ไลฟ์สไตล์

ทีดีอาร์ไอเชื่อการศึกษาไทยมีหวัง

ทีดีอาร์ไอเชื่อการศึกษาไทยมีหวัง

17 ก.พ. 2555

ทีดีอาร์ไอเชื่อการศึกษาไทยมีหวัง หากกระจายอำนาจ-สถานศึกษามีอิสระ โดย...ชุลีพร อร่ามเนตร

                  ห้องบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ บี ชั้น 22 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2555 แคบไปถนัดตา เมื่อสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) จัดสัมมนา "ยกเครื่องการศึกษาไทย : สู่การศึกษาที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึง" โดยมี นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานทีดีอาร์ไอ กล่าวตอนหนึ่งว่าการศึกษาเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้คนไทยมีความเป็นอยู่ดีขึ้น ซึ่ง 20 ปีที่ผ่านมามีการขยายโอกาสทางการศึกษาสู่ชนบทมากขึ้น แต่สิ่งที่สวนทางกับจำนวนผู้เรียนที่มีจำนวนมากคือ คุณภาพการศึกษากลับย่ำแย่ลง

                  "หลายคนรู้สึกสิ้นหวัง แต่ทีดีอาร์ไอเชื่อว่าประเทศไทยยังมีความหวังอยู่ โดยปัจจัย 2  ประการ คือ 1.ต้องมีการกระจายอำนาจการบริหารและงบประมาณ หลักสูตร ให้แก่สถานศึกษา เพื่อให้โรงเรียนมีความคล่องตัวในการบริหารจัดการศึกษา ที่สนองต่อผู้เรียน ตลาดแรงงานและความเปลี่ยนแปลงของสังคม โดยมีปัจจัยที่เหมาะสมมารองรับ ประการที่ 2 การมีความรับผิดชอบของโรงเรียนต่อการจัดการศึกษา ซึ่งต้องมีระบบตรวจสอบ ติดตามประเมินผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน ทักษะที่สอดคลอ้งกับตลาด ระบบประเมินครู และโรงเรียน ถูกต้องโปร่งใส ไม่เช่นนั้นระบบการกระจายอำนาจให้โรงเรียนจะก่อให้เกิดผลเสียที่ร้ายแรงมากกว่าผลดี ซึ่งต้องมีระบบการให้คุณให้โทษอย่างมีประสิทธิภาพ "ประธานทีดีอาร์ไอกล่าว

                  ขณะที่ ดร.อัมมาร สยามวาลา นักวิชาการเกียรติคุณ และ ดร.ดิลกะ ลัทธพิพัฒน์ ผู้วิจัยเรื่องการปฏิรูปการศึกษารอบใหม่ สู่การศึกษาที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึง โดย ดร.อัมมาร เผยผลการวิจัยตอนหนึ่งว่า สภาพปัญหาของระบบการศึกษาไทย ได้แก่ หน่วยงานรัฐมีการปฏิรูปซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงเพียงโครงสร้างการบริหารเท่านั้น, แผนการศึกษาไร้ทิศทาง โครงสร้างการบริหารรวมศูนย์ นโยบายต่างๆ สร้างความสับสนให้แก่สังคม

                  "ด้านโรงเรียนมีปัญหาขาดแคลนครูในบางสาขา ไม่มีอิสระในการบริหารบุคลากร สำหรับครูพบปัญหา ครูมีภาระหน้าที่มากเกินไป ถูกเบี่ยงเบนความสนใจจากการสอน วิธีสอนล้าสมัย เน้นท่องจำ การฝีกอบรมไม่ตรงกับความต้องการ สำหรับนักเรียนพบปัญหาเรียนแต่วิชาการไม่เรียนจริยธรรม เวลาเรียนมากแต่เรียนรู้ได้น้อย ทั้งยังต้องเรียนกวดวิชาอีก ส่วนภาคธุรกิจพบปัญหาบุคลากรมีทักษะที่ไม่ตรงกับความต้องการ" ดร.อัมมารฉายภาพ

                  ดร.อัมมาร กล่าวด้วยว่า การจัดการศึกษาไทยได้รับงบประมาณจำนวนมากเป็นอันดับต้นๆในเอเชีย แต่พบว่านักเรียนไทยซึ่งเรียนมากแต่กลับมีผลสัมฤทธิ์ต่ำ และมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งการอ่าน คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ซึ่งได้คะแนนต่ำกว่า 50% ฟ้องถึงความไร้ประสิทธิภาพค่อนข้างมาก แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครในประเทศเดือดเนื้อร้อนใจ

