ไลฟ์สไตล์

สะท้อนความจริงชาวไร่ยาสูบ

สะท้อนความจริงชาวไร่ยาสูบ

23 ก.พ. 2555

สะท้อนความจริงชาวไร่ยาสูบ - ภาคเกษตรที่ไม่แบให้รัฐช่วย : โดย ... ดลมนัส กาเจ

          ท่ามกลางกระแสต่อต้านการสูบบุหรี่ทั่วโลกนับวันจะทวีความรุนแรงมากมากขึ้น แต่หากย้อนกลับเพื่อสะท้อนในความเป็นจริงนั้น ธุรกิจบุหรี่ถือว่ามีความสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกอย่างมหาศาล และยังเชื่อมโยงกับสภาพความเป็นอยู่ของเกษตรกรผู้ปลูกยาสูบถึง 120 ประเทศทั่วโลกอีกด้วย เฉพาะประเทศไทยมีรายได้จากธุรกิจบุหรี่กว่า 5.8 หมื่นล้านบาท มีเกษตรกรปลูกยาสูบเกือบ 8 หมื่นครอบครัว และมีแรงงานที่สร้างรายได้จากระบบการปลูกยาสูบกว่า 3.7 แสนราย สามารถผลิตใบยาสูบได้ 60,500 ตัน ในจำนวนนี้ส่งออกไปยังต่างประเทศในปี 2553/2554 มีมูลค่าถึง 2,523 ล้านบาท เกษตรกรจะมีรายได้ไร่ละกว่า 1.5-2.5 หมื่นบาทต่อ 1 ฤดูกาล ถือว่าเป็นรายที่สูงพอสมควร หากเทียบกับพืชชนิดอื่น

          นายสมบัติ หอมขัน เกษตรกรวัย 59 ปี จากบ้านห้วยสร้อย ต.เหล่ายาว อ.บ้านโฮ่ง จ.ลำพูน ก็อีกคนหนึ่งที่มีอาชีพปลูกยาสูบมากว่า 20 ปี บอกว่า มีพื้นที่ปลูกที่ได้รับการส่งเสริมของโรงบ่มใบยาสูบบ้านห้วยสร้อย ของบริษัท สหใยยาสูบไทย จำกัด ในพื้นที่ 3 ไร่ เป็นพันธุ์เวอร์จิเนีย สามารถปลูกต้นยาสูบได้ 7,000 ต้น ได้ผลผลิตในแต่ละรุ่นไร่ละ 3,500-5,200 กก. ขายในราคา กก.ละ 5.00-6.50 บาท ในแต่ละปีมีรายได้ราว 7-8 หมื่นบาท หักต้นทุนแล้วยังเหลือกว่าครึ่งหนึ่ง ถือว่าเป็นรายได้ที่ดีกว่าการทำนาเสียอีก ได้ผลผลิตเท่าไรทางโรงบ่มใบยาสูบบ้านห้วยสร้อยรับซื้อทั้งหมด  

          เช่นเดียวกับครอบครัวของนายแก้ว-นางสาย หาญเมืองจอย เกษตรกรวัย 72 ปี ชาว ต.เหล่ายาว อ.บ้านโอ่ง บอกว่า เดิมปลูกข้าวโพด แต่ขาดทุนมาตลอด จึงหันมาปลูกยาสูบมากว่า 10 ปีแล้ว ในพื้นที่กว่า 2 ไร่ ปีที่แล้วขายใบสดในราคา กก.ละ 6 บาท มีกำไรกว่า 3 หมื่นบาท หลังจากเก็บเกี่ยวใบยาสูบเสร็จแล้วมาหารายพิเศษด้วยการปลูกพืชผักหลายชนิด มีทั้งผักบุ้ง คะน้า พอมีรายเสริมบ้าง แม้จะมีรายได้ไม่มากนัก แต่สำหรับคนอายุรุ่นนี้แล้ว มีกินอย่างไม่เดือดร้อน 

