
'บ้านลอยน้ำ'+'ฐานรากแบบลอยน้ำ'
'บ้านลอยน้ำ'+'ฐานรากแบบลอยน้ำ':คลินิกคนรักบ้าน โดย... ดร.ภัทรพล
สวัสดีครับแฟนๆ ชาว “คนรักบ้าน” เมื่อสองสัปดาห์ก่อนผมได้นำเสนอโครงการที่ผมได้ทำการศึกษาค้นคว้าและวิจัยอย่างต่อเนื่องมายาวนานร่วม 6 ปี จนนำไปสู่รูปแบบ “บ้านลอยน้ำ” ก็เป็นที่สนอกสนใจกันไปทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งฐานรากแบบ “Floating Foundation” อันเป็น “ฐานรากแบบลอยน้ำ” ที่ทำให้อาคารบ้านเรือนสามารถลอยน้ำได้ ยิ่งผมได้มีโอกาสศึกษาค้นคว้าก็ยิ่งค้นพบครับ
แท้จริงแล้วระบบฐานรากแบบ “Floating Foundation” หรือ “ฐานรากแบบลอยน้ำ” นั้น ถือได้ว่าเป็น “ของดีมีอยู่” อันเป็น “ภูมิบ้าน ภูมิเมือง ภูมิสังคม” ของชนชาว “สยาม” มายาวนาน บรรดา “ครูช่าง” โบราณต่างก็เข้าใจ เข้าถึง และได้พัฒนาโครงสร้างระบบ “ฐานรากแบบลอยน้ำ” นี้กันมานานนับพันปี ยกตัวอย่างเช่น “พระปฐมเจดีย์” ที่สร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 300 ที่ จ.นครปฐม ได้ถูกสร้างขึ้นมานานแล้วกว่า 2,200 ปี ได้ผ่านการซ่อมบำรุงบูรณปฏิสังขรณ์มาก็หลายครั้ง จากเจดีย์ทรง “ปรางค์” ถูกปรับปรุงเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์มาเป็นเจดีย์ทรง “ระฆังคว่ำ” ดังเช่นปัจจุบัน
สำหรับผมแล้วเป็นงานออกแบบอันเป็น “มรดกทางวัฒนธรรม” ที่วิเศษสุดอีกผลงานหนึ่งทั้งในด้านสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม ได้มีการประเมินน้ำหนักขององค์ “พระปฐมเจดีย์” ที่เห็นในปัจจุบันก็พบว่าเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อครับว่ามีน้ำหนักโดยรวมกว่า 5 แสนตัน แต่ก็สามารถยืนยงคงอยู่โดดเด่นเป็นสง่ากว่าสองพันปี โดยไม่ต้องมีการตอกเข็มดังเช่นกรรมวิธีในการก่อสร้างในปัจจุบันแต่ประการใด เป็นระบบการกระจายน้ำหนักลงบนพื้นดิน โดยให้พื้นดินทำหน้าที่เสมือน “น้ำ” และองค์ “พระปฐมเจดีย์” ก็เสมือน “เรือ” ที่กำลังลอยอยู่บนฐานรากที่เรียกว่า “Floating Foundation” ที่เสมือนกับว่ากำลังลอยอยู่เหนือน้ำ
นอกจากนี้ ผมยังนึกถึง “พระปรางค์วัดอรุณ” มีความสูงเกือบเท่าตึก 20 ชั้น ยืนยงมากว่า 200 ปี ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ “เจ้าพระยา” ที่สภาพดินอ่อน ซึ่งก็เป็นหนึ่งในหลักฐานทางสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมที่บอกผมว่าฐานรากแบบ “Floating Foundation” ได้ถูกนำมาใช้ ซึ่ง “ครูช่าง” โบราณใช้ท่อนซุงนับร้อยนับพันท่อนมาวางขัดกันใต้ฐานเพื่อให้ทำหน้าที่ “ฐานรากแบบลอยน้ำ” ทำหน้าที่เสมือนเรือรับน้ำหนัก “พระปรางค์” ทั้งองค์ให้ถ่ายน้ำหนักลงบนผืนดินอ่อน
ระบบโครงสร้างในการรับน้ำหนักลักษณะเดียวกันนี้ยังถูกนำมาใช้กับ “เจดีย์ภูเขาทอง” ที่มีความสูงจากผิวดินถึงยอด 59.78 เมตร และมีน้ำหนักกว่า 1.5 แสนตัน ที่ได้ถูกสร้างขึ้นต้นสมัยรัตนโกสินทร์ ก็เป็นหนึ่งในฐานรากแบบ “Floating Foundation” ที่ยืนยงคงอยู่อย่างสง่างาม และที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่ฐานรากแบบนี้ นอกจากจะสามารถตั้งอยู่บนพื้นดินที่มีสภาพอ่อนแล้วก็ยังสามารถสู้กับแผ่นดินไหวได้อีกระดับหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเหมาะสมกับสภาพภูมิศาสตร์ของบ้านเรา
แต่หากจะว่ากันไปตามจริงแล้ว “สยาม” ประเทศก็เพิ่งจะมาใช้เข็มคอนกรีตกันในช่วงปลายรัชกาลที่ 5 แต่ก่อนหน้านั้น อาคารขนาดใหญ่ก็ล้วนแล้วแต่ใช้ระบบ “ฐานรากแบบลอยน้ำ” มาติดตามรายละเอียดกันต่อในสองสัปดาห์หน้า ผมจะมาให้ความรู้แก่ท่านผู้อ่านในระบบฐานรากแบบ “Floating Foundation” ที่ได้นำมาประยุกต์ใช้กับอาคารขนาดใหญ่ เช่น “พระที่นั่งอนันตสมาคม” ซึ่งก็ได้ใช้ฐานรากระบบนี้นำมาเป็นผลให้ยืนยงคงอยู่อย่างสง่างามมาจวบจนทุกวันนี้
เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นสำหรับผมเป็นอย่างยิ่งครับที่ได้ประยุกต์เอาระบบฐานรากแบบ “Floating Foundation” หรือ “ฐานรากแบบลอยน้ำ” ที่ใช้กับอาคารขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักมหาศาลนับแสนตันขึ้นไป นำมาใช้กับอาคารบ้านเรือนที่มีขนาดเล็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการ “บ้านมวลชน”, “อินฟินิตี้อินท์” และโครงการ “อินฟินิตี้เอาท์เลท” ยิ่งได้ศึกษาค้นคว้าก็ยิ่งทำให้ผมเชื่อมั่นว่าไม่แน่นะครับอาจจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการออกแบบทางด้านโครงสร้างอันอาจจะเป็นทางรอด เพราะในอนาคตอาคารบ้านเรือนที่มีความสวยงามอย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพอจะต้องมีความแข็งแรง ทนทาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสามารถรองรับกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ ซึ่งเป็นสาระสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามโดยเด็ดขาดครับ
...................
(หมายเหตุ 'บ้านลอยน้ำ'+'ฐานรากแบบลอยน้ำ':คลินิกคนรักบ้าน โดย... ดร.ภัทรพล)



