ไลฟ์สไตล์

เทคโนโลยีสีน้ำเงิน

เทคโนโลยีสีน้ำเงิน

10 พ.ค. 2552

โลกร้อนขึ้นปฏิเสธไม่ได้ว่าสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากรถยนต์ทุกชนิดที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงจากปิโตรเลียมเป็นตัวการ คาร์บอนไดออกไซด์ที่ออกมาจากไอเสียทั้งจากน้ำมันเบนซินหรือดีเซล ตกเป็นจำเลยที่ถูกอ้างถึง น้ำมันเบนซินดูเหมือนจะใกล้จนตรอกที่จะพัฒนาเครื่องยนต์ให้ลด CO2

 หลายค่ายมุ่งบรรเทาด้วยระบบฉีดตรงเข้าห้องเผาไหม้ (Gasoline Direct Injection) ก็ถือว่าได้ผลในระดับหนึ่ง และหลายค่ายหันไปหารถยนต์พันธุ์ผสมที่เรียกกันว่าไฮบริด พร้อมกับเร่งพัฒนารถพลังไฮโดรเจนหรือฟิวเซล (FCV Fuel Cell Vehicles) เครื่องยนต์ดีเซล แม้โดยธรรมชาติของการเผาไหม้แล้วจะปล่อย CO2 ออกมาน้อยกว่าเครื่องยนต์เบนซิน แต่ NO2 ที่เป็นพิษร้ายตัวหนึ่งก็ยากที่จะกำจัดและที่สำคัญกำมะถันที่เป็นส่วนประกอบหนึ่งของน้ำมันดีเซลยังเป็นปัญหาที่ทั่วโลกออกกฎเกณฑ์มาบังคับให้ลดลงให้ได้โดยเฉพาะในกลุ่มประชาคมยุโรปหรือ งEU ที่กำหนดมาตรฐานในระดับสี่ในปัจจุบันที่จะลดกำมะถันออกไปจนเหลือศูนย์ในอนาคตอันใกล้

ก็อยากจะเอาเรื่องกำมะถันใน น้ำมันดีเซล มาบอกกล่าวกันอีกครั้งในแบบรวบรัด ว่าในน้ำมันดีเซลที่กลั่นออกมาจากน้ำมันดิบนั้นจะมีกำมะถันผสมอยู่ด้วยกำมะถันที่มีอยู่ในน้ำมันดีเซลเป็นทั้งพระเอกและผู้ร้าย กำมะถันจะมีสารหล่อลื่น อยู่ในตัวของมันเองช่วยหล่อลื่นชิ้นส่วนกลไก โดยเฉพาะในระบบน้ำมันเชื้อเพลิงของเครื่องยนต์ดีเซลเช่นปั๊มเชื้อเพลิงหัวฉีดหน้าที่นี้กำมะถันจึงเป็นพระเอก ในบทของผู้ร้ายกำมะถัน เมื่อออกมากับไอเสียของเครื่องยนต์หลังจากน้ำมันดีเซลเผาไหม้ไปแล้วจะเป็นพิษเป็นภัยต่อผู้คนและสิ่งแวดล้อม 

 จนปัจจุบันในยุโรปอยู่ในระดับยูโร 4 ของเครื่องยนต์ดีเซลที่อยู่ในระยะที่เรียกกันว่า Low sulfur และในระดับต่อไปยูโร 5 จะเป็นระดับที่เรียกว่า Sulfur free บ้านเราอยู่ในระดับยูโร 3 ตามหลังเขาอยู่เพราะการปรับปรุงกระบวนการกลั่นเพื่อกำจัดกำมะถันนั้นต้องใช้เงินมาก

