ไลฟ์สไตล์

สอบโอเน็ตวันแรก

สอบโอเน็ตวันแรก

18 ก.พ. 2555

สอบ O-NET ม.6 วันแรกไม่พบทุจริต ด้าน 'สทศ.' ยันข้อสอบออกตรงตามหลักสูตรฯ แนะนร.ศึกษาตัวอย่างข้อสอบทางเว็บก่อนลงสนามจริง ด้าน ทปอ. เห็นชอบปรับค่าน้ำหนักขององค์ประกอบแอดมิชชั่นส์ ปี56

                   18 ก.พ.55 นางฉวีวรรณ คลังแสง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) พร้อมด้วยนายสัมพันธ์ พันธุ์พฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมการจัดสอบแบบทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือ O-NET ระดับชั้น ม. 6 ปีการศึกษา 2554 ซึ่งถือเป็นการจัดสอบวันแรกพร้อมกันทั่วประเทศ เพื่อนำผลคะแนนไปใช้เป็นองค์ประกอบหนึ่งในการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อสถาบันอุดมศึกษาในระบบกลางการรับนิสิต นักศึกษา หรือแอดมิสชั่นส์ ประจำปีการศึกษา 2555

                   นางฉวีวรรณ กล่าวว่า การจัดสอบเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ยังไม่พบการทุจริตแต่อย่างใด ซึ่งจากการตรวจสอบสถานที่เก็บข้อสอบ ก็พบว่า มีความรัดกุม และโปร่งใส อีกทั้งสถานที่สอบแห่งนี้ก็เคยมีการจัดสอบ O-NET มาก่อนแล้ว และมีการป้องกันการทุจริตที่เข้มงวดมาก โดยจะไม่อนุญาตให้เด็กนำโทรศัพท์มือถือ และนาฬิการะบบดิจิตอลเข้าห้องสอบ

                   ด้านนายสัมพันธ์ กล่าวว่า การสอบ O-NET ในปีนี้มีนักเรียนชั้นม.6 เข้าสอบทั้งสิ้น 397,177 คน เป็นเด็กพิเศษ 66 คน โดยมีศูนย์สอบ 19 ศูนย์ 380 สนามสอบ 3,790 โรงเรียน และ13,496 ห้องสอบ ซึ่งการสอบในครั้งนี้เป็นวันแรก โดยจะจัดสอบ 3 วิชา ได้แก่ สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษ ส่วนวันที่ 19 ก.พ.ซึ่งเป็นการสอบวันสุดท้ายจะจัดสอบ 3 วิชา ได้แก่ ภาษาไทย วิทยาศาสตร์ และสุขศึกษา และพลศึกษา ศิลปะ การงานอาชีพและเทคโนโลยี ทั้งนี้จะประกาศผลสอบภายในวันที่ 10 เม.ย.นี้ เพื่อให้เด็กได้นำคะแนนไปใช้ทันสมัครแอดมิสชั่นส์

                   “เนื้อหาข้อสอบ O-NET ในปีนี้ออกตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานทุกประการ มีข้อสอบที่ยากและง่ายปนกันไป โดยรูปแบบข้อสอบในปีนี้จะไม่เกิน 2 รูปแบบ ได้แก่ รูปแบบปรนัย มี 5 ตัวเลือก ซึ่งมีไม่ต่ำกว่า 80% และรูปแบบอื่นๆ มีไม่เกิน 20% เช่น คณิตศาสตร์ จะใช้วิธีเติมคำ เป็นต้น ดังนั้นเพื่อความมั่นใจก็อยากให้เด็กได้ดูตัวอย่างข้อสอบ และกระดาษคำตอบ ซึ่งได้นำขึ้นไว้ในเว็บไซต์ของ สทศ. www.niets.or.th แล้ว เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียเวลาทำความเข้าใจในห้องสอบ นอกจากนี้อย่าลืมบัตรประชาชน หรือบัตรนักเรียนที่มีรูปถ่าย อย่ามาสายเกิน 30 นาที มิเช่นนั้นจะไม่ให้เข้าห้องสอบ และที่สำคัญอย่านำโทรศัพท์มือถือเข้าห้องสอบ เพราะหากมีเสียงดังขึ้นมาจะไม่ตรวจข้อสอบวิชานั้นทันที” ผอ.สทศ. กล่าว

