ไลฟ์สไตล์

สนามเรื่องสั้น-สั้น:เก้าอี้หน้าลิฟต์

สนามเรื่องสั้น-สั้น:เก้าอี้หน้าลิฟต์

19 ก.พ. 2555

สนามเรื่องสั้น-สั้น : เก้าอี้หน้าลิฟต์ : โดย...กานต์ชนก ชาติพงศ์ [email protected]

                   ใครจะไปรู้ว่า หลังจากที่ผมขอแฟนแต่งงานเมื่อเดือนที่แล้ว วันนี้ผมต้องมานั่งหน้าลิฟต์ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งตั้งแต่ตีห้า แต่เอาเถอะมาแล้วนี่ต้องทำหน้าที่สามีในอนาคตต่อไป เธอไม่เคยบอกผมมาก่อนว่าจะมาตรวจอะไร บอกแค่ว่ามีเซอร์ไพรส์ก่อนแต่ง ที่จริงเธอมาหาหมอคนเดียวก่อนหน้านี้สองสามครั้งแล้ว แต่ครั้งนี้กฎของโรงพยาบาลบอกว่าต้องนำญาติมาด้วย เธอเลยชวนผมมาเป็นเพื่อน

                   เมื่อยื่นใบนัดที่ชั้นหนึ่งเรียบร้อย พยาบาลเวรเช้าส่งบัตรคิวหมายเลขสี่ให้ ก็ถือว่างานนี้มาเร็วไม่ผิดหวัง พยาบาลบอกให้ขึ้นไปนั่งรอที่ชั้นห้า หมอจะลงตรวจตอนเก้าโมง ผมเหลือบดูนาฬิกานี่มันเพิ่งตีห้าครึ่ง อีกตั้งสามชั่วโมงกว่าถึงจะได้ตรวจ ขณะที่กำลังเดินไปขึ้นลิฟต์แฟนผมถามว่าหิวไหม ถ้าหิวจะพาไปโรงอาหารก่อน ที่นี่มีข้าวเช้า ขนมปังกับกาแฟร้อนๆ แถมยังราคาย่อมเยาอีกต่างหาก เพราะเป็นโรงพยาบาลรัฐ ผมได้แต่ส่ายหน้า ชั่วโมงนี้ขอเก้าอี้สักตัวก็พอ จะได้นั่งงีบเพราะง่วงมาก

                   ลิฟต์เปิดออกที่ชั้นห้า ผมพุ่งตรงไปยังเก้าอี้ตัวที่หันหน้าเข้าหาลิฟต์ทันที เก้าอี้โซฟาขนาดย่อมพอดีสำหรับก้นคนสองคน เธอนั่งด้านซ้ายผมนั่งด้านขวา ส่วนตัวถัดไปมีผู้ชายสองคนเอนหลับอยู่ทั้งคู่ อีกสี่ห้าตัวที่เหลือเป็นเก้าอี้ไม้ไม่มีพนักพิง แต่มีคนนอนรอจับจองเป็นเจ้าของเกือบหมด แฟนผมเธอไม่ได้หลับเธอเลยคุยกับคนไข้ที่มาหาหมอเหมือนกัน มารู้ตอนหลังว่าบางคนมาจากต่างจังหวัดมานอนรอที่โรงพยาบาลตั้งแต่ตีสาม

                   ผมสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงประตูลิฟต์เปิดออก ก็คนมันกำลังจะเคลิ้ม แต่พอมองไป เห็นบุรุษพยาบาลค่อยๆ เข็นรถคนไข้ที่เป็นเด็กผู้หญิงนอนอยู่และมีสายระโยงระยางเต็มไปหมด หน้าตาเธอเต็มไปด้วยความเจ็บปวดน่าสงสาร ผมหลับตาต่อ สักครู่มีเสียงกรนเป็นจังหวะเบาๆ และเริ่มดังขึ้นๆ เรื่อยๆ เหมือนเสียงขู่ฟ่อๆ ของงู ผมหรี่ตามองหาต้นตอของเสียง การขู่ฟ่อยิ่งดังหนักขึ้นจนเจ้าของเสียงสะดุ้งตื่นตกใจเสียงตัวเอง หลายคนที่อยู่แถวนั้นอมยิ้ม ส่วนคนที่นอนอยู่ตามเก้าอี้ต่างขยับตัวลุกขึ้นนั่งขยี้ตาทำหน้างงๆ ลิฟต์มาหยุดที่ชั้นห้าอีกครั้ง อาม่าแก่ๆ ค่อยๆ ย่องออกมาโดยมีหญิงสาวประคองอยู่ข้างๆ และตามมาด้วยพยาบาลรูปร่างตุ้ยนุ้ยรวบผมตึง เธอเดินไปเปิดไฟทั้งชั้นและตรงไปไขกุญแจในแต่ละห้องที่เขียนว่า “แผนกตา”  “แผนกกระดูก”และ “แผนกผิวหนัง” ตามลำดับ

