ไลฟ์สไตล์

หัวใจสะออน เมื่อตะวันรอนที่ภูพาน

หัวใจสะออน เมื่อตะวันรอนที่ภูพาน

12 ก.พ. 2555

ท่องไปกับใจตน : หัวใจสะออน เมื่อตะวันรอนที่ภูพาน โดย...ธีรภาพ โลหิตกุล

                 เย็นวันนั้น ความทุกข์เพราะไม่ได้ดั่งหวัง บุกเข้ายึดครองเรือนใจผมชั่วขณะ เพราะนี่คือเดือนมกราคม ฤดูกาลที่ท้องฟ้าควรจะสดใสที่สุดในรอบปี และขณะนี้เป็นเวลาราวห้าโมงเย็น ห้วงยามที่แสงสุดท้ายอันแสนจะนุ่มนวลของดวงตะวัน (ควรจะ) กำลังทาบทาผืนโลก ที่สำคัญ ที่นี่คือ อุทยานแห่งชาติภูพาน จังหวัดสกลนคร ผืนป่าแห่งความใฝ่ฝัน ที่ผมเพิ่งได้มาประทับรอยเท้าและความทรงจำเป็นครั้งแรก

                 ทว่า บนท้องฟ้ากลับมีแต่เมฆขาวโพลน และยังมีปรอยฝนโปรยปราย ภายหลังจากมีรายงานว่าพรั่งพรูลงมาแบบไม่ลืมหูลืมตาตลอดสองคืนก่อน จนสับสนอลหม่านไปหมดว่านี่มันคือฤดูไหนกันแน่? ก้มลงมองหาที่มาของเสียงกร็อบแกร็บ ขณะสองเท้าย่ำไปข้างหน้า ก็พบใบไม้แห้งร่วงหล่นทับถมกันดั่งกองศพกลางป่าใหญ่ รีบแหงนหน้าขึ้นมองยอดไม้ ต้องใจหายว่าบัดนี้เหลือเพียงลำต้นกับกิ่งก้านกำลังยืนต้นตายอย่างน่าอเนจอนาถ จำใจยกกล้องขึ้นบันทึกภาพไว้เป็นหลักฐานแห่งความเศร้าสลด ประหนึ่งหลุดหลงเข้าไปใจกลางทุ่งสังหาร

                 กระทั่ง ความไม่สมหวังทุเลาเบาบางลงขณะเดินกลับที่พัก พื้นที่ของหัวใจสะออน (เบิกบาน) พอจะรับการมาเยือนของเหตุและผล จึงนึกขึ้นได้ว่าอาการฝนตกกลางฤดูหนาว อาจไม่ใช่เพราะสภาวะโลกร้อนจนอากาศแปรปรวนเสมอไป ในเมื่อคำว่า “ฝนหลงฤดู” นั้นมีมาแต่โบราณนานเนแล้ว อีกทั้งต้นไม้ที่รายรอบอยู่เวลานี้ ก็มิได้กำลังยืนต้นตายแต่อย่างใด หากนี่คืออาการธรรมดาสามัญของ “ป่าผลัดใบ” ที่พอถึงหน้าแล้ง ก็จะพร้อมใจกันสลัดใบทิ้งหมดทั้งลำต้น เป็นแผนการอันแยบยลธรรมชาติผู้ยิ่งใหญ่ ในการให้ป่าปรับตัวเอง เพื่อดำรงยงยืนต่อไปอย่างมีอนาคต  

                 เพราะใบไม้แห้งจะเป็นเชื้อไฟอย่างดี ทำให้เกิด “ไฟป่า” ชนิดที่มีประโยชน์ ช่วยกำจัดต้นไม้ที่มีโรคและแมลง ความร้อนจากไฟยังช่วยให้ผลของต้นไม้บางชนิดโปรยเมล็ดหลุดออกมาได้ ทั้งยังช่วยเร่งการงอกของเมล็ดพืชที่มีเปลือกหนา และใบไม้ที่เปื่อยยุ่ย ก็ยังกลายเป็นปุ๋ยบำรุงดินชั้นดี จากนั้น เมื่อย่างเข้าหน้าฝน ไม้ต่างๆ ก็จะออกดอกออกใบ ไม้ชั้นล่างก็จะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้ป่าดูเขียวชอุ่มเช่นเดิม จนมีคำกล่าวว่า ไฟป่าในวงวัฏของป่าผลัดใบ คือการที่ป่า “ฟอร์แมท” (Format) ตัวเอง เหมือนคอมพิวเตอร์ของเราติดไวรัส ก็ต้องไปฟอร์แมทใหม่ ไฟป่าที่เกิดตามธรรมชาติจึงมีคุณ แต่คนที่เผาป่าเพื่อประโยชน์ตน จนป่าไม้วายวอด ต้องจับมาฟอร์แมทสมองใหม่หมด