                   นายสัมพันธ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ สทศ.ได้เปิดช่องทางรับเรื่องร้องเรียนการการสอบ O-NET 3 ช่องทาง ซึ่งหากผู้ใดพบเห็นการกระทำที่ทุจริตขอให้ส่งข้อมูลมาที่ 1. สทศ.ทางไปรษณีย์ หรือยื่นด้วยตนเองที่ สทศ. 2. [email protected] áÅÐ <mailto:[email protected]%20%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0> 3. สายตรงผู้บริหาร ที่ www.niets.or.th เมนู “สายตรงผู้บริหาร” โดยให้ระบุวัน เวลา วิชาสอบ โรงเรียนที่เป็นสนามสอบ ห้องสอบ พร้อมแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับทุจริตการสอบ และต้องระบุข้อมูลของผู้ส่งเรื่องร้องเรียนมาด้วย เพื่อที่ สทศ.จะได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป

                   ต่อข้อถามถึงกรณีที่นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รมว.ศึกษาธิการ มีนโยบายให้มีการจัดสอบ O-NET หลายครั้ง นายสัมพันธ์ กล่าวว่า ขณะนี้ สทศ.อยู่ระหว่างการเตรียมการจัดทำข้อคลังข้อสอบ ซึ่งจะต้องสร้างข้อสอบคู่ขนาน โดยให้มีความยากง่ายใกล้เคียงกัน เพราะการสอบหลายครั้งจะต้องมีการประกันเรื่องมาตรฐานการสอบแต่ละครั้งให้เท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็น การบริหารการสอบ อุปกรณ์ และข้อสอบ ทั้งนี้การสอบ O-NET หลายครั้งจะเกิดขึ้นในปี 2555 เลยหรือไม่นั้น คงไม่สามารถตอบได้ เพราะต้องขึ้นอยู่กับงบประมาณด้วย ซึ่งการสอบ O-NET เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของเด็ก และเป็นหน้าที่ของสถานศึกษาที่จะต้องส่งชื่อมาให้ สทศ. จัดสอบ เพื่อประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็ก โดยเด็กไม่ต้องเสียเงินค่าสมัคร ซึ่งไม่เหมือนกับการสอบแบบทดสอบวัดความถนัดทั่วไป หรือ GAT และแบบทดสอบวัดความถนัดทางวิชาการ/วิชาชีพ หรือ PAT ที่เด็กจะต้องเสียค่าสมัครสอบ

 

'ทปอ.'เห็นชอบปรับค่าแอดมิชชั่นส์ปี56

 

                   วันเดียวกัน นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศึกษาธิการ) กล่าวภายหลังร่วมประขุมกับที่ประขุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ว่า ได้มอบนโยบายให้มหาวิทยาลัยไปปรับระบบรับตรงของแต่ละแห่ง แทนที่จะจัดสอบเองซึ่งทำให้เด็กต้องวิ่งสอบหลายแห่งสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย ก็ให้ทุกแห่งมาใช้คะแนนสอบที่จัดสอบโดยสถาบันทดสอบกลางแทน อาจจะเป็นสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ( สทศ.) จัดสอบเพียงแห่งเดียว แล้วให้มหาวิทยาลัยนำคะแนนไปใช้ หากมหาวิทยาลัยไม่มั่นใจว่า สทศ.จะจัดสอบได้อย่างยุติธรรมก็เชิญชวนให้มหาวิทยาลัยไปร่วมกับ สทศ.ในการจัดสอบด้วย

                   “ระบบสอบรับตรงของมหาวิทยาลัยในขณะนี้ทำให้เด็กต้องวิ่งสอบ 20 ที่ ต้องเรียนพิเศษ 20 แบบ สำหรับเด็กเก่งก็คงสอบได้ทุกที่แต่ถ้าเด็กไม่เก่งจะทำยังไง เพราะฉะนั้น น่าจะให้สำนักทดสอบที่เป็นที่น่าเชื่อถือ เป็นผู้จัดสอบแล้วนำผลการสอบนั้นมาใช้กับการรับตรงของทุกมหาวิทยาลัย หน่วยงานที่จัดสอบอาจจะเป็น สทศ.ซึ่งจัดสอบการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน หรือ O-Net และการทดสอบความถนัดทั่วไป หรือ GAT การทดสอบความถนัดทางวิชาชีพ/วิชาการ หรือ PAT” รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

