ไลฟ์สไตล์

ฟื้นด้วยใจเสียงจากแม่ที่ไม่ท้อต่อ'ลูกพิการ'

ฟื้นด้วยใจเสียงจากแม่ที่ไม่ท้อต่อ'ลูกพิการ'

02 ก.พ. 2555

ฟื้นด้วยใจเสียงจากแม่ที่ไม่ท้อต่อ'ลูกพิการ'

             พอๆกับความสิ้นหวังจากอารมณ์ผู้ท้อแท้ เวลาเดียวกันมีคนไม่น้อยต่างดิ้นรนเพื่อเป้าหมายชีวิตที่ดีกว่าเก่า

             ถึงจะเลือกความเป็นไปในชีวิตไม่ได้ แต่ความอุตสาหะ พาให้เด็กพิการและผู้ปกครองละแวก ต.แม่สลองใน-แม่สลองนอก-แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ไม่ขอจำนนกับความจำกัดของร่างกายที่มีความพิการ ไม่สมประกอบให้เป็นอุปสรรค และนั่นทำให้วันเวลาที่เป็นส่วนหนึ่งใน“โครงการเรียนด้วยรักและฟื้นด้วยใจสู่ลูกพิการ”ของพวกเขาเปี่ยมไปด้วยความหวัง

             ทั้งนี้กิจกรรมโครงการเรียนด้วยรักฯ ที่ว่า เป็นหนึ่งในกิจกรรมชุดโครงการเด็กด้อยโอกาส ที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ใช้ลดช่องว่างของการเข้าถึงแหล่งทุนกิจกรรมของเยาวชนตกสำรวจ จากอุปสรรคต่างๆ ทั้งด้านการศึกษา ร่างกาย เศรษฐกิจ ตลอดจนพักอาศัยอยู่ห่างไกล

             และนั่นทำให้กรณีเด็กพิการใน จ.เชียงราย ในพื้นที่ ต.แม่สลองใน-แม่สลองนอก-แม่ฟ้าหลวง ถูกนำมาบอกเล่า โดยกระบวนการของกิจกรรมนั้น เริ่มจากการที่สสส.ได้ประสานกับมูลนิธิศูนย์รวมมิตรเพื่อเด็กและเยาวชน จ.เชียงราย ลงพื้นที่เข้าถึงเด็กพิการและครอบครัว ซึ่งกิจกรรมก็เน้นไปที่ดูแลสภาวะจิตใจ สร้างการรวมกลุ่มผู้ปกครองเพื่อเสริมความรู้และพลังในการเรียกร้องสิทธิต่างๆขั้นพื้นฐาน ตลอดจนฝึกทักษะอาชีพตามศักยภาพของเยาวชน

             “ถึงจะมีอุปสรรคเรื่องการเดินทางเนื่องจากเป็นพื้นที่ยอดดอย การเดินทางค่อนข้างลำบาก อีกทั้งยังมีปัญหาเรื่องภาษาถิ่นที่จะสื่อสารกับเด็กและผู้ปกครองเหล่านั้น เนื่องจากผู้เข้าร่วมทั้งหมด เป็นกลุ่มชาวเขาเผ่าต่างๆ มีทั้งอาข่า ไทยใหญ่ ลีซอ ซึ่งทำให้การสื่อสารแต่ละครั้งต้องอาศัยล่ามช่วยแปล แต่ผู้ปกครองเด็กทุกคนตั้งใจเรียนรู้มาก เพราะต้องเข้าใจว่ากลุ่มคนเหล่านี้ไม่เคยมีหน่วยงานใดเข้ามาให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง แถมเด็กบางคนเป็นเด็กไร้สัญชาติ อาศัยอยู่ตามตะเข็บชายแดน ซึ่งกว่าจะเดินทางมาอบรมในกิจกรรมในแต่ละครั้งได้ มูลนิธิต้องนำรถขึ้นไปรับ-ส่ง”ลักขณางค์ ภาณุวรกิจ จากมูลนิธิศูนย์รวมมิตรเพื่อเด็ก ในฐานะผู้จัดการโครงการ สะท้อนถึงความเป็นจริงที่เกิดขึ้น

             แต่ถึงจะมีอุปสรรคเพียงใด เรื่องราวเช่นนี้ก็ต้องถูกผลักดัน และขับเคลื่อนไปเรื่อยๆ เป็นแน่  ทั้งนี้เพราะแนวทางการช่วยเหลือเด็กพิการ ที่อยู่พื้นที่ห่างไกล ไม่สามารถรอคอยการช่วยเหลือจากภาครัฐได้

