
แฮ็กเกอร์ต้นกำเนิดสงครามเย็นยุคใหม่
รัฐบาลหลายประเทศยกระดับอันตรายที่มาจากโลกไซเบอร์ขึ้นเป็นภัยทางการทหาร
การปกป้องประโยชน์ของพลเมืองของรัฐกลายเป็นประเด็นแห่งความขัดแย้งระหว่างประเทศอยู่เนืองๆ ไม่เว้นแม้แต่การปกป้องประโยชน์ของประชาชนผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตที่กำลังเป็นประเด็นที่สร้างความร้าวฉานระหว่างประเทศตะวันตกกับตะวันออก ซึ่งอาจจะลุกลามกลายเป็นสงครามเย็นในโลกแห่งความเป็นจริงกันเลยทีเดียว
เค้าลางของการก่อสงครามเย็นระหว่างค่ายตะวันตกกับค่ายตะวันออกเริ่มเห็นได้ชัดเจนขึ้นในการประชุมความปลอดภัยบนโลกไซเบอร์ ที่จัดขึ้นในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ที่เชิญตัวแทนทางทหารและพลเรือนของประเทศต่างๆ ทั่วโลกมาร่วมการประชุมที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อการสร้างความร่วมมือในการรับมือกับภัยจากการโจมตีระบบคอมพิวเตอร์จากโลกอินเทอร์เน็ต
ปัจจุบันรัฐบาลหลายประเทศยกระดับอันตรายที่มาจากโลกไซเบอร์ขึ้นเป็นภัยทางการทหาร เช่นสหรัฐอเมริกา ได้ยกระดับความอันตรายดังกล่าวและถือว่าการโจมตีระบบคอมพิวเตอร์ของสหรัฐ เป็นภัยร้ายแรงระดับเดียวกับการก่อการร้าย ทั้งยังจะมีการตอบโต้โดยใช้มาตรการรุนแรง รวมทั้งการใช้กำลังทางทหารเข้าตอบโต้
แต่ในการประชุมความปลอดภัยบนโลกไซเบอร์ ณ กรุงลอนดอนนั้น ทางการจีนแสดงความไม่พอใจ และไม่ใส่ใจที่จะให้ความร่วมมือกับประเทศตะวันตกในการจัดการความปลอดภัยบนโลกไซเบอร์ โดยส่งตัวแทนภาคเอกชนเข้าร่วมการประชุมเพียงฝ่ายเดียว โดยไม่มีตัวแทนทางการทหารเข้าร่วมประชุมด้วย
ทางการจีนให้เหตุผลต่อบริษัทดีเฟนซ์ ไอคิว ผู้จัดการประชุมว่า ทางการจีนมีความสัมพันธ์ทางการทหารในระดับต่ำกับสหรัฐอเมริกา ดังนั้นการส่งตัวแทนทางการทหารเข้าร่วมประชุมครั้งนี้ที่มีสหรัฐอเมริกา และพันธมิตรเช่นอังกฤษ เป็นตัวตั้งตัวตี จึงไม่เป็นการสมควร
ขณะเดียวกันรัสเซีย อดีตขั้วอำนาจตรงข้ามกับสหรัฐอเมริกาในสงครามเย็นเมื่อครึ่งศตวรรษที่แล้ว ก็อ้างว่าไม่สามารถส่งตัวแทนเข้าประชุมได้เพราะผู้แทนประเทศไม่สามารถขอวีซ่าเข้าอังกฤษได้ทัน...
ทำให้ตัวแทนชาติตะวันตกได้แต่เจรจาระหว่างกันเองโดยไม่มีเสียงสนับสนุนจากประเทศชั้นนำทางซีกโลกตะวันออก
นักวิชาการที่เกี่ยวข้องกับการประชุมความร่วมมือป้องกันภัยจากโลกไซเบอร์ระหว่างชาติตะวันตกกับตะวันออกให้ความเห็นว่าบรรยากาศในที่ประชุมแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างด้านความคิดทางการเมืองต่อเสรีภาพและอนาคตของอินเทอร์เน็ต ท่ามกลางความขัดแย้งด้านผลประโยชน์ของพลเมืองของทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของการละเมิดลิขสิทธิ์ทางปัญญา ที่จีนและรัสเซียไม่มีทีท่าสนใจที่จะให้ความร่วมมือแม้แต่น้อย
ยิ่งเหตุการณ์ในปีที่แล้ว เมื่อมีแฮ็กเกอร์มือดีกล้าล้วงคออินทรีอเมริกัน ด้วยการเจาะระบบคอมพิวเตอร์ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา บริษัทล็อกฮีท มาร์ติน ซัพพลายเออร์ด้านอาวุธของกระทรวงกลาโหมและกองทัพสหรัฐอเมริกา บริษัทกูเกิล อิงค์ เจ้าของกิจการเสิร์ชเอนจิ้นอันดับหนึ่งของโลก ตลาดหุ้นนาสแดค และ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ
เช่นเดียวกับพันธมิตรอังกฤษที่ถูกมือดีเจาะระบบด้วยเช่นกัน
ซึ่งชาติตะวันตกต่างชี้นิ้วไปยังจีน และรัสเซียว่าเป็นต้นตอของแฮ็กเกอร์เหล่านั้น ผู้ชี่ยวชาญด้านการวางกลยุทธ์ระหว่างประเทศของสหรัฐถึงกับกล่าวโจมตีจีนว่า "กำลังทำจารกรรมข้อมูลด้านอุตสาหกรรมทุกรูปแบบเพื่อใช้ในการพัฒนาประเทศให้เท่าเทียมกับตะวันตก" และ "สิ่งที่สำคัญก็คือจีนจะสร้างมาตรฐานการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาได้รวดเร็วเท่าที่ชาติตะวันตกต้องการหรือไม่ เพื่อสร้างความเท่าเทียมด้านการใช้กฎหมายระหว่างกัน"
แต่จากท่าทีของจีนในการไม่ส่งตัวแทนทางทหารเข้าประชุม ณ กรุงลอนดอนเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทำให้เชื่อได้ว่า จีนจะยังคงไม่สนใจคำขู่ของชาติตะวันตกต่อไป และจะยังคงเดินหน้าพัฒนาอุตสาหกรรมภายในประเทศ โดยไม่สนใจสร้างมาตรฐานเพื่อป้องกันการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ที่ถือได้ว่าเป็น "หอกข้างแคร่" ในการพัฒนาอุตสาหกรรมแดนมังกร
และนั่นก็หมายความว่า สงครามเย็นระหว่างชาติตะวันตกที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นแกนนำ กับขั้วโลกตะวันออกที่มีจีนเป็นแกนนำ มีเค้าลางการก่อตัวชัดเจนยิ่งขึ้น และอาจจะทำให้โลกกลับไปสู่สภาพความตึงเครียดระหว่างสองขั้วอำนาจหลักที่วันๆ เอาแต่ขู่ว่าจะใช้อาวุธนิวเคลียร์เข้าห้ำหั่นกันเมื่อกว่า 50 ปีที่แล้วก็เป็นได้