 กำมะถันถูกลดลงไปสารหล่อลื่นก็ลดตามไปด้วยวัฒนาการของรถยนต์ก็เลยต้องเข้าสู่ยุคคอมมอนเรลแต่นั้นมาเพราะระบบเชื้อเพลิงดีเซลในเครื่องคอมมอนเรลนั้นไม่ต้องการสารหล่อลื่นที่มีอยู่ในน้ำมันอีกต่อไป ดูเหมือนจะไม่มีปัญหาอะไรกับการลดกำมะถันในขณะนี้   แม้ว่าเครื่องยนต์ดีเซลคอมมอนเรลจะไม่ง้อกำมะถันแต่ก็ยังมีพิษร้ายอีกตัวหนึ่งจากไอเสีย คือไนโตรเจนออกไซด์ เป็นตัวที่กำจัดหรือลดทอนได้ยากเย็นยิ่งจากผู้ผลิตเครื่องยนต์ดีเซล   เมอร์เซเดส-เบนซ์ร่วมกับค่ายบีเอ็ม ค่ายโฟล์ค หรือจะพูดได้ว่าผู้ผลิตเครื่องดีเซลในเยอรมันนีร่วมกันค้นคว้าวิจัยพัฒนาและทดสอบเพื่อที่จะลดไนโตรเจนออกไซด์จากไอเสียให้เหลือน้อยที่สุด และสุดท้ายก็มาสรุปหรือจบลงที่เทคโนโลยีที่ผู้ผลิตทั้งสามเรียกกันว่าเทคโนโลยี “บลูเทค” ถ้าจะพูดง่ายๆ ทำง่ายๆ ก็คือการฉีดปุ๋ยยูเรียที่เป็นน้ำเข้าไปในท่อไอเสีย เพื่อให้ปุ๋ยยูเรียไปทำปฏิกิริยากับไนโตรเจนออกไซด์ให้กลายเป็นไนโตรเจนและน้ำก็พูดได้ว่าไอเสียสะอาดขึ้นสมใจอยาก ปุ๋ยยูเรียที่ถูกฉีดเข้าไปจะออกฤทธิ์ออกเดชได้ตามความมุ่งหวังก็ต้องใช้กับน้ำมันดีเซลที่มีกำมะถันต่ำหรือมีน้อยที่สุด

 สามค่ายผลิตยักษ์ลงทุนลงแรงกันไปจนประสบความสำเร็จก็ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ อย่างย่อหน้าที่ผ่านมา การที่จะฉีด ยูเรีย เข้าไปนั้นต้องมีการควบคุมมีวิธีการ เช่น มีกระป๋องน้ำผสมยูเรียเพิ่มขึ้นมาอีกกระป๋องในห้องเครื่องมีตัวคุมปริมาณการฉีดปุ๋ยน้ำเข้าไปว่าฉีดเท่าไรเมื่อไรที่รอบต่ำรอบปานกลางรอบสูง เป็นเรื่องของเทคโนโลยีล้วนๆ เมื่อปุ๋ยในกระป๋องหมดจะเติมกันอย่างไร เติมปุ๋ยกันครั้งหนึ่งใช้ได้นานแค่ไหน ปุ๋ยหมดแล้วถ้าไม่เติมอะไรจะเกิดขึ้นกับเครื่องยนต์  เหล่านี้เป็นปราการด่านแรกที่สามค่ายยักษ์ฝ่าด่านได้มาเรียบร้อย ด่านต่อมาก็คือยูเรียที่ฉีดเข้าไปในท่อไอเสียนั้นจะไปทำปฏิกิริยากันตรงไหน ก็ต้องสร้างหม้อพักให้ยูเรียและก๊าซพิษผสมพันธุ์กันจนมีลูกออกมาสะอาดเอี่ยม อุปกรณ์หรือหม้อพักตัวนี้จึงถูกติดตั้งเข้าไปหน้าหม้อพักทำลายไอเสียหรือหม้อแคตหรือตัว Oxidation catalytic converter ผลที่ได้จากเทคโนโลยี Blue Tech ทำให้ได้ไอเสียสะอาด (ปลอด NO2) เมื่อไอเสียสะอาดหมายถึงเครื่องยนต์เผาไหม้ได้หมดจดมากขึ้น กำลังงานก็มากขึ้นการประหยัดเชื้อเพลิงก็เป็นผลพลอยได้ที่ตามมา เมื่อบ้านเราพัฒนา การกลั่นน้ำมันดีเซลไปถึงระดับยูโร 4 และเมื่อถึงเวลานั้น เราคงจะได้มีโอกาสใช้เทคโนโลยีสีน้ำเงินกัน ก็คงอีกไม่นานเกินรอ