
'เอเฟท'สนองนโยบายรัฐบาล
'เอเฟท'สนองนโยบายรัฐบาล งัด2มาตรการรับมือ'จำนำข้าว' โดย...สุรัตน์ อัตตะ
แม้การส่งออกผลิตผลทางการเกษตรโดยรวมในปี 2554 จะมีมูลค่ามากกว่า 1.5 ล้านล้านบาท หรือ คิดเป็นร้อยละ17 ของมูลค่าผลิตภัณฑ์รวมของประเทศและตกอยู่ในประเทศกว่าร้อยละ 80 ซึ่งต่างจากสินค้าอุตสาหกรรมและบริการที่ตกอยู่ในประเทศเพียงร้อยละ 30 เท่านั้น ทว่าจากราคาที่ผันผวนของสินค้าเกษตร ทำให้รัฐได้ตระหนักถึงความจำเป็นที่จะสร้างเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้ได้ราคาที่เป็นธรรม
ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย หรือเอเฟท จึงเป็นมาตรการหนึ่งที่รัฐบาล ภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญ โดยประกาศเป็นนโยบายแถลงต่อรัฐสภาว่าได้ส่งเสริมสนับสนุนการสร้างเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร โดยใช้กลไกของเอเฟทเพื่อช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพในโครงการรับจำนำสินค้าเกษตร
"การนำสินค้าเกษตรในโครงการรับจำนำเข้ามาซื้อขายในเอเฟทจะเป็นการส่งเสริมกิจกรรมของเอเฟทตามที่ได้ระบุไว้ในนโยบายรัฐบาลและจะช่วยพัฒนากลไกตลาดที่เป็นจริง ซึ่งจะช่วยให้ผู้เกี่ยวข้องมีความมั่นใจในการค้าข้าวในเอเฟทมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยสนับสนุนตลาดข้าวทั้งในและต่างประเทศที่สำคัญยังได้ราคาอ้างอิงที่สมเหตุสมผลสามารถลดความเสียหายต่อโครงการรับจำนำข้าวได้ ทั้งยังสามารถยกระดับราคาได้อีกด้วย
ประสาท เกศวพิทักษ์ ประธานคณะกรรมการตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทยหรือเอเฟท กล่าวถึงการสร้างเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร โดยใช้กลไกของเอเฟท ซึ่งเอเฟทได้เตรียมความพร้อมที่จะนำข้าวในโครงการรับจำนำมาจำหน่ายในเอเฟทมาตั้งแต่เดือนกันยายน 2554 เมื่อทราบว่ารัฐบาลมีโครงการรับจำนำข้าวแน่นอน โดยการระบายข้าวผ่านเอเฟทนั้นได้มีการเสนอการระบายออกเป็น 2 ระบบคือการประมูลแบบเบสิกและการซื้อขายข้าวขาวแบบปรกติ ที่เอเฟทได้เปิดดำเนินการอยู่แล้ว หรือที่เรียกว่า สัญญาซื้อขายข้าวขาว 5% (BWR5)
"การประมูลแบบเบสิกคือการประมูลที่ทราบถึงคุณภาพและค่าขนส่งที่จะเกิดขึ้นกับผู้ประมูล ดังนั้นก็จะมีส่วนเพิ่มหรือส่วนลดแล้วแต่กรณี เช่น เอเฟทหรือคลังสินค้าประกาศจะขายข้าวที่โกดังหรือคลังสินค้า A ปรากฏว่าผู้ประมูล ก ตรวจสอบคุณภาพแล้วทราบว่าข้าวมีคุณภาพดีกว่า มาตรฐานที่มีการกำหนดซื้อขายในเอเฟทและมีค่าใช้จ่ายในการขนส่งข้าวต่ำมาก เพราะอยู่ใกล้โกดังโรงสีของตนเองก็อาจเสนอซื้อข้าวเป็นเบสิกเท่ากับ+0.20 หรือ 1.00 บาทต่อกิโลกรัมก็ได้"
ประธานเอเฟทอธิบายต่อว่า ดังนั้นราคาข้าวส่วนที่จะส่งมอบเดือนมีนาคมที่กิโลกรัมละ 12.00 บาทก็จะเป็นราคา 12.00 บาท+0.20 หรือ 1.00 บาท แต่ผู้ประมูล ข พิจารณาว่าข้าวในคลังสินค้าเป็นไปตามมาตรฐานการซื้อขายของเอเฟท แต่ยังได้เปรียบในด้านขนส่ง อาจจะเสนอซื้อเท่าราคาล่วงหน้าคือ 12.00 บาท ถ้าเป็นดังนี้ นาย ก ก็จะเป็นผู้ชนะการประมูล เนื่องจากให้ราคาเบสิกที่สูงกว่า ดังนั้นการซื้อขายเบสิกจึงเป็นการซื้อขายที่กำหนดราคาตามเบสิกของการคำนวณส่วนเพิ่มหรือส่วนลดจากราคาซื้อขายล่วงหน้า
ส่วนการซื้อขายข้าวขาวปรกตินั้น เอเฟทได้เปิดดำเนินการอยู่แล้วหรือที่เรียกว่า สัญญาซื้อขายข้าวขาว 5% (BWR5) คือการซื้อขายข้าวขาว 5% ตามคุณสมบัติและข้อกำหนดของเอเฟท ซึ่งในการซื้อขายวิธีนี้ผู้รับผิดชอบโครงการรับจำนำจะต้องแจ้งจำนวนข้าวที่มีคุณสมบัติตามข้อกำหนดแก่เอเฟท โดยจะมีการกำหนดเขตโซนของคลังสินค้าที่จะส่งมอบข้าวเพื่อประกาศให้ผู้เข้าประมูลได้ทราบถึงสถานที่เพื่อการคำนวณค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นจากการขนย้าย
"วิธีนี้ต่างจากวิธีแรกคือผู้ประมูลไม่ต้องประเมินคุณภาพข้าวเอง แต่เอเฟทจะรับผิดชอบในเรื่องคุณภาพข้าว ซึ่งทั้ง 2 วิธีนี้ เอเฟทได้เคยดำเนินการมาแล้ว ผมยืนยันว่าขณะนี้เอเฟทมีความพร้อมที่จะรองรับการนำข้าวจากโครงการรับจำนำข้าวอย่างน้อยเดือนละ 3 แสนตันได้อย่างแน่นอน และเชื่อว่าผลจากการนำข้าวเข้ามาซื้อขายในเอเฟทจะเกิดประโยชน์โดยรวมต่อเกษตรกรและตลาดข้าวของประเทศด้วย" ประสาทกล่าวย้ำ
ดังนั้นจากการนำข้าวเข้ามาซื้อขายในเอเฟทนอกจากจะสามารถยกระดับราคาสูงกว่าราคาตลาดแล้ว ยังมีราคาอ้างอิงในการระบายสินค้าข้าว ซึ่งจะเป็นมาตรการสำคัญในการพัฒนาตลาดข้าวไทยให้แข่งขันในตลาดโลกได้
......................................
('เอเฟท'สนองนโยบายรัฐบาล งัด2มาตรการรับมือ'จำนำข้าว' โดย...สุรัตน์ อัตตะ)