                   รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า นอกจากนั้น ตนยังได้รับปากกับ ทปอ.จะไปคุยกับสำนักงบประมาณเพื่อหาทางขึ้นเงินเดือนให้พนักงานราชการอีก 5% ให้สอดรับกลับที่ข้าราชการได้ปรับเงินเดือน 5% เมื่อเดือนเมษายน 2554 แต่พนักงานมหาวิทยาลัยไม่ได้ปรับด้วย อย่างไรก็ตาม สำหรับปัญหานี้เกิดขึ้นเป็นประจำทุกครั้งเพราะเข้าใจว่า สาเหตุเพราะสำนักงบประมาณลืมที่จะคิดถึงพนักงานราชการ จึงไม่ได้กำหนดให้การขึ้นเงินเดือนข้าราชการครอบคลุมมหาวิทยาลัยด้วย เพราะฉะนั้น ระยะยาว ทปอ.ควรจะไปคุยกันสำนักงบประมาณเพื่อฝังแนวคิดให้สำนักงบประมาณเข้าใจว่าการเพิ่มเงินเดือนต้องครอบคลุมถึงพนักงานมหาวิทยาลัยด้วย

                   “ส่วนมหาวิทยาลัยจะออกนอกระบบ ก็สามารถดำเนินการได้ผมก็ยินดี แต่ขอเพียงอย่างเดียวอย่ามาของบประมาณเพิ่ม ผมมีข้อเสนอว่า มหาวิทยาลัยควรจะดูแลตัวเองได้ส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะมหาลัยที่ออกนอกระบบไปแล้วก็ไปปรับค่าบริการต่าง ๆ และใช้งบรายได้ของมหาวิทยาลัยเป็นค่าใช้จ่าย ส่วนเรื่องที่ ทปอ.เสนอว่าอยากให้ช่วยเจรจาเรื่องการจ่ายเงินสมทบค่าก่อสร้างที่มหาวิทยาลัยจะต้องสมทบจ่ายเพิ่มเติมจากที่รัฐจัดสรรให้นั้น ทาง ทปอ.เสนอว่าอยากขอให้ปรับลดให้มหาวิทยาลัยร่วมสมทบในอัตราที่ 40% ซึ่งผมรับปากจะไปเจรจาให้เช่นกัน นอกจากนั้น ในส่วนของการเลื่อนเปิดเทอมให้ตรงกับประเทศกลุ่มสมาชิกอาเซียนและสากลเป็นช่วงเดือน สิงหาคมถึงกันยายน จะไปหารือกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) อีกครั้ง” นายสุชาติ กล่าว

                   นายสุชาติ กล่าวด้วยว่า ขณะเดียวกันได้บอกต่อที่ประชุม ทปอ.ว่าจะจัดตั้งกองทุนตั้งตัวได้ไว้ที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ซึ่งจะจัดทำระเบียบขึ้นมาให้ทำหน้าที่ในส่วนกลางในการพิจารณาสนับสนุนโครงการต่าง ๆ โดยมีทุนประเดิม 1,300 ล้านบาท

                   ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะประธานทปอ. กล่าวว่า ที่ประชุมมติเห็นชอบปรับค่าน้ำหนักขององค์ประกอบกลุ่มสาขาวิชาในการแอดมิชชั่นส์ ปีการศึกษา 2556 ในบางสาขา กลุ่มที่ 1 วิทยาศาสตร์สุขภาพ ที่ปรับ คือ สัตวแพทยศาสตร์ สหเวชศาสตร์ สาธารณสุขศาสตร์ เทคนิคการแพทย์ วิทยาศาสตร์การกีฬา คะแนนเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลายหรือ GPAX 20% คะแนนทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน หรือO-NET 30% คะแนนการทดสอบความถนัดทั่วไปหรือGAT 20% และคะแนนการทดสอบความถนัดทางวิทยาศาสตร์ 30% เภสัชศาสตร์ GPAX 20% O-NET 30% GAT 10% และPAT2 40% กลุ่มที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพและชีวภาพ ปรับสาขา วิทยาศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติ GPAX 20% O-NET 30% GAT 10% และPAT1 ความถนัดทางคณิตศาสตร์ 10% และPAT2 30% สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ GPAX 20% O-NET 30% GAT 10% PAT1 20%และ PAT2 20% กลุ่มที่ 5 เกษตรศาสตร์ ปรับสาขา เกษตรศาสตร์ อุตสาหกรรมการเกษตร วนศาสตร์ เทคโนโลยีการเกษตร GPAX 20% O-NET 30% GAT 10% และPAT1 10% และPAT2 30%

