ไลฟ์สไตล์

ปมขัดแย้งตั้ง บอร์ดบัตรทอง

ปมขัดแย้งตั้ง บอร์ดบัตรทอง

10 ก.พ. 2555

ปมขัดแย้งตั้ง บอร์ดบัตรทอง'อำนาจ ขุมทรัพย์ และฐานเสียง โดย...พวงชมพู ประเสริฐ

                      เป็นเวลากว่า 6 เดือนนับจากคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(บอร์ดสปสช.)ชุดเดิมหมดวาระเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2554 แต่จนถึงขณะนี้บอร์ดชุดใหม่ก็ยังไม่คลอดนโยบายใดที่เกิดประโยชน์ต่อผู้ใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ที่เรียกกันติดปากว่า “บัตรทอง” จำนวน 48 ล้านคน เป็นเช่นนี้อันเนื่องมาจากบอร์ดในสัดส่วนเอ็นจีโอ คัดค้านมติการสรรหาและแต่งตั้งบอร์ดในสัดส่วนผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 7 คน จนนำมาสู่การฟ้องศาลปกครองให้ยกเลิกมติดังกล่าวด้วยเหตุขัดต่อกฎหมาย เพราะในวันที่บอร์ดมีมติแต่งตั้งนั้น บอร์ดสัดส่วนเอ็นจีโอไม่เข้าร่วม การประชุมจึงไม่ครบองค์ ไม่เป็นไปตามที่ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 กำหนด

                       ทำไม? การแต่งตั้งบอร์ดสัดส่วนผู้ทรงคุณวุฒิจึงมีความสำคัญ กระทั่งเกิดแรงคัดค้านรุนแรงจากบอร์ดฝ่ายเอ็นจีโอ นั่นเพราะในจำนวนบอร์ดทั้งหมด 30 คน มีเพียงสัดส่วนของเอ็นจีโอ 5 คน และผู้ทรงคุณวุฒิเท่านั้นที่พอจะสอดแทรกคนของฝ่ายตนเข้ามาได้ อีก 18 คนนั้นถูกกำหนดโดยบทบาทหน้าที่คือ รมว.สาธารณสุข ปลัดกระทรวงต่างๆ ผู้แทนสภาวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง และผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งในสัดส่วนของเอ็นจีโอกฎหมายกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าให้เอ็นจีโอคัดเลือกกันเอง จึงเป็นเรื่องยากที่ฝ่ายการเมืองจะเข้าไปแตะต้อง ทว่า คนในแวดวงสาธารณสุขว่ากันว่าบอร์ดสายเอ็นจีโอก็เป็นมิตรรักกับกลุ่มแพทย์ที่บุกเบิกระบบหลักประกันฯ หรือ กลุ่มขั้วอำนาจเก่า ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการบริหารและกำหนดทิศทางบัตรทองมาตลอด 10 ปี

                       การนั่งเป็นบอร์ดแบบหัวเดียวของ วิทยา บุรณศิริ รมว.สาธารณสุข ในฐานะประธานบอร์ด ทำให้ยากที่จะเป็นผู้กุมบังเหียนคุมบัตรทอง ขณะเดียวกันผู้แทนฝ่ายให้บริการที่มีเพียงนายกแพทยสภาและปลัดสธ.ก็แทบจะไม่มีปากเสียงในการคัดค้านนโยบายที่ถูกชงเข้าบอร์ดโดยกลุ่มขั้วอำนาจเก่า แม้บางเรื่องอาจจะส่งผลกระทบต่อแพทย์ บุคลากรสาธารณสุขและสถานพยาบาล การพยายามสร้าง กลุ่มขั้วอำนาจใหม่ ขึ้นมาต่อกรกับขั้วเดิม จึงไม่แปลกที่จะเกิดการประสานมือจากหลายๆ ฝ่าย

                       ยิ่งเห็นได้ชัดในการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการอีก 13 ชุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลือกปลัดสธ.เป็นประธานคณะอนุกรรมการยุทธศาสตร์ และประธานคณะอนุกรรมการพัฒนาสิทธิประโยชน์และระบบบริการของ สปสช. ที่เคยเป็นตำแหน่งเดิมของนพ.วิชัย โชควิวัฒน (ปัจจุบันเป็นหนึ่งในบอร์ดสายเอ็นจีโอ) และ นพ.สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ และคณะอนุกรรมการอื่นๆ ที่ส่วนใหญ่เป็นผู้บริหารฝ่ายสธ. เท่ากับเป็นการพลิกขั้ว อำนาจอย่างชัดเจน