                   “วางใบนัดไว้ในตะกร้าหน้าห้องนะคะ และคอยฟังเรียกบัตรคิวที่พยาบาลให้มาจากชั้นหนึ่งตอนแปดโมงครึ่งนะคะ ตอนนี้ให้ญาติพาคนไข้ไปทานข้าวเช้าก่อนได้ ใครที่มียาหลังอาหารก็อย่าลืมทานด้วยนะคะ” “ตกลงเธอตรวจห้องไหนล่ะ” “เอาน่า เดี๋ยวรู้เอง “ แฟนผมเดินเอาใบนัดไปใส่ไว้ในตะกร้าที่หน้าห้องตา เป็นอันว่าแฟนผมไม่ได้เป็นโรคผิวหนัง และเธอก็ไม่ได้เป็นกระดูกพรุนแบบที่คนมีอายุเขาเป็นกัน แต่ตาเธอเป็นอะไร อันนี้ผมคงต้องรอลุ้น หวังแต่ว่าผมคงจะไม่มีแฟนตาบอดในอนาคตแล้วกัน เธอเดินกลับมานั่งข้างๆ ผมแล้วส่งยิ้ม “ตาเป็นไร” “เอาน่า เดี๋ยวรู้เอง”

                   ผมลงไปทานข้าวกับแฟนแล้วรีบขึ้นมา เรายังได้นั่งเก้าอี้หน้าลิฟต์ตัวเดิม มีบางคนเอาข้าวกล่องจากร้านสะดวกซื้อขึ้นมาทานส่งกลิ่นไปทั่วห้อง แต่ไม่มีใครว่าอะไร ส่วนคนไข้ที่เป็นคนแก่มากๆ ญาติต้องป้อนทั้งข้าวทั้งน้ำทั้งยา บ้างก็งอแงเหมือนเด็กๆ เห็นแล้วนึกถึงตัวเองตอนแก่ จะมีคนดูแลไหม

                   แม่ผมเคยบอกว่า ถ้าอยากสัมผัสความจริงแท้แน่นอนของชีวิต ไม่ต้องไปไหนไกล มีให้ไปสองที่ คือ ไปวัด แต่ต้องเป็นงานศพนะ และก็ไปโรงพยาบาล นี่แหละของจริงของชีวิต คือความเจ็บและความตาย พอคิดได้อย่างนี้ผมเลยรู้สึกหดหู่ขึ้นมาเสียอย่างนั้น  เมื่อเห็นคนไข้แก่ๆ ที่ไม่มีแรงแม้แต่จะเคี้ยว

                   ประตูลิฟต์กำลังจะปิด คนแน่นจนถึงแน่นที่สุด จะเก้าโมงแล้ว ทั้งคนไข้ทั้งเจ้าหน้าที่เดินกันขวักไขว่ไปมา ทั้งลิฟต์ขึ้น ทั้งลิฟต์ลง เสียงออดเตือนว่าน้ำหนักเกิน เหมือนผมกำลังดูหนังสั้นอยู่ แล้วก็เห็นพระเอก เป็นเด็กผู้ชายในชุดนักเรียน ม.ปลาย ที่ทำหน้าเขินๆ เมื่อต้องเสียสละเอาตัวเองออกมาให้พ้นประตู แล้วเดินลงบันไดไปแทน ทั้งที่จริงแล้วพยาบาลที่แซงเข้าไปตั้งห้าหกคนต่าง

