วงลับที่ไม่มีการกลับมาอีกแล้ว
ผ่านไปอีกหนึ่งชั่วโมงพิธีรดน้ำศพเริ่มต้นขึ้นซึ่งเป็นไปอย่างง่าย ไม่มีเสียงดนตรีมโหรีบรรเลงประโคมความโศกเศร้า แค่เพียงเสียงร่ำไห้ของเจ้าภาพและญาติสนิทมิตรสหายก็บ่งบอกถึงความโศกในใจได้พอแล้ว คนที่มาในงานวันนี้บางคนเป็นทั้งญาติสนิท บ้างก็เป็นมิตรสหาย ในขณะที่บางคนเป็นเพียงแค่เพื่อนร่วมตำบลเท่านั้นเอง น้อยมองแม่สะอื้นปานจะขาดใจตายอยู่ในอ้อมกอดของพ่อที่น้ำตาไหลอย่างเงียบงัน ในขณะที่ตัวน้อยเองกำลังกอดตัวเองด้วยความกลัวที่จะอยู่อย่างโดดเดี่ยว ปากของแม่พร่ำขอร้องให้ฟ้าดินชุบชีวิตให้น้อยตื่นอีกครั้ง พ่อมองร่างของน้อยโดยไม่พูดอะไร สลับกับไหว้ขอบคุณแขกตามหน้าที่เหมือนเครื่องจักรที่ถูกตั้งระบบ น้อยไม่รู้ว่าพ่อคิดเช่นไร ไม่รู้ว่าพ่อเสียใจขนาดไหน แต่เห็นแน่แท้ว่าพ่อต้องเสียใจน้อยกว่าแม่แน่นอน น้อยนั้นเพิ่งจะอายุได้สิบห้าปี มักใช้ความคิดตีค่าสิ่งต่างๆ จากสิ่งที่ตาเห็นเท่านั้น ปริมาณน้ำตาพ่อที่ไหลมันเทียบกับแม่ไม่ได้เลยสักนิด แต่มันจะสำคัญอย่างไร ในเมื่อคนที่เสียใจที่สุดก็คือตัวน้อยเอง ต่อให้พ่อแม่ร้องไห้จนตาย มันจะมีประโยชน์อะไรอีก ไม่มีใครสามารถช่วยฉุดเธอขึ้นจากบ่วงกรรมนี้ได้
“เอ็งน่ะไปผุดไปเกิดได้น้อยเอ๊ย แต่พ่อแม่ของเอ็งเล่าจะทำเช่นไร ใช้ชีวิตเหมือนคนตายทั้งที่มีลมหายใจอยู่” “คืนนี้หนูจะไปเข้าฝันแม่” “ทำแบบนี้นั้นแล้วเอ็งจะมีชีวิตขึ้นมาหรือไง”
น้อยนั้นพูดไม่ออกได้แต่นั่งกอดเข่านิ่ง มองพ่อแม่ร้องไห้เหมือนเวลาได้หยุดเดินเสียแล้ว วันเวลาของน้อยไร้ความหมายเสียแล้ว เวลาเดินไปก็เหมือนลมจางบางเบาที่พัดผ่าน น้อยไม่สดับรับรู้และเข้าใจอะไรเลย ชีวิตเธอได้จบสิ้นลง และเธอก็ยังจมอยู่ในห้วงแห่งความเสียใจและเสียดายอยู่ตัวคนเดียว บางทีก็มีบางสิ่งแวบขึ้นมาในหัว ในวันนี้เธอไม่อยู่ วันหน้าใครต่อก็ใครคงพาลที่จะลืมเธอไปหมด ไม่ช้าชื่อของเธอก็คงถูกจะลบออกจากความทรงจำของทุกคน
เมื่อจบพิธีรดน้ำศพคงเป็นเวลาที่จะบอกได้แล้วว่านางเลื่อนและน้อยได้ตายไปแล้วอย่างสมบูรณ์แบบ นั่นคือร่างของทั้งสองจะต้องไปนอนอยู่ในโลงศพ โลงศพของนางเลื่อนและน้อยตั้งคู่ขนาดกันเหมือนกำลังจะบอกว่าต่อให้จะเป็นคนแก่หรือเด็กเล็ก คนรวยหรือคนจน ชีวิตคนเราไม่มีทางที่จะขนานกับความตายได้ สักวันหนึ่งมันต้องบรรจบกัน แค่ปลายเส้นบรรจบกันนั้นจะสั้นหรือยาวเท่านั้นเอง