             ดังนั้นคนทำงานที่นี่จึงต้องเน้นการทำงานเชิงรุก ผสานแบบภาคีเครือข่าย โดยมีความร่วมมือจากหลายส่วนในชุมชน ทั้งจากโรงพยาบาลแม่ฟ้าหลวงซึ่งร่วมสนับสนุนงบประมาณบางส่วน อบต.แม่สลองใน ในการใช้พื้นที่เพื่อทำกิจกรรม รวมไปถึงองค์ความรู้จากสสส.

             นางรุจิรา ใจจักร์ นายก อบต.แม่สลองใน บอกว่า เห็นความสำคัญของโครงการดังกล่าว จึงยินดีให้การสนับสนุนด้านสถานที่ และรถรับ-ส่ง แต่การช่วยเหลือมีข้อจำกัดบ้าง เนื่องจากติดระเบียบของหน่วยงานต่างๆ ทั้งที่ประชาชนในพื้นที่ส่วนมากเป็นชาวชาติพันธ์ ขาดความรู้ และโอกาสที่ควรได้รับจากหน่วยงานรัฐ

             “อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้ความช่วยเหลือเรื่องสัญชาติเร็วๆ จะได้ให้การช่วยเหลือได้มากขึ้น ในอนาคตอยากให้มีภาคีร่วมมือกันทำงาน แต่ทาง อบต.เองก็ต้องมีคนดูแลเฉพาะในเรื่องนี้ อบต. จะพยายามเอื้อในสิ่งที่เขาต้องการ เพราะถึงอย่างไรเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ท้องถิ่น ต้องดูแล” 

             รูปธรรมจากกิจกรรมที่จัดไปสดๆร้อน อย่างการอบรมนวดไทยสำหรับเด็กพิการ ที่จัดขึ้นเมื่อเมื่อวันที่25-26มกราคมที่ผ่านมา ณ องค์การบริหารส่วนตำบลแม่สลองใน อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย โดยบรรยากาศที่ว่านี้เกิดขึ้นท่ามกลางความต้องการสร้างอารมณ์ผ่อนคลายให้กับเด็กและผู้ปกครอง บนความคาดหวังว่าการนวดไทยอาจประยุกต์ใช้กับการดูแลเด็กได้

             “หลักคือการใช้ทักษะนวดไทยนั้นลดอาการแข็งเกร็งของกล้ามเนื้อ ช่วยให้เด็กเกิดการผ่อนคลาย การกระตุ้นระบบการไหลเวียนโลหิตให้ดีขึ้น ให้เลือดนำสารอาหารไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายได้มากขึ้น ส่งผลให้ระบบอื่นๆทำงานได้ดีขึ้น เช่นระบบการหายใจ ระบบการขับถ่าย รวมไปถึงช่วยให้เด็กสามารถควบคุมการทรงตัว อันส่งผลไปถึงการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อร่างกายส่วนต่างๆได้ง่ายขึ้น กระทั่งส่งผลถึงการหลักพักผ่อนได้นานขึ้นจากการผ่อนคลายของกล้ามเนื้อ”

             “อย่างก่อนหน้านี้เราก็มีการอบรมในเรื่องอื่นๆ เช่น การฝึกความเคลื่อนไหวแบบญี่ปุ่น ผลที่ได้จากการนวดไทยต่างจากการฝึกเคลื่อนไหวแบบญี่ปุ่นที่เรียกว่าโดสะโฮอย่างไร การนวดจะเน้นให้เด็กมีวิวัฒนาการการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ส่วนโดสะโฮจะเน้นให้เด็กเรียนรู้วิธีการเคลื่อนไหวด้วยตัวเองถ้าจะได้ผลดีใช้นวดไทยเสร็จแล้วก็ฝึกโดสะโฮก็จะได้ผลดีขึ้น"

             ”ลักขนางค์” ขยายรายละเอียดว่าโดสะโฮ ผู้ป่วยจะถูกกระตุ้นโดยนักบำบัดให้ทำการเคลื่อนไหวร่างกายด้วยความตั้งใจหรือแรงบันดาลใจของผู้ป่วยเอง นักบำบัดจะฝึกผู้ป่วยทำโดสะจนผู้ป่วยสามารถทดลองทำการเคลื่อนไหวได้ด้วยตนเอง