                       การสูญเสียอำนาจ และ การพยายามสร้างอำนาจ จึงเป็นเหตุผลหลักในการ "คัดค้าน" และ "เดินหน้า" แต่งตั้งบอร์ด คงมิใช่เป็นการปูทางนำไปสู่การล้มหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าอย่างที่บางฝ่ายกล่าวอ้าง เนื่องจากทราบกันดีว่าโครงการหลักประกันฯ เป็นนโยบายสำคัญที่สุดที่ทำให้พรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งแบบถล่มทลายเมื่อ 10 ปีก่อนภายใต้นโยบายหาเสียง “30 บาทรักษาทุกโรค” หากคิดจะมาล้มในยุคสมัยพรรคเพื่อไทย พรรคการเมืองร่วมอุทธรณ์ก็เท่ากับขุดหลุมฝังตัวเอง

                       เป็นการดีหากบอร์ดมีความสมดุลระหว่างผู้ให้กับผู้รับบริการ และไม่ให้เกิดการผูกขาดของอำนาจกำหนดทิศทางบัตรทอง อย่างที่เป็นมา แต่สิ่งที่ “วิทยา” พลาดอย่างยิ่งอยู่ที่การเห็นชอบกับการแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิบางคนเข้ามานั่งในบอร์ด ดังเช่นที่แพทย์ชนบท ระบุ นพ.ประดิษฐ์ สินธวณรงค์ กรรมการผู้จัดการบริษัทเดคคอร์มาร์ท จำกัด นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เครือแสนสิริ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิด้านแพทย์แผนไทย น.อ.นพ.อิทธิพร คณะเจริญ รองเลขาธิการแพทยสภา เป็นผู้ทรงคุณวุฒิด้านสังคม นพ.พินิจ หิรัญโชค อดีตผู้อำนวยการ รพ.นครปฐมและหุ้นส่วนเจ้าของ รพ.สนามจันทร์ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิด้านการแพทย์ทางเลือก

                       สังคมตั้งคำถามทันทีว่า เป็นการ "เอื้อประโยชน์" ให้กลุ่มแพทย์พาณิชย์ โดยเฉพาะจากงบเหมาจ่ายรายหัว ซึ่งในปี 2555 กำหนดไว้ที่ 2,755 บาทต่อคนต่อปี เมื่อคูณจำนวน 48 ล้านคน ประมาณ 1.322 แสนล้านบาท แม้จะถูกหักเป็นค่าเงินเดือนบุคลากรสาธารณสุขจำนวนหนึ่ง ก็ยังเป็นจำนวนนับแสนล้านบาท ฝ่ายคัดค้านจึงเกรงว่าอาจจะมีการกำหนดเพิ่มค่ารักษาพยาบาล เพื่อให้เม็ดเงินตกถึงสถานพยาบาลมากขึ้น โดยเฉพาะโรงพยาบาลเอกชน

                       การมีพวกเป็นเสียงข้างมากในบอร์ดบัตรทอง ย่อมหมายถึงการได้มาซึ่งอำนาจในการกำหนดนโยบายและอำนาจการบริหารกองทุนที่มีเม็ดเงินนับแสนล้านบาท ฝ่ายการเมืองย่อมอยากที่จะสร้างขั้วอำนาจใหม่(ของตนเอง) เพื่อง่ายต่อการขับเคลื่อนนโยบายบัตรทอง ให้เป็นไปตามที่พรรคหรือรัฐบาลต้องการ โดยมีเป้าหมายอยู่ที่คะแนนเสียงเลือกตั้ง 48 ล้านเสียงของจำนวนผู้ใช้สิทธิบัตรทอง 

                       บทสรุปของเรื่องนี้ บอร์ดบัตรทองควรมีความสมดุลที่เหมาะสมระหว่างผู้ให้บริการกับผู้รับบริการ มิใช่สร้างสิทธิประโยชน์ผู้ป่วย จนกระทบสิทธิผู้รักษา และเกิดปัญหาทั้งระบบสาธารณสุข โดยเฉพาะต่อระบบการเงินการคลังของหน่วยบริการอย่างที่เป็นมา ขณะเดียวกันไม่ควรอย่างยิ่งที่ผู้มีบทบาทภาคเอกชนหรือผู้ที่มีสายสัมพันธ์เชื่อมโยงจะเข้ามานั่งในบอร์ดบัตรทอง

                       เหนืออื่นใด บอร์ดนี้ การเมืองควรยุ่งให้น้อยที่สุด !!!

 

........................................

(ปมขัดแย้งตั้ง บอร์ดบัตรทอง'อำนาจ ขุมทรัพย์ และฐานเสียง โดย...พวงชมพู ประเสริฐ)