
วธ.รุมจวก'ซิมซิมิ'ทำสังคมเสื่อม
วธ.จวกซิมซิมิ ทำสังคมเสื่อม เกิดช่องว่างในครอบครัว เด็กไทยเคยชินกับคำหยาบ ไอซีทีโล่แจ้งเจ้าของระบบเกาหลีหาทางสกัดแล้ว ราชบัณฑิต แนะทุกฝ่ายรณรงค์ใช้ภาษาไทยให้ถูกต้อง
3 ก.พ.55 นางสุกุมล คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรม (วธ.) กล่าวถึงโปรแกรมแชทออนไลน์ผ่านระบบโทรศัพท์ ที่เรียกว่า ซิมซิมิ ที่กำลังเป็นที่นิยมในขณะนี้ว่า เบื้องต้นได้ประสานกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) และมีการแจ้งไปยังเจ้าของระบบที่ประเทศเกาหลี เพื่อหาหนทางคัดกรองคำที่ไม่เหมาะสมในระบบ เพราะในโปรแกรมและมีการเชื่อมโยงคำและจดจำคำศัพท์ต่างๆ บางคำต้องยอมรับว่า เป็นคำที่ไม่สุภาพจริงๆ เห็นได้จากการใส่ชื่อ ของบุคคลต่างๆ ทั้ง นักการเมือง ศิลปินดารา ลงไป จากนั้นระบบก็จะตอบกลับมาเป็นคำที่ไม่สุภาพ และผู้เล่นก็นำมาเป็นคำสนุกบอกต่อกันไป ทั้งนี้ต้องยอมรับว่า การคัดกรองก็ไม่เหมือนอินเตอร์เน็ตซึ่งเราสามารถตรวจสอบ และปิดบล็อกเว็บไซต์ได้ แต่โปรแกรมดังกล่าวถือเป็นสิทธิส่วนบุคคลที่จะใส่ข้อความในการสนทนาต่างๆ ลงไป และมีการตอบกลับโดยอัตโนมัติ
“ส่วนตัวมองว่า การเล่นโปรแกรมดังกล่าว สะท้อนให้เห็นปัญหาของสังคมที่น่าเป็นห่วงอย่างรุนแรงว่า คนเราทุกวันนี้ แทนที่จะคุยหรือมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนฝูงแต่กลับมาคุยกับตนเอง ซึ่งคนปกติๆ จะไม่เป็นแบบนี้ ที่สำคัญการที่เด็กและเยาวชน ทดลองใช้โปรแกรมลักษณะนี้ สื่อให้เห็นว่า ความใกล้ชิดในครอบครัว หรือความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นๆ ลดลง เกิดช่องว่างมาก จึงหันมาใช้โปรแกรมนี้เพื่อคลายเหงา คุยกับตนเอง เพราะฉะนั้นการแก้ปัญหาควรจะต้องมีความร่วมมือกัน ทุกฝ่าย อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ถือเป็นปัญหาสังคมใหม่ในสังคมไทย บางคนอาจจะมองว่า ทำไมเราต้องมาควบคุมดูแล แต่หากเราไม่เร่งแก้ไข จะนำไปสู่ปัญหาสังคมที่หนักขึ้นในอนาคต การที่ออกมาพูดเรื่องนี้ เพราะ วธ. มีหน้าที่เฝ้าระวังเรื่องที่คิดว่าจะทำให้เกิดวัฒนธรรมเบี่ยงเบียน ประกอบกับมีการร้องเรียนมาจึงอยากเตือนสติและสะกิดให้สังคมเห็นว่ามีบางเรื่องไม่เหมาะสม อยากให้เล่นอย่างระมัดระวัง อย่าหลงไปกับกระแสที่ผิดๆ มากเกินไป ” รมว.วัฒนธรรม กล่าว