              "การจัดโปรแกรมฟื้นฟูให้กับเด็ก การจัดโปรแกรมกระตุ้นให้เขาได้เกิดการพัฒนาการนี่คือสิ่งที่ต้องทำ ไปพร้อมๆกับการเสริมสร้างความเข้าใจในครอบครัว ให้กำลังใจทั้งตัวเด็กและผู้ปกครอง คือกับบางรายอาจจะมีฐานะที่ไม่ดีแต่เขาก็ต้องฝึกทักษะเพื่อจะใช้ชีวิตต่อไปได้ แบบนี้ก็ต้องอาศัยเวลาและความเข้าใจนะ กว่าจะเห็นผลบางครั้งใช้ระยะเวลาเป็นปีเด็กจึงมีพัฒนาการที่ดีขึ้น เราก็ต้องเดินหน้าต่อไป”ผู้จัดการโครงการว่า

             ในมุมของผู้ใกล้ชิดอีกคนหนึ่ง “ชัยชนะ ภัคดีพรเลิศ” ล่ามแปลภาษาต่างประเทศ โรงพยาบาลแม่ฟ้าหลวง เล่าถึงประสบการณ์ที่พบว่า เด็กบางรายพ่อมีอาชีพเก็บขยะขาย แม่เสียชีวิตเพราะเป็นมะเร็งเต้านม ซึ่งถือว่าขาดโอกาสที่จะเข้ารับการรักษาบำบัดความเจ็บป่วย ทำให้ต้องทนใช้ชีวิตเช่นนั้น บางคนเยียวยาด้วยการทำพิธีกรรม พาไปทุกที่ที่มีคนบอก แต่ก็อาจไม่ช่วยอะไร กิจกรรมเหล่านี้จึงช่วยเติมสิ่งที่เด็กเหล่านี้ขาด และก็ช่วยได้ในด้านการสร้างกำลังใจ

             “ขณะเดียวกันในด้านทักษะนั้น เมื่อตอนที่ยังไม่ได้ฝึก เด็กเหล่านี้จะมีมือเท้ามีอาการแข็ง แต่เมื่อได้เริ่มฝึกฝน และใช้งานข้อมือที่ติดก็สามารถเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น” ชัยชนะบอก

             ส่วนห้วงความรู้สึกของผู้เข้าร่วมกิจกรรม อย่าง “อามี” แม่ของบุตรชายวัย14 ปี ที่พิการเมื่ออายุราวขวบเศษ อธิบายว่า ได้เข้าร่วมกิจกรรมกับมูลนิธิ มาเป็นระยะเวลา 3 ปีแล้ว ก่อนเข้าโครงการ ลูกกินข้าวไม่ได้ นั่งไม่ได้ แต่เมื่อเริ่มฝึกปฏิบัติ เหมือนสัญญาณจะไปในทางที่ดีขึ้น

             “เมื่อก่อนต้องนอนแล้วป้อนเอาแต่ว่าตอนนี้เคี้ยวได้และนั่งได้ เริ่มตักข้าวกินเองได้แล้ว แต่ว่ามือยังไม่นิ่ง เวลาตักข้าวทานเองจะกระจายหกเยอะ”

             หรือความรู้สึกของคุณพ่อ ที่มีลูกชายวัย 7 ปี อย่าง “หล่อพะ” บอกว่า แต่ก่อนบุตรของตนตั้งคอตั้งตรงไม่ได้ คอจะเอียงอย่างเดียว เวลาจะเคลื่อนที่ก็ต้องไถตัวไปกับพื้น แต่หลังจากที่เข้าร่วมกับโครงการนี้มา 3 ปี ก็เริ่มเดินได้ และคอตั้งตรงขึ้น เพราะได้รับความรู้และวิธีการบำบัดที่ดี จึงทำให้น้องมีพัฒนาการที่ดีขึ้น

             “อยากให้มีโครงการนี้ต่อเนื่องเรื่อยๆ ถึงแม้ลูกตัวเองจะเดินได้ แล้วแต่ว่ายังมีคนอื่นอีกหลายคนที่ยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เลย อย่างน้อยๆมันก็สร้างกำลังใจได้ดี และเป็นกำลังใจที่จะสู้กับสิ่งที่เกิดขึ้น”

             เป็นความรู้สึกจากพ่อ-แม่ ที่ส่งกำลังใจถึงลูกผู้พิการ