                 แล้วถ้าสังเกตให้ดี จะเห็นไม้บางต้นที่ยังสลัดใบทิ้งไม่หมด ทำให้ทราบว่า ก่อนที่ใบจะหลุดร่วงแล้วแห้งกรอบเป็นสีน้ำตาลนั้น ใบไม้จะเปลี่ยนจากสีเขียว เป็นสีแดง ส้ม เหลือง เสียก่อน อย่างที่เรียกว่า “ป่าเปลี่ยนสี” แสนโรแมนติก ที่เป็นเช่นนี้เพราะใบไม้เปรียบเสมือนโรงอาหารของพืช มีหน้าที่รวบรวมวัตถุดิบ คือ น้ำ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และแสงแดด มาปรุงอาหารเลิศรส แล้วส่งไปเลี้ยงพืชทั้งต้น รากทำหน้าที่ดูดน้ำจากดิน ส่งผ่านท่อลำเลียงน้ำขึ้นมา ใบไม้จะเป็นตัวเก็บสะสมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และรงควัตถุสีเขียวของใบไม้ที่มีชื่อว่า “คลอโรฟิลล์” ทำหน้าที่เก็บพลังงานจากแสงแดด มาปรุงอาหาร

                 แต่คลอโรฟิลล์ไม่ได้เป็นรงควัตถุชนิดเดียวที่อยู่ในใบไม้ ยังมีชนิดอื่นๆ ที่ช่วยเก็บพลังงานแสง เช่น แคโรทีน (Carotene) สีเหลืองและสีส้ม แอนโทรไซยานิน (Anthocyanin) สีแดงและสีม่วง ซึ่งในฤดูร้อน สีเขียวของคลอโรฟิลล์จะบดบังสีอื่นๆ หมด แต่ในสู่ฤดูหนาว พืชไม่สามารถสร้างคลอโรฟิลล์ขึ้นมาทดแทน ทำให้คลอโรฟิลล์สลายตัวไป สีเขียวก็จางลง เผยให้เห็นสีเหลือง สีส้ม สีแดง และสีม่วงของแคโรทีนและแอนโทรไซยานินที่ซ่อนเอาไว้ เราจึงเห็นใบไม้หลากสีสันในฤดูใบไม้ร่วง จนกระทั่งรงควัตถุทั้งสองสลายตัวไปหมด คงเหลือไว้แต่เพียงเส้นใยเซลลูโลส และใบไม้จึงหลุดร่วงลงสู่พื้นดิน (ที่มา...กลุ่มงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้)

                  นอกจากใบไม้จะเปลี่ยนสีแล้ว ผืนป่าภูพานในเดือนมกราคม ยังมีดอกไม้สวยน่ารัก อย่าง ดอกเหียง สีชมพูสดใส ปลิดปลิวลงเกลือนกร่นบนพื้นดินปนทราย รูปลักษณ์ของดอกเหียงแลดูคล้าย เครื่องหมาย “สวัสดิกะ” ของชาวพุทธฝ่ายมหายาน ซึ่งได้รับอิทธิพลจาก “สวัสดิกะ” ของชาวฮินดู เพียงแต่หมุนกลับข้างกัน (ของฮินดูหมุนวนทางขวา ของพุทธทางซ้าย) เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์มงคล เป็นเครื่องหมายแห่งพลวัต การเคลื่อนไหว ความไม่หยุดนิ่ง ความเปลี่ยนแปลง บ้างว่าเป็นเครื่องหมายแห่งมงคล พร โชค ลาภ และอายุยืน จึงมีคนใช้ “สวัสดิกะ” (มาจากคำว่า สุ+อัสดิ+กะ) เป็นคำอวยพร ให้สุขสวัสดีมีชัย จอมเผด็จการฮิตเลอร์ใช้ “สวัสดิกะ” เป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะของเผ่าพันธุ์อารยันผู้สร้างสรรค์โลก เป็นข้ออ้างในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อื่นโดยเฉพาะชาวยิว จนชาวฮินดูต้องออกมาร้องทุกข์ว่า “สวัสดิกะ” เป็นเครื่องหมายมงคลสันติที่แพร่หลายมานาน ก่อนที่พรรคนาซีของฮิตเลอร์จะนำไปประยุกต์ใช้

                 แต่ต้นเหียงนั้น นอกจากออกดอกสดใสแล้ว ยังเป็นไม้ที่คนอีสานนิยมใช้สร้างบ้านและคอกสัตว์ มีสรรพคุณเป็นยาสมุนไพร แก้ปวดฟัน รักษาแผลในทางเดินปัสสาวะ แก้ตกขาวได้อีกด้วย

                 ป่าไม้มีคุณคณานับเช่นนี้เอง ชาวภูฏานจึงเป็นพลเมืองโลกที่มีความสุขที่สุด (จากการสำรวจอย่างเป็นทางการ) แม้พวกเขาจะยากจนติดอันดับโลกก็ตาม เพราะภูฏานรักษาป่าไม้ไว้ได้ถึง 72% ของพื้นที่ประเทศ จึงแม้จะจนเงิน แต่ทรัพยากร อาหารการกิน และยารักษาโรคที่ไม่ต้องใช้เงินซื้อหามานั้นมีเพียบ ยังไม่นับคุณภาพชีวิตดีเยี่ยม เพราะป่าไม้ช่วยให้น้ำดี อากาศดี ไร้มลพิษอีกต่างหาก

                  พูดถึงภูฏานแล้ว นึกขอบคุณ ที่บ้านเรายังมีผืนป่าอย่างภูพาน....พอให้เราชุ่มชื่นในหัวใจได้บ้าง  

...............................................
(ท่องไปกับใจตน : หัวใจสะออน เมื่อตะวันรอนที่ภูพาน โดย...ธีรภาพ โลหิตกุล)