โลงฉลุสีขาวเคลือบลายทอง คล้องระโยงประดับด้วยไฟดวงเล็กๆ กลิ่นควันธูปลิ่วตามลม แสงจากเทียนด้ามใหญ่หน้าโลง ภาพถ่ายหญิงชรานั่งหน้าตึงกับภาพเด็กสาวแย้มยิ้มสรวลชวนนึกถึงวันเก่า ไม่ทันไรเสียงเคาะไม้แข็งดังสามที พร้อมกับเสียงที่เว้าวอนโดยไม่สนว่าคนฟังจะได้ยินหรือไม่ เสียงนั้นร้องบอกเสียงเศร้าให้ทั้งสองร่วมกันกินสำรับที่ยกเอามาตั้งไว้ คนพวกนี้จะรู้บ้างหรือเปล่า คนที่ตายไปแล้วอย่างนางนั้นไม่มีความหิวใดๆ อีกต่อไปแล้ว แต่นางก็อิ่มเหลือเกิน อิ่มทิพย์เหมือนอย่างน้อยที่อิ่ม อิ่มจนคิดว่าความตายมันดีเช่นนี้เอง ไม่ต้องดิ้นรนหามาเพื่อให้ได้อิ่ม ไม่ต้องอยากได้สิ่งใดเพื่อจะโอ้อวด
แล้วจู่ๆ นางเลื่อนก็ลุกขึ้น แววตาเด็ดเดี่ยว พูดขึ้นอย่างตัดอกตัดใจว่า “ไปกันเถอะน้อย...ข้าอิ่มแล้ว” “ยายอิ่มอะไร ก็เห็นอยู่ว่าไม่ได้แตะเลยสักนิด” “ข้าอิ่มแล้ว…” “แล้วจะไปไหนล่ะ ยาย” น้อยถาม ตามองสำรับแล้วเบ้ปาก ใครจะเข้าถึงหัวอกเธอได้ดี “ไปในที่ที่เราควรอยู่” น้อยนิ่ง เงียบไป ไม่กระดุกกระดิกใดๆ มองสรรพสิ่งรอบกายด้วยแววตาอาวรณ์ “ไม่ได้หรอกยาย ยังไปไม่ได้…” “อยู่ไปก็รังแต่จะทุกข์เปล่าๆ เอ็งน่ะตายไปแล้ว ต่อให้ความฝันของเอ็งใหญ่โตก็ไม่มีประโยชน์” มันเป็นกฎธรรมดาของโลกนี้ที่เราไม่อาจปฏิเสธ เป็นสิ่งที่น้อยควรยอมรับ “ก็เพราะยายไม่มีน่ะสิ!”เสียงน้อยชักฉุนๆ “ก็แล้วแต่เอ็ง...แต่ข้าก็อยากให้เอ็งไปด้วยกัน เชื่อข้าเถอะ” “ไม่!” น้ำเสียงดื้อดึง “งั้นก็ตามใจ” นางเลื่อนลุกขึ้น พยายามทำสมองให้โล่งว่าง ไม่ต้องคิดสิ่งใดๆ ทั้งนั้น
นางไม่มีลูกให้ต้องห่วงอีกต่อไปแล้ว ไม่ต้องห่วงสามีของนาง เพราะยังมีลูกๆ คอยเลี้ยงดู ไม่มีทรัพย์สมบัติต้องให้กังวล เพราะความจนยังอยู่คู่นางเสมอ นางจึงจากไปยังโลกที่นางควรอยู่ได้อย่างไร้สิ่งกวนใจใดๆ ทั้งปวง ในขณะที่น้องยังคงยืนเคว้งอยู่คนเดียวบนโลกที่ไม่มีใครเห็น ในโลกที่แสนจะเงียบงันและอ้างว้าง ในดินแดนที่ปลดเปลื้องความฝันและพันธะทุกอย่างให้หมดสิ้น ในดินแดนที่ปล่อยให้น้อยจมอยู่และคิดถึงแต่อดีต แล้วเสียงใครคนหนึ่งก็ดังขึ้นจากนอกศาลาวัด
“ยายเลื่อนนี้โชคดี ตายไปอย่างหมดห่วง ไม่เหมือนยัยน้อยเขา ไม่รู้ไปทำบาปทำกรรมอะไรเอาไว้ถึงได้ตายโหงตั้งแต่ยังเด็ก คงไม่ได้ไปผุดไปเกิดกันละชาตินี้”
--------------------------
(สนามเรื่องสั้น-สั้น : คนในโลง : โดย...นฐาตา)