                  "ประสบการณ์โดยตรงของทีดีอาร์ไอจากการออกไปสอนหนังสือให้แก่เด็กในชุมชนพบสิ่งที่น่าตกใจมากคือ เด็กป.4-ป.6 ท่องสูตรคุณไม่ได้ และหารเลขไม่เป็นจำนวนมาก, ป.4 บางส่วน อ่าน ก ข ค ไม่ถูก เด็กจำนวนมากจำ A B C ไม่ได้ เป็นต้น สิ่งที่พบคือปัญหาการศึกษาไม่ได้เกิดจากการที่ประเทศไทยไม่มีเงิน แต่เป็นเพราะปัญหาการขาดความรับผิดชอบของระบบการศึกษาตลอดทุกขั้นตอน" ดร.อัมมารกล่าว

                  ด้าน ดร.ดิลกะ กล่าวว่า ผลจากการวิจัยพบว่า การกระจายอำนาจบริหาร งบประมาณ หลักสูตรให้แก่สถานศึกษาจะสำเร็จ จะต้องมีกระบบตรวจสอบติดตามประเมินผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนโดยหน่วยงานจากส่วนกลางอย่างเข้มแข็ง และผลดีจะเกิดมากที่สุด หากผู้ปกครองส่วนใหญ่มีส่วนร่วมและสร้างแรงกดดันแก่โรงเรียนให้ใส่ใจคุณภาพ ทั้งระบบการประเมินผู้บริหารโรงเรียนควรผูกโยงกับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของนักเรียน โดยควรมีการสอบไล่ขึ้นชั้น หรือ exit exam ในระดับต่างๆ โดยใช้ข้อสอบมาตรฐานและเปิดเผยผลการสอบเพื่อเป็นเครื่องมือประเมินนักเรียนและโรงเรียน

                  ขณะที่ รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า สาเหตุที่ทำให้ไม่สามารถแก้ปัญหาการศึกษาไทยได้ เกิดจากการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องกับการศึกษา ทำให้กระทรวงศึกษาธิการกลายเป็นกระทรวงเกรดซี และผู้บริหาร ข้าราชการ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา หวงแหนอำนาจของตนเอง อีกทั้งวงการการศึกษา ครู เป็นวงการที่ไม่มีสาขาอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้ไม่มีความคิดหลากหลาย นอกจากนั้น นโยบายส่วนใหญ่ทำให้กระทรวงศึกษาธิการกลายเป็นขนมแจกเอาใจครู เพราะครูเป็นองค์กรที่มีเครือข่ายกว้าง หากทำให้ครูพอใจก็จะได้ครูไปเป็นฐานเสียง ทำให้เกิดความเชื่อมั่นในตำแหน่งหน้าที่ของตนเอง

                  "ปัจจุบันการศึกษาของไทยไม่ใช่การป้อนอาหาร หรือตักอาหารใส่ปาก แต่คือกระบวนการเรียนรู้ ปรุงอาหาร อยากรู้อยากเห็น ทำอย่างไรให้พัฒนาดียิ่งขึ้น กระบวนการเรียนต้องเกิดขึ้น ต้องเรียนเพื่อเรียนรู้ เรียนเพื่อมีชีวิตอยู่ และทุกคนต้องช่วยกันแก้ไข" รศ.ดร.วรากรณ์กล่าว

                   ปิดท้ายด้วย "ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์" รองประธานทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า สำหรับมาตรการในการแสดงความรับผิดชอบทำได้ด้วยการเปิดเผยผลการเรียนของนักเรียนซึ่งจะทำให้โรงเรียนต้องรับผิดชอบต่อพ่อแม่มากยิ่งขึ้น โดยพ่อแม่จะมีสิทธิเลือกโรงเรียนที่ช่วยให้บุตรหลานได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ นอกจากนี้ควรมีบทลงโทษกรณีผู้บริหารโรงเรียนที่มีผลการเรียนของเด็กล้มเหลว หรือมีรางวัลให้กรณีที่ผลการเรียนของเด็กดี เพราะหากไม่มีมาตรการใดๆ กับผู้บริหารที่จัดการศึกษาล้มเหลว คนที่ถูกลงโทษจะกลายเป็นนักเรียนที่ไม่ได้รับการเรียนที่มีคุณภาพ

......................................
(ทีดีอาร์ไอเชื่อการศึกษาไทยมีหวัง หากกระจายอำนาจ-สถานศึกษามีอิสระ โดย...ชุลีพร อร่ามเนตร  )