นางสุกุมล กล่าวต่อว่า ปัจจุบันคนที่ใช้ไอโฟน มีจำนวนมากขึ้น และเมื่อมีโปรแกรมเหล่านี้เพิ่มมากขึ้น คนก็จะใช้เพิ่มมากขึ้นด้วย แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ หากเด็กที่ยังไม่มีวุฒิภาวะ หรือเด็กที่เห็นพ่อแม่พี่น้องเล่น และนำคำที่ไม่ดีมาใช้กับคนในครอบครัว หรือไปพูดต่อกับเพื่อนและผู้อื่นก็จะส่งผลเสียต่อตัวเด็ก รวมถึงพ่อแม่ผู้ปกครองด้วย และผู้อื่นอาจมองว่า การศึกษาไม่สามารถพัฒนาให้เด็กสมัยใหม่แยกยะคำพูดที่ถูกที่ควร กับคำหยาบคาย ได้ และคำพูดอย่างไหนเป็นคำพูดที่เด็กควรจะนำมาใช้ ซึ่งประเทศไทยจะต้องเร่งศึกษาโปรแกรมดังกล่าว และจัดระบบคัดกรองให้ได้ และต้องมีหน่วยงานที่จะเข้ามาดูแลแอพพลิเคชั่นดังกล่าว ทั้งกระทรวงไอซีที และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ส่วนการที่จะยกเลิกหรือบล็อกโปรแกรมดังกล่าวนั้น คิดว่า โปรแกรมดังกล่าวสร้างขึ้นเพื่อความสนุกเท่านั้น แต่หากเป็นสิ่งที่ไม่สร้างสรรค์ต่อสังคม ก็จะต้องมีการดูแลอย่างเข้มงวด
ด้านนางกาญจนา นาคสกุล ราชบัณฑิต และนายกสมาคมครูภาษาไทยแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากการติดตามการใช้ภาษาทั้งพูดและเขียนของเด็กวัยรุ่นยุคนี้ ไม่ว่าจะเป็นในเฟสบุ๊ค ทวิตเตอร์ และโซเชียลมีเดียต่างๆ ในฐานะนักภาษาศาสตร์ ถือว่า เรื่องนี้น่าเป็นห่วงอย่างมาก อดีตที่ผ่านมาเด็กผู้หญิงหรือว่าเด็กผู้ชาย จะไม่ค่อยมีใครกล้าพูด “มึง” “กู” เห้-ย และอีกหลายคำ ซึ่งเป็นคำหยาบคายในที่สาธารณะ แต่ปัจจุบันเดินไปไหนมาไหนจะได้ยินคำเหล่านี้ออกจากปากเด็กยุคนี้ตลอด สิ่งเหล่านี้จึงน่าจะมาจากอิทธิพลของการใช้คำพูด คำอ่านในปัจจุบันที่สร้างค่านิยมว่าเคยชิน จนทำให้การพูดหยาบคายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว
นางกาญจนา กล่าวว่าต่อว่า กรณีโปรแกรมซิมซิมิ ก็ถือว่าเป็นอีกปรากฏการณ์ที่มองว่าอาจจะช่วยสร้างความเคยชินว่า การพูดหยาบคายเป็นเรื่องดี ใครๆ ก็พูด เขียนกัน ซึ่งทราบว่าโปรแกรมนี้ทุกคนสามารถบันทึกคำตอบหรือว่าพูดต่างๆไว้ ซึ่งหากผู้เล่นหรือว่าเด็กที่เข้าไปเล่นตอนหลัง ก็จะรับรู้ข้อมูลตามที่มีการบันทึกไว้ ซึ่งมีข้อมูลทั้งที่ถูกต้องและผิดผสมกันไป จึงกังวลว่าท้ายที่สุดแล้ว พอถึงเวลานำคำพูดหรือว่าสถานการณ์ที่ต้องพูด อ่าน เขียน คนส่วนใหญ่ก็จะนำคำมาใช้แบบผิดๆ เพราะที่ผ่านมาไม่รู้เลยว่าคำไหนเขียนถูก คำเขียนผิด จึงอยากฝากบอกว่าทุกฝ่ายควรให้ความสำคัญกับเรื่องนี้บ้าง คนไทยในฐานะเจ้าของภาษาควรณรงค์และใช้ภาษาอย่างถูกต้อง เลิกสร้างความเคยชินให้กับคำหยาบคายและคำพูดที่ไม่เหมาะสมได้แล้ว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจาก วธ. ออกมาทวงติงและเตือนเกี่ยวกับการใช้คำพูดหยาบคายในโปรแกรมซิมซิมิ ผู้สื่อข่าวได้ทดลองพิมพ์คำว่า กระทรวงวัฒนธรรม ลงโปรแกรมดังกล่าว ปรากฏว่ามีการตอบโต้กลับมาในถ้อยคำที่รุนแรง อาทิ “มันหาว่ากูหยาบ” “กลวง” “เกาะกระแสกรูดังหล่ะสิ” “ที่หาแดกพวกขี้เกียจ” เป็นต้น



