
คุณค่า5ประการแห่งเฟซบุ๊กยุคเข้าตลาดหุ้น
คุณค่า 5 ประการแห่งเฟซบุ๊กยุคเข้าตลาดหุ้น เพื่อระดมทุน 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.5 แสนล้านบาทเข้าสู่บริษัท
กลายเป็นประเด็นสุดฮอตในโลกตลอดช่วงสัปดาห์นี้ เมื่อนายมาร์ก ซักเกอร์เบิร์ก ตัดสินใจนำกิจการ "เฟซบุ๊ก" เข้าตลาดหุ้นวอลสตรีท โดยเสนอขายหุ้นจำหน่ายแรกเริ่มแก่ประชาชน (หุ้นไอพีโอ) เพื่อระดมทุน 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.5 แสนล้านบาทเข้าสู่บริษัท
มูลค่าการขายหุ้นไอพีโอของเฟซบุ๊กกลายเป็นหุ้นไอพีโอในกลุ่มอุตสาหกรรมไอทีที่มีราคาสูงสุดในบัดดล แซงตำแหน่งหุ้นไอพีโอของกูเกิล ที่ออกจำหน่ายเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2547 ที่เคยมีราคาสูงสุดที่ 1,900 ล้านดอลลาร์ไปหลายเท่าตัว
แม้ข่าวการนำเฟซบุ๊กเข้าตลาดหุ้นจะเริ่มมีกระเส็นกระสายออกมาตั้งแต่กลางปีที่แล้ว แต่บรรยากาศของการ "เตรียมตัว" กับ "การออกจำหน่ายจริง" นั้นมีความตื่นเต้นและน่าสนใจต่างกันลิบลับ
และแน่นอนว่าการดำเนินกิจการของเฟซบุ๊กที่มีประชากรสมาชิกทั่วโลก 800 ล้านคนในปัจจุบัน และจะขยายตัวขึ้นเป็น 1,000 ล้านคนในเดือนสิงหาคมปีนี้ จะต้องเปลี่ยนไปด้วย จากเดิมที่ทีมงานของเฟซบุ๊กต้อง "ดูแล" สมาชิกเพื่อเพิ่มจำนวนสมาชิกใหม่ๆ เข้ามา ไปสู่การ "เอาใจ" นายทุนเจ้าของหุ้นที่เป็นเจ้าของหุ้นเฟซบุ๊กในตลาดหลักทรัพย์แทน
พูดง่ายๆ ก็คือ กิจการของเฟซบุ๊กจะเน้นการ "สร้างกำไร" ตอบแทนนักลงทุนให้ได้สูงสุดตามหลักธรรมาภิบาลของบริษัทมหาชนนั่นเอง
พร้อมๆ กับการนำหุ้นไอพีโอของเฟซบุ๊กออกจำหน่ายในตลาดหุ้นวอลสตรีท ในกรุงนิวยอร์ก นายมาร์ก ซักเกอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้ง และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของเฟซบุ๊ก ก็ได้ประกาศแผนการสร้างคุณค่าตามหลัก 5 ประการของเฟซบุ๊ก
เริ่มต้นจากการ "มุ่งมั่นกำจัดปัญหา" (Focus On Impact) เพื่อลดการเสียเวลาแก้ปัญหาใหม่ๆ ที่จะตามมาจากปัญหาเดิมๆ ต่อด้วย "ก้าวย่างอย่างรวดเร็ว" (Move Fast) เพื่อรักษาความเป็นผู้นำในตลาดด้วยการเรียนรู้ความต้องการใหม่ๆ และสร้างนวัตกรรมออกมาอย่างรวดเร็ว โดยใช้ความ "กล้าตัดสินใจ" (Be Bold) เข้าประกอบการก้าวไปสู่สิ่งใหม่ๆ ในอนาคต และ "เปิดกว้าง" (Be Open) เพื่อให้มวลสมาชิกสามารถเข้าถึงข่าวสาร ข้อมูลต่างๆ โดยไม่ติดขัด เป็นไปตามปรัชญาของเฟซบ๊กที่ว่า "ยิ่งโลกเปิดกว้างเท่าใด ก็เป็นโลกที่ดีขึ้นเท่านั้น"
ท้ายสุด นายซักเกอร์เบิร์กย้ำหลักการประการสุดท้ายของบริษัทคือการ "สร้างคุณค่าสังคม" ด้วยการเปิดโลกให้กว้างขึ้นสำหรับสมาชิกแต่ละคน เพื่อที่จะได้ติดต่อกันได้อย่างสะดวก โดยไม่มีพรมแดนใดๆ มาขวางกั้น ซึ่งหลักการนี้เป็นปรัชญาพื้นฐานที่สร้างให้เฟซบุ๊กเป็นที่ยอมรับในสังคมโลกตั้งแต่แรกเริ่มนั่นเอง
ปัญหาสำคัญคือว่าคำพูดสวยหรูที่ซักเกอร์เบิร์กกล่าวไว้ในช่วงการนำหุ้นไอพีโอเข้าตลาดหุ้น จะเป็นจริงได้มากเพียงใด ในโลกที่สื่อโซเชียลมีเดียกลายเป็น "ศัตรู" ของความมั่นคงของบางประเทศ รวมทั้งสหรัฐอเมริกา ที่นับวันจะ "จุ้นจ้าน" ในสังคมออนไลน์มากขึ้นๆ
เฟซบุ๊กจะต้องรักษาความเป็นกลางในการเป็นสื่อโซเชียลมีเดียที่อุทิศพื้นที่ให้แก่ประชากรโลกได้แลกเปลี่ยนความรู้สึกระหว่างกัน และต้องหาเงินจากการโฆษณา หรือวิธีอื่นๆ เพื่อเอาใจนักลงทุนในตลาดหุ้น ทั้งยังต้องรับมือกับการรุกรานของรัฐบาลในประเทศต่างๆ ไม่เว้นแม้สหรัฐอเมริกาที่อ้างว่าเป็นดินแดนเสรี ที่ต้องการจะเข้ามาตรวจสอบพฤติกรรมผู้ใช้งาน และทำให้ปรัชญาพื้นฐานของเฟซบุ๊กต้องมัวหมองลงไป
นับเป็นงานใหญ่ที่หนุ่มซักเกอร์เบิร์กจะต้องจัดการบริหารให้ "ลงตัว" มากที่สุด มิเช่นนั้นเฟซบุ๊กอาจจะ "ดับ" กลางอากาศก็เป็นได้



