ไลฟ์สไตล์

สนามเรื่องสั้น-สั้น:นักลาดตระเวน

สนามเรื่องสั้น-สั้น:นักลาดตระเวน

05 ก.พ. 2555

สนามเรื่องสั้น-สั้น : นักลาดตระเวน : โดย...เรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์

                พวกเราพากันบุกป่าฝ่าดงเข้าไป ในยามบ่ายแก่ๆ ที่แสงแดดเป็นสีดอกทานตะวัน เนื้อตัวและเสื้อผ้าชุ่มโชกและมอมแมมด้วยเหงื่อไคล ต่างก็กระชับปืนยาวไว้ตลอดเวลา และค่อยๆ วางเท้าในแต่ละก้าวย่างอย่างแผ่วเบาที่สุด ทุ่งหญ้าคอมมิวนิสต์ที่สูงท่วมหัวและแห้งกรอบทำให้ยากแก่การที่จะรุกคืบเข้าไปอย่างเงียบเชียบ

                เสียงหัวใจเต้นรัวแรงและเสียงหอบหายใจ ทำให้ผองเราแลคล้ายกับสัตว์ป่า เสียงเหล่าสกุณาเริงร้อง เบื้องหน้าของพวกเราไม่ถึงหนึ่งร้อยก้าวเดินคือผืนป่ารกครึ้ม ผมในฐานะหัวหน้าชุดลาดตระเวนได้ส่งสัญญาณมือให้พวกเราหยุดการรุกลงชั่วครู่ และออกคำสั่งให้ทุกคนมอมหน้าตาและเนื้อตัวด้วยฝุ่นดินและขี้เถ้าที่หาได้ในบริเวณนั้น พร้อมกับการเตรียมพร้อมอาวุธปืนประจำกาย ก่อนที่เพื่อนบางคนจะสะดุ้งโหยงสุดตัว เมื่อได้ยินเสียงปืนใหญ่ดังขึ้นในพื้นที่ไม่ห่างไกลนัก ขณะที่อีกหลายคนส่งเสียงหัวเราะขบขัน จนผมต้องออกปากปราม

                สายลมขบวนหนึ่งที่พัดผ่านทุ่งหญ้า ได้ก่อความหลอนลวงขึ้นเบื้องในจิตใจของพวกเรา เสียงแกรกกรากกรูกราวนั้น ราวกับกองกำลังของฝ่ายตรงข้ามกำลังบุกตะลุยจู่โจมกันเข้ามา ทำให้เกิดความขนพองสยองเกล้า และเย็นเยียบตลอดแนวสันหลัง แต่พวกเราก็กลบเกลื่อนอาการเหล่านี้ได้อย่างรวดเร็ว รวดเร็วพอกันกับสายลมวายป่วงขบวนนั้น

                ภารกิจนี้จะต้องสำเร็จลุล่วงก่อนที่ค่ำคืนจะมาถึง ในขณะที่พวกเราต่างก็หิวกระหายและเหนื่อยล้า ปากคอแห้งผาก ท้องร้องคร่ำครวญ ไม่เห็นวี่แววของแหล่งน้ำใดๆ ทั้งไม่มีลูกผลของไม้ต่างๆ ให้เก็บกินพอประทัง

                ชาติสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ผมขับเน้นเสียงออกมา เรียบแต่ลึก และพยายามข่มกลั้นความรู้สึกขบขันที่แล่นขึ้นมาเป็นระลอกๆ เพราะดวงตาขลาดขาวในดวงหน้าที่ถูกมอมด้วยเถ้าดินนั้นช่างแลดูคล้ายกับดวงตาของเด็กๆ เด็กๆ ที่ควรจะอาบน้ำอาบท่า กินอาหารเย็น ทบทวนตำราเรียน และรอเวลาที่จะเข้านอน ไม่ใช่ดวงตาของผู้ที่พร้อมจะเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่ป่าดงรกทึบนี่สักหน่อย

                ก่อนหน้านี้ผมได้รับรายงานจากหน่วยข่าวว่า ได้มีกองกำลังของฝ่ายตรงข้ามเข้ามาตั้งฐานอยู่ในป่าแห่งนี้ พวกคอมมิวนิสต์ พวกบ่อนทำลายชาติ ดูสิ ดูต้นหญ้าวัชพืชเลวร้ายพวกนี้ยังถูกตั้งชื่อตามฝักฝ่ายของคนเลวร้ายเหล่านั้น ต้นหญ้าที่เติบโตและแผ่ขยายออกไปอย่างรวดเร็ว บุกรุกและกลบกลืนเหล่าพืชพรรณพื้นถิ่นไปเสียสิ้น

