
'อินฟินิตี้อินน์ II'
คนรักบ้าน : 'อินฟินิตี้อินน์ II' : โรงแรม+อพาร์ตเมนต์ในสไตล์รีสอร์ท
สวัสดีครับแฟนๆ ชาวบ้านไม่บาน เมื่อสองสัปดาห์ที่แล้วผมได้พูดถึงกรอบทางความคิดที่สำคัญ 8 ประการ อันประกอบไปด้วย ประการที่ 1 การ “ก่อสร้างที่รวดเร็ว” ภายในระยะเวลา 3-4 วัน ประการที่ 2 ต้องมี “ความแข็งแรง” ทนทานมีอายุใช้งานยาวนานและสามารถต้านทานภัยพิบัติทางธรรมชาติได้ระดับหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็น สึนามิ, น้ำท่วมฉับพลัน หรือเกิด พายุโซนร้อน ฯลฯ ประการที่ 3 ต้อง “ราคาประหยัด” ตั้งแต่ 3-4 แสนบาท ต่อหลัง ประการที่ 4 ต้อง “เป็นมิตรกับสภาพแวดล้อม” อีกทั้งยังต้องเป็นอาคารที่ “ใช้พลังงานต่ำ”
ประการที่ 5 ต้องเป็น “อาคารที่สวยงาม” ทั้งภายนอกและภายใน ประการที่ 6 ต้องเป็นอาคารที่ “สามารถปรับปรุง ต่อเติม ดัดแปลง ได้ง่าย” นอกจากนั้นจะต้อง “ซ่อมบำรุงได้ง่าย” ประการที่ 7 ซึ่งถือว่าเป็นจุดเด่นของ “บ้านไม่บาน” ในตระกูล “อินฟินิตี้” คือ “สามารถยกเคลื่อนย้ายไปในที่ต่างๆ ได้” และประการสุดท้ายอันเป็นกรอบทางความคิดที่สำคัญประการที่ 8 คือ จะต้องเป็นทั้ง “ที่รักและที่พักอาศัย” ซึ่งหมายถึงเป็นที่ที่คนอยากกลับ “บ้าน” เพราะ “บ้าน” เป็นที่ที่ “ความรัก” รออยู่
จากกรอบความคิดที่สำคัญทั้ง 8 ประการนี่แหละครับ ผมและคณะทำงานอันประกอบไปด้วยบรรดาสถาปนิกและวิศวกรนับสิบชีวิตใช้เวลาร่วม 6 ปี นับตั้งแต่ครั้งเกิด “สึนามิ” ศึกษาค้นคว้าทำการวิจัยและพัฒนาจนตกผลึกทางความคิด เป็นอีกหนึ่ง “ทางเลือกอันเป็นทางรอด” ของการก่อสร้างบ้านเรือนในอนาคต ซึ่งกรอบทางความคิดดังกล่าวได้นำไปสู่การพัฒนา “ฐานรากแบบลอยน้ำ” (Floating Foundation) ที่เสมือนว่าบ้านทั้งหลังถ่ายน้ำหนักไปบนฐานราก ที่ถ่ายน้ำหนักลงบนดินอีกชั้นหนึ่ง (ถือเสมือนว่าผืนดินเป็นเสมือนผืนน้ำ)
จะว่าไปแล้วในอดีตนับพันๆ ปี อาคารที่มีขนาดใหญ่และมีน้ำหนักมากอย่างเช่น “พระปฐมเจดีย์” ซึ่งสร้างขึ้นตั้งแต่ พ.ศ.300 มีน้ำหนักกว่า 5 แสนตัน ก็ยังยืนยงคงอยู่มากกว่า 2,200 ปี โดยไม่ได้ใช้เข็มแต่ประการใด ซึ่งไม่ต่างอะไรกับ “เจดีย์ภูเขาทอง” ที่มีความสูงจากพื้นถึงยอดถึง 59.78 เมตร มีน้ำหนักว่า 1.5 แสนตัน “ครูช่าง” โบราณก็ได้ใช้ฐานรากแบบ “Floating Foundation” ในลักษณะเดียวกัน
แต่อย่าเข้าใจผิดนะครับว่าผมจะนำเอาฐานรากระบบ “Floating Foundation” มาเปรียบกับ “ระบบการใช้เข็ม” ดังเช่นที่นิยมกันอยู่ในปัจจุบัน เพราะทั้งสองระบบนั้นมีทั้งข้อดีข้อด้อยที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับการนำมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับการใช้งานและความเหมาะสมกับสภาพทางภูมิศาสตร์ สรุปเพื่อให้ชาวคนรักบ้านเข้าใจง่ายๆ ว่าทั้ง 2 ระบบของฐานรากนั้นดีทั้งคู่ขึ้นอยู่กับ “กาละ+เทศะ” ที่จะนำมาใช้งานครับ
สำหรับสาระน่ารู้ในสัปดาห์นี้ผมขอนำเสนอรูปแบบ “อินฟินิตี้อินน์ II” ที่หลายท่านกำลังฝันว่าจะดัดแปลงให้เป็นโรงแรม+รีสอร์ทริมทะเล บางท่านก็ฝันว่าจะเป็นอพาร์ตเมนต์ในสไตล์บูทีค หรือจะเป็นที่พักของคนเดินทางก็ไม่ผิดกติกาแต่ประการใด อีกทั้งยังมีราคาประหยัดในราคาหลังละ 3-4 แสนบาทครับ สร้างได้ง่ายและเร็วไว เพียง 2-3 วันก็แล้วเสร็จ ทั้งมีความแข็งแรง ทนทาน สามารถยืนหยัดได้นานหลายสิบปี
โดยผมก็จะพาท่านมาชื่นชมความงามของ “อินฟินิตี้อินน์ II” ที่กำลังเป็นความฝันของหลายๆ ท่าน ที่อยากจะมีกิจการเล็กๆ มีโรงแรมในสไตล์รีสอร์ทหรืออพาร์ตเมนต์ในสไตล์รีสอร์ทขนาดเล็ก ฝันที่วาดไว้ก็ใกล้จะเป็นความจริงในทุกขณะแล้วครับ เพราะผมเคยพูดเสมอว่า “ความฝันเป็นของฟรี” ดังนั้น “ต้องกล้าที่จะฝัน” จะ “ต้องไม่หยุดที่จะฝัน” และจะ “ต้องมุ่งมั่นที่จะฝ่าฟันทำให้ฝันนั้นเป็นจริง” ให้จงได้ครับ
ท่านที่สนใจ “อินฟินิตี้อินน์ II” ซึ่งเป็นโรงแรมในสไตล์รีสอร์ท+ อพาร์ตเมนต์ในสไตล์รีสอร์ท สามารถไปศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ยอดฮิตของชาว “คนรักบ้าน” www.homeloverthai.com ที่ในแต่ละปีมีบรรดาแฟนๆ แวะเข้ามาเยี่ยมเยือนกว่าปีละ 90 ล้านฮิตครับ สัปดาห์นี้คงมีสาระน่ารู้เพียงแค่นี้ แล้วพบกันได้ใหม่นับจากนี้ไปอีก 14 วัน ครับ
----------
(หมายเหตุ : คนรักบ้าน : 'อินฟินิตี้อินน์ II' : โรงแรม+อพาร์ตเมนต์ในสไตล์รีสอร์ท)
----------