                   หากที่ทำให้ลิฟต์ร้อง แต่จะมัวไปโทษใครก็ไม่ถูก เพราะช่วงนี้เป็นชั่วโมงเร่งด่วน ไม่นานพยาบาลก็เรียกคนไข้ตามบัตรคิวทีละคนให้เข้าไปในห้องเพื่อเปลี่ยนชุด “ขอเชิญญาติเข้าไปฟังวิธีปฏิบัติตัวหลังผ่าตัดในห้องด้วยค่ะ ถอดรองเท้าไว้หน้าประตูนะคะทุกคน” ผมและญาติคนไข้ที่มารักษาตาพากันเดินทยอยตามเข้าไปในห้อง แฟนผมอยู่ในชุดสีเขียวเตรียมพร้อมผ่าตัด “ตกลงเธอมาผ่าอะไร” ผมกระซิบเบาๆ แล้วนั่งลงข้างๆ เธอ “เออน่า รับรองไม่มีอะไรน่ากลัว แล้วที่สำคัญถูกกว่าโรงพยาบาลเอกชนด้วย” “ถูกหรือแพงไม่รู้ อยากรู้แต่ว่ามาผ่าอะไร เฉลยได้แล้ว” ภายในห้องมีทีวีเครื่องใหญ่ตั้งอยู่ตรงกลาง พยาบาลสาวหยิบแผ่นดีวีดีใส่ในเครื่อง “เดี๋ยวจะเปิดให้ดูสองครั้งนะคะ”

                   ดีวีดีอธิบายถึงสาเหตุของโรคตาต่างๆ ต้อลม ต้อหิน วิธีการผ่าตัดโดยยิงเลเซอร์ และอื่นๆ อีกมากมาย คุณพระช่วย! ไอ้ผมมันเป็นคนกลัวเลือดกลัวหมอมาตั้งแต่เด็กแล้ว นี่ดูโดยไม่มีการเซ็นเซอร์อย่างนี้จะเป็นลม จนใกล้จะจบพูดถึงวิธีปฏิบัติตัวหลังผ่าตัด วิธีเช็ดตา หยอดตา ทายา ผมก็ยังกลัวอยู่ดี พอเปิดรอบสองผมเลยมองดูพื้นแทน “ไม่ต้องทำหรอก เดี๋ยวแม่ชั้นทำให้ แหมหน้าซีดเลยนะ” “ตกลงเธอเป็นต้อเหรอ” “ฉันเฉลยก็ได้ ฉันมากรีดตาสองชั้น เป็นของขวัญในวันแต่งงานให้เธอไง ดีมะ” “ว่าไงนะ มาทำศัลกรรมตาสองชั้นเหรอ เคยถามผมบ้างไหม” “ทำไมต้องถาม นี่ทำให้เธอเลยนะ” “ฟังนะ ผมปิ๊งคุณตั้งแต่แรก เพราะผมชอบความเป็นหมวยของคุณ โดยเฉพาะตาของคุณ มันทั้งเล็กทั้งเฉี่ยวทั้งเฉียง มันเซ็กซี่มาก” “เดี๋ยวเชิญญาตินั่งรอข้างนอกนะคะ คนไข้ผ่าตัดเสร็จแล้วจะให้นอนพักสักครู่แล้วถึงจะเรียกญาตินะคะ”

                   เธอหันมายิ้มให้ผม ส่วนผมเดินตัวชาหน้ามึนออกไปจากห้อง ในใจผมคิดว่า ผมมีแฟนหมวยตาตี่ แล้วอยู่ดีๆ ทำไมผมต้องมีแฟนตาโตขึ้น ผมไม่ค่อยนิยมผู้หญิงศัลยกรรมเท่าไหร่ แล้วต้องมาเจอกับตัว ถ้าผมตัดสินใจวิ่งไปขอร้องเธอและไม่ให้หมอผ่าตัดภายในวินาทีนี้ล่ะ ผมค่อยๆ เดินออกมาจากห้อง ตรงไปที่เก้าอี้หน้าลิฟต์อีกครั้ง หลับตาลง ขอสักงีบเพื่อตื่นมามันจะเป็นแค่ความฝัน

----------------------------

(สนามเรื่องสั้น-สั้น : เก้าอี้หน้าลิฟต์ : โดย...กานต์ชนก ชาติพงศ์ [email protected])