                บ่ายคล้อยลงเต็มที ขณะที่ผมออกคำสั่งเคลื่อนกองกำลังไปข้างหน้า หูของผมแว่วยินเสียงของเพื่อนบางคนกระซิบกระซาบ มึงว่าหน้าตาของพวกคอมมิวนิสต์นี่มันเป็นยังไงวะ กูว่าหน้าตาเหมือนพ่อมึงนั่นแหละ ไอ้เหี้ยถามออกมาได้ และผมได้จุ๊ปากปรามพวกเขา ก่อนที่ความเหนื่อยล้าและความโมโหหิวจะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างพังลง

                ดงป่าต้อนรับพวกเราด้วยความเย็นเยียบและเงียบงัน เหล่านกรู้ทั้งหลายต่างพากันเงียบเสียง ฤดูฝนเคลื่อนใกล้เข้ามาทุกขณะ จนผมไม่แน่ใจว่าเสียงคำรนคำรามที่ได้ยินอยู่ไกลๆ นั้นคือเสียงของฟ้าหรือว่าเสียงของการรบพุ่ง พวกเราพยายามก้าวย่างอย่างเงียบเชียบในบริเวณพื้นที่ซึ่งเป็นพุ่มพงรกเรื้อ ครั้นเมื่อล่วงเข้าพื้นที่อันว่างโล่ง พวกเราต่างก็หมอบลงกับพื้นซึ่งเป็นมวลใบไม้เปื่อยเน่าแล้วค่อยๆ คืบคลานไป ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อป้องกันการมองเห็นของฝ่ายตรงข้าม แขนขาของพวกเราถูกหนามไหน่เกี่ยวรั้งจนเลือดไหลซิบ และผมรู้สึกว่าอาวุธปืนที่กุมถือไว้มันเริ่มหนักขึ้นในทุกขณะจิต พวกเพื่อนๆ ก็คงจะรู้สึกเช่นเดียวกัน เพราะผมได้ยินบางคนสบถออกมา เอาเหล็กโคตรพ่อโคตรแม่อะไรของมันมาทำวะ ถึงได้หนักชิบ แม้ว่าจะเหนื่อยล้าอย่างถึงที่สุด แต่พวกเราก็อดไม่ได้ที่จะไม่หัวเราะออกมา ลืมกฎกติกาลงเสียชั่วขณะ

                เพียงชั่วไม่นานนัก แสงแดดก็เลือนหายไปจากครรลอง ผืนป่าจึงดูเปลี่ยวร้างและลึกลับขึ้นอีกอักโข นกบางชนิดกู่ร้องดังวังเวงไปทั่วไพร เสียงกิ่งไม้หักร่วงทำให้พวกเราเสียวสันหลังวาบ หันหน้ามาสบตากันเลิ่กลั่ก กลิ่นควันไฟคล้ายกลิ่นการเผาศพเจืออยู่ในอากาศขมุกขมัว เมื่อเห็นท่าไม่ดี ผมจึงทำสัญญาณด้วยการชูกำปั้นขึ้นตรงหน้า เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความพร้อมที่จะสู้ต่อไป แต่กว่าที่พวกเขาจะชูกำปั้นขึ้นมา มันก็กินเวลาไปหลายอึดใจทีเดียว

                กองกำลังของพวกเราถูกหน่วยเหนือออกคำสั่งห้ามใช้วิทยุสื่อสารอย่างเด็ดขาด ถ้าหากว่าไม่เข้าตาจนอย่างถึงที่สุด ด้วยพวกเขาเกรงว่าจะเสียลับให้กับฝ่ายตรงข้ามที่คอยเฝ้าดักฟังคลื่นสัญญาณวิทยุนั่นเอง

                พวกเราล้วนเป็นทหารหนุ่มโสด ดังนั้นจึงไม่มีลูกเมียให้ต้องคอยห่วงกังวล แต่พวกเราก็ยังอดที่จะคิดถึงพ่อแม่และพี่น้องไม่ได้ และยังรวมไปถึงหญิงสาวบางคนที่เราเฝ้าหมายปองอยู่เงียบๆ นั่นอีก ครั้นเมื่อพวกเราตั้งท่าจะอ่อนไหวไปกับกระแสนึกคิดเหล่านี้ อย่างฉับพลันทันใด เสียงของพวกผู้บังคับบัญชาก็จะก้องดังขึ้นในจิตสำนึกผิดชอบชั่วดี ทหารหาญที่รัก พวกท่านจงตระหนักไว้เสมอว่าชาติสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด

                ดังนั้นพวกเราจึงกัดฟันรุกคืบต่อไป ในท่ามกลางแสงสนธยาอันเปล่าเปลี่ยวและน่าหวาดสะพรึง ผมเฝ้าครุ่นคิดขณะย่ำย่างไปอย่างแผ่วเบา ป่านนี้กองกำลังฝ่ายตรงข้ามกำลังทำอะไรกันอยู่นะ กำลังอิ่มอร่อยกับมื้อเย็น นอนทอดหุ่ยสูบบุหรี่อย่างบรมสุข พูดคุยกันถึงเรื่องสัปโดกสัปดน เขียนจดหมายรัก หรือไม่ก็ลงตาข่ายดักปลาในลำธารแล้วแหวกว่ายเล่นเป็นที่สำราญใจ หรือไม่ก็นั่งตรวจตราและทำความสะอาดอาวุธปืนประจำกาย สุมหัวกันวางแผนที่จะแทรกซึมเข้าไปในหมู่บ้านย่านเมือง เพื่อล้างสมองให้เหล่าชาวบ้านหันไปเข้าร่วมลัทธิอุบาทว์ ลัทธิที่จับเอาคนไปไถนาแทนวัวแทนควาย หรือไม่ก็กำลังส่องกล้องทางไกลเฝ้ามองดูพวกเราที่กำลังมะงุมมะงาหราเข้าไปติดกับ ด้วยรอยยิ้มเหยียดเย้ย

                เส้นขนของผมลุกกรูเกรียวและเสียววาบตลอดแนวสันหลัง ราวกับมีปลายกระบอกปืนที่มองไม่เห็นกำลังจ่ออยู่ที่ท้ายทอย

                บุหรี่มวนสุดท้ายของพวกเราหมดลงไปตั้งนานแล้ว เช่นเดียวกันกับน้ำท่า การรุกคืบของกองกำลังจึงดำเนินไปราวกับหอยทาก เสียงฮึดฮัดจากอารมณ์หิวอารมณ์เหนื่อยจึงดังขึ้นเป็นระยะ และหลายครั้งแทนที่จะมุ่งเป้าไปยังฝ่ายศัตรู พวกเรากลับขบเขี้ยวเคี้ยวฟันเข้าหากันเสียเอง พร้อมกับอำนาจการบังคับบัญชาในฐานะหัวหน้าหน่วยของผมที่ค่อยๆ หย่อนยานลง

                ดีไม่ดีใครคนใดคนหนึ่งในหน่วยอาจระเบิดสมองของผมเอาก็ได้ ถ้าหากว่าผมยังยึดกฎและบ้าอำนาจมากเกินไป

                เสียงโหยหวนของสัตว์บางชนิดทำให้พวกเราหยุดชะงัก จนถึงกับเดินชนหลังกันและกัน ก่อนที่ใครคนหนึ่งจะโพล่งออกมาอย่างสุดระงับยับยั้งพร้อมกับโยนปืนโครมลงไปกับพื้น ชาติหมาอะไรก็ช่างแม่งมันเถิด กูไม่เอาด้วยแล้ว ก่อนที่คนอื่นๆ จะโยนปืนตามลงไปราวถูกสะกดจิต ไม่เว้นแม้กระทั่งผมซึ่งเป็นหัวหน้าหน่วย และใครอีกคนเปรยออกมาอย่างอ่อนระโหย รู้งี้ไปเล่นน้ำหางมหอยในลำห้วยดีกว่า อย่างน้อยๆ มันก็ยังช่วยกันไม้เรียวของแม่ได้ ก่อนที่พวกเราจะพากันวิ่งแข่งออกมาจากป่าดงร้างท้ายหมู่บ้านแห่งนั้นอย่างไม่คิดชีวิต ท่ามกลางเสียงด่าพ่อล่อแม่กันและกันดังโขมงโฉงเฉงก้องยามพลบ

                นั่นคือปลายฤดูร้อนของปีพุทธศักราชสองพันห้าร้อยยี่สิบ พวกเรากำลังเรียนหนังสืออยู่ชั้นประถมปลาย และเริ่มริลักบุหรี่ของพวกพ่อเอามาสูบเล่น และได้ดูหนังกลางแปลงเรื่องแล้วเรื่องเล่าเกี่ยวกับการปราบปรามคอมมิวนิสต์ จนดูเหมือนว่าเรื่องราวและบทสนทนาต่างๆ เหล่านั้นได้เข้ามาฝังแน่นอยู่ในหัวและในเลือด และเสียงปืนใหญ่ที่พวกเราอุปโลกน์ขึ้นก็คือเสียงพลุไฟในงานเผาศพของวัดประจำหมู่บ้านนั่นเอง

                แม่ง คอมมิวนิสต์ก็หน้าตาเหมือนพ่อมึงนั่นไง เสียงของเหล่าเพื่อนๆ ยังก้องดังอยู่ในหัวของผมมาจนถึงบัดนี้ การลาดตระเวนครั้งแรกและครั้งสุดท้าย

------------------------

(สนามเรื่องสั้น-สั้น : นักลาดตระเวน : โดย...เรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์)