ไลฟ์สไตล์

ไขปัญหาสุขภาพแผนจีน:ประสบการณ์จริงจากผู้ป่วย2

ไขปัญหาสุขภาพแผนจีน:ประสบการณ์จริงจากผู้ป่วย2

10 ก.พ. 2555

คอลัมน์ ไขปัญหาสุขภาพแผนจีน : ประสบการณ์จริงจากผู้ป่วย 2 : โดย ... หมอไพร

                   วันนี้มาเล่าต่อเรื่องถูกพิษสัตว์กัดต่อยแล้วจะทำอย่างไรต่อจากสัปดาห์ที่แล้ว

รายที่สอง เพิ่งพบเมื่อสิ้นเดือนมกราคมนี่เอง เป็นเพื่อนลูกสาว อายุ 30 กว่า เธอปฏิบัติธรรมอยู่ที่สถานธรรมลพบุรี ที่นั่นยังเป็นป่าค่อนข้างสมบูรณ์จึงมีสัตว์ป่ามีพิษค่อนข้างชุกชุม ก่อนหน้าที่จะมีข่าวของคุณวันชัยเสียชีวิตเพียง 3-4 วัน ลูกสาวบอกว่าเพื่อนถูกงูพิษกัด ออกจากโรงพยาบาลมา 2-3 วันแล้วยังปวดและบวมมาก วางฝ่าเท้าแล้วเจ็บปวดมากจึงยังเดินไม่ได้ เมื่อได้รับทราบก็รีบบดยาที่เคยใช้กับรายแรกไปให้ หลังจากเธอพอก 2 ครั้ง อาการต่างๆ หายไป สามารถเดินได้ตามปรกติ เป็นที่ฮือฮาของเพื่อนๆ ที่รู้ข่าวกัน รู้สึกว่าเป็นยาดีที่น่าจะมีไว้ติดตัว

                   เมื่อเธอโทรมาขอบคุณจึงได้สอบถามรายละเอียด เพื่อจะได้นำประสบการณ์นี้ไปช่วยเหลือคนอื่นต่อไป เธอเล่าว่า ระหว่างทางที่เดินไปทำวัตรที่กุฏิอีกหลังหนึ่ง รู้สึกเหมือนเหยียบเอาไม้แหลมๆ 2 อัน เจ็บแปลบที่หัวแม่เท้าซ้าย คิดว่าหนามตำ แต่เนื่องจากเป็นเวลา 1 ทุ่มแล้วฟ้ามืดจึงมองไม่เห็นว่าโดนอะไรกัด แต่เห็นเป็นรอยเขี้ยว 2 รู ปวดมากพร้อมกับบวมทันที เดินไม่ได้ ไม่นานอาการปวดวิ่งขึ้นไปที่เข่า และขาหนีบด้านซ้าย ใช้เวลา 40 นาทีส่งถึงโรงพยาบาล ตอนนั้นรู้สึกเริ่มปวดที่รักแร้ทั้งขวาและซ้าย แต่ข้างซ้ายหนักกว่า ตรงหลังเท้า ฝ่าเท้าบวมตุ่ย จากนั้นอาการบวมค่อยๆ ลามไปถึงน่อง รู้สึกขาชาและเย็นเฉียบ ปวดมาก แต่พอทนได้ รอบๆ รอยเขี้ยวโดนกัดแรกๆ จะแดงแป๊ด พอผ่านไประยะหนึ่งกลายเป็นเขียวคล้ำ ถ้ามือลูบไปโดนจะเสียวแปลบเหมือนไฟช็อต จนไม่กล้าโดนอะไร เท้ากระดิกไม่ได้ เดินไม่ได้ แต่ยังมีสติ ไม่ง่วง

                   หมอฉีดยาแก้ปวด ตรวจเลือด ผลเลือดปรกติ เฝ้ารอดูอาการอยู่ที่โรงพยาบาล 3-4วัน อาการบวมลดลงบ้าง หมอบอกว่า อาจเป็นงูพิษหรือตะขาบกัด แล้วให้ออกมาพักเฝ้าดูอาการที่บ้าน ผ่านไป 2 วันแล้ว ขาซ้ายยังปวด เดินไม่ได้ ขาชาและเย็นเฉียบ จึงโทรมาปรึกษาลูกสาวว่ามียาจีนอะไรช่วยได้บ้าง จึงบดยาตำรับที่ใช้กับเพื่อนไปให้ เธอผสมน้ำพอกหนาเต็มฝ่าเท้าหลังเท้าไว้ทั้งคืน พอกไม่นานรู้สึกขาอุ่นขึ้น เหมือนมีเลือดวิ่ง อาการปวดถูกลดมารวมศูนย์ที่รอยเขี้ยว วันรุ่งขึ้นเจ็บปวดน้อยลง ปลายนิ้วเท้าสามารถจับต้องได้ไม่ช็อตเหมือนก่อน

                   พอจะเอายาเก่าออก พอกใหม่ มันแข็งเอาออกยากมาก เลยต้องเอาเท้าแช่น้ำให้ยานิ่มจากนั้นค่อยๆ แงะออก ปรากฏว่า เท้าบวมน้อยลง เจ็บน้อยลง สามารถเหยียบด้วยสันเท้าด้านนิ้วก้อยได้ บริเวณรอบเขี้ยวที่ถูกกัดไม่เขียวคล้ำแล้ว แต่กลวงเหมือนลูกโป่งแฟบ ไม่มีกล้ามเนื้อเลย คาดว่าการที่เอายาที่พอกออกยากอาจเป็นเพราะยายังมีฤทธิ์อยู่ ยังสามารถดูดพิษได้ แสดงว่าพิษในร่างกายยังออกไม่หมด

                   จึงผสมยาพอกอีกครั้ง หนนี้พอก 2 วันติดกันจึงเอาออก ครานี้เอาออกง่าย อาการเจ็บปวดหายไป วางเท้าลงพื้นได้สนิท เดินได้ หายเป็นปลิดทิ้ง

                   เป็นที่น่าสังเกตว่า เมื่อถูกกัดแล้วอาการไม่หนักมากเช่นนี้อาจเพราะสัตว์ที่กัดต่อยมีพิษไม่มาก หากเป็นงูที่มีพิษมาก ถ้าไม่ใช้ผ้ารัดเหนือแผลเพื่อสกัดพิษให้เข้าสู่หัวใจช้าลงบ้าง หากสามารถกรีดเอาเลือดบริเวณนั้นออกได้ยิ่งดี บางคนใช้ปากดูดพิษออก แต่อันตรายมาก ถ้าปากมีแผล คนดูดจะได้รับพิษเสียเอง ถ้ามีขวดปากกว้าง ให้ใช้แอลกอฮอล์ลนแล้วครอบเหมือนครอบแก้ว เพื่อช่วยดูดเลือดออก ก็จะช่วยได้ดีวิธีหนึ่ง ดังนั้น วิชาอนุกาชาด ลูกเสือในสมัยเด็ก ในการช่วยด่วนคนที่ถูกงูพิษกัด ไม่ควรลืมที่จะนำมาใช้ในภาวะเช่นนี้

 

 ..............

(หมายเหตุ : คอลัมน์ ไขปัญหาสุขภาพแผนจีน : ประสบการณ์จริงจากผู้ป่วย 2 : โดย ... หมอไพร)