                   กลุ่มที่ 7 ครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ พลศึกษา สุขภาพ รูปแบบที่ 1 GPAX 20% O-NET 30% GAT 10% และPAT5 30% รูปแบบที่ 2 GPAX 20% O-NET 30% GAT 10% และPAT5 20% และต้องเลือกสอบ PAT 1/2/3/4/6/7 วิชาใดก็ได้ 1 วิชา กลุ่มที่ 8 ศิลปกรรมศาสตร์ ปรับ สาขา วิจิตรศิลป์ ศิลปะประยุกต์ ดุริยางศิลป์ นาฎศิลป์ ศิลปะการออกแบบพัสตราภรณ์ และศิลปะการออกแบบหัตถอุตสาหกรรม GPAX 20% O-NET 30% GAT 10% และเลือกสอบPAT4 หรือ 6 เพียง 1 วิชา 40% และกลุ่มที่ 9 มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขา นิเทศศาสตร์ วารสารศาสตร์ อักษรศาสตร์ ศิลปะศาสตร์ มนุษยศาสตร์ รัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ สังคมวิทยา สังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ปรับพื้นฐานวิทยาศาสตร์ GPAX 20% O-NET 30% GAT 30% และPAT1 20% พื้นฐานศิลปะศาสตร์ รูปแบบที่ 1 ไม่มีการปรับเปลี่ยน รูปแบบที่ 2 GPAX 20% O-NET 30% GAT 30% และPAT7 20% ทั้งนี้ ค่าน้ำหนักองค์ประกอบที่ปรับครั้งนี้จะใช้ในการแอดมิชชั่นปีการศึกษา 2556 โดยการปรับดังกล่าว เพื่อให้คณะสามารถคัดเลือดเด็กได้ตรงตามความถนัดที่แท้จริง และถือว่าเป็นการปรับเล็ก ไม่ใช่การปรับใหญ่ดังนั้น ทปอ. ไม่จำเป็นต้องประกาศให้ทราบล่วงหน้า 3 ปี

                   ผู้สื่อข่าวถามว่า ทปอ.ได้หารือถึงการปรับใหญ่องค์ประกอบแอดมิสชั่นส์หรือไม่ นายสมคิดกล่าวว่า ทปอ.ยังไม่ได้พูดคุยถึงเรื่องนี้ แต่ตนเห็นว่า องค์ประกอบแอดมิสชั่นส์ ไม่ควรปรับบ่อย เพราะจะเกิดความวุ่นวาย และไม่เป็นธรรมกับเด็ก แต่ควรจะใช้ไปสักระยะหนึ่งก่อนหากเห็นว่า เกิดปัญหาก็ค่อยปรับเพื่อปรับปรุงให้ดีขึ้น

                   ส่วนกรณีที่นายสุชาติ ให้มหาวิทยาลัยดูแลตัวเอง โดยเฉพาะมหาลัยที่ออกนอกระบบไปแล้วก็ไปปรับค่าบริการต่าง ๆ และใช้งบรายได้ของมหาวิทยาลัยเป็นค่าใช้จ่ายนั้น ขณะนี้มหาวิทยาลัยก็พึ่งตนเองเป็นส่วนใหญ่อยู่แล้ว แต่ประเด็นที่นายสุชาติพูด คืออยากให้มหาวิทยาลัยไประดมทุนจากศิษย์เก่า ส่วนตัวคิดว่าไม่น่าจะหมายความถึงการขึ้นค่าหน่วยกิต แต่การขึ้นค่าหน่วยกิตก็มีความจำเป็น เพราะบางแห่งค่าหน่วยกิตเพียง 300 บาท แต่ปัจจุบันต้นทุนการผลิตนักศึกษาแต่ละคนอยู่ที่ 800-1,000 บาทต่อหน่วยกิต ดังนั้นหากมหาวิทยาลัยที่มีรายได้ไม่เพียงพอก็จำเป็นต้องขึ้น แต่สำหรับบางแห่งที่ยังมีรายได้ไม่เพียงพอการขึ้นค่าหน่วยกิตก็เป็นสิ่งจำเป็น