          ด้านนายวิวัฒน์ สาหร่ายทอง เจ้าของโรงบ่มใบยาสูบบ้านห้วยสร้อย บอกว่า ฤดูการผลิต 2554/2555 ได้ส่งเสริมส่งเสริมเกษตรกรปลูกยาสูบใน จ.ลำพูน เป็นพันธุ์เวอร์จิเนียอย่างเดียว 300 ไร่ ให้เกษตรปลูกรายละ 2-3 ไร่ ได้ผลผลิตราว 70-80 ตันแห้ง (8 กก.สดได้ 1 กก.แห้ง) เมื่อซื้อจากเกษตรกรแล้วจะนำไปผลผลิตเข้าโรงบ่มจนแห้งและส่งออกทั้งหมด

          ขณะที่ น.ส.อรอนงค์ ประทักษ์พิริยะ ผู้จัดการฝ่ายการสื่อสารและกิจการภายนอก ฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) จำกัด บอกว่า ประเทศไทยมีเกษตรกรที่ปลูกยาสูบ 3 สายพันธุ์ คือ ทางภาคเหนือจะเน้นพันธุ์เวอร์จิเนีย ส่วนภาคกลางตอนบนรวมถึงภาคเหนือตอนล่างอย่าง สุโขทัย เพชรบูรณ์ อุตรดิตถ์ จะปลูกพันธุ์เบอร์เลย์ ขณะที่ภาคอีสานปลูกพันธุ์เตอร์กิซ หรือโอเรียนทอล บ่มแล้วมีกลิ่นหอมแรง เพราะมีเรซิ่นและน้ำหอมระเหยสูง ทั้ง 3 สายพันธุ์กระจายอยู่ในหลายพื้นที่กว่า 1 แสนราย ซึ่งในปี 2553/2554 ปลูกมากที่สุดเป็นพันธุ์เบอร์เลย์ ตามด้วยพันธุ์เวอร์จิเนีย และพันธุ์เตอร์กิซ หรือโอเรียนทอล โดยผลผลิตทั้งหมดกว่า 70% ใช้ภายในประเทศ ที่เหลือเป็นการส่งออกปีละกว่า 2,500 ล้านบาท

          "ทางบริษัทเรารับซื้อใบยาสูบจากผู้ส่งออก แต่บริษัทได้ร่วมกับผู้ส่งออกใบยาสูบ ส่งผู้เชี่ยวชาญเข้าไปให้ความรู้ในเรื่องหลักการปฏิบัติด้านการเกษตรที่ดี มากว่า 10 ปี เน้นให้ปลูกยาสูบปลอดสารพิษ จึงต้องให้ความรู้ คำแนะนำ พร้อมทั้งฝึกอบรมเกษตรกรในด้านเทคนิคด้านการเพาะปลูกยาสูบทั้งหมด เริ่มตั้งแต่การเตรียมดินไปจนถึงการเก็บเกี่ยว โดยเฉพาะในเรื่องการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชอย่างปลอดภัยและถูกวิธี เพื่อความปลอดภัยของเกษตรกรและเพื่อให้ได้ใบยาที่มีคุณภาพไม่มีสารเคมีตกค้าง" น.ส.อรอนงค์ กล่าว

          แม้ทั่วโลกจะต่อต้านการสูบบุหรี่มากขึ้น เพราะเป็นการบั่นทอนต่อสุขภาพ แต่อีกมุนหนึ่ง หากความเป็นอยู่ของเกษตรกร อาชีพการปลูกยาสูบนั้นสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญ ในรอบกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ไม่เคยเห็นเกษตรกรชาวไร่ยาสูบออกมาเคลื่อนไหวให้รัฐบาลช่วยเหลือ

 

 

----------

(หมายเหตุ : สะท้อนความจริงชาวไร่ยาสูบ - ภาคเกษตรที่ไม่แบให้รัฐช่วย : โดย ... ดลมนัส กาเจ)

----------