ไลฟ์สไตล์

"อภิสิทธิ์"มั่นใจหยุดหวัด2009ได้ถ้าร่วมมือกัน

"อภิสิทธิ์"มั่นใจหยุดหวัด2009ได้ถ้าร่วมมือกัน

08 พ.ค. 2552

"อภิสิทธิ์”เปิดประชุมรมต.สาธารณสุขอาเซียนบวก 3 ลั่น ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ไม่สามารถจัดการโดยประเทศใดประเทศหนึ่งได้ ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ เชื่อหลังลงนามข้อตกครั้งนี้แก้ปัญหาการแพร่ระบาดได้

(8พ.ค.) ที่โรงแรมดุสิตธานี กทม. นายอภิสิทธิ์   เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เปิดประชุมรัฐมนตรีสาธารณสุขประเทศอาเซียน บวก 3 นัดพิเศษ เพื่อร่วมมือแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ ชนิดเอ เอช 1 เอ็น 1 โดยมีผู้เข้าร่วมประชุม 10 ประเทศอาเซียน ได้แก่ บรูไน ดารุสซาลาม กัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย พม่า ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม ไทย และอีก 3 ประเทศ ได้แก่ จีน เกาหลี และญี่ปุ่น รวมกว่า 100 คน โดยมีนายแพทย์ชิน ยัง-ซู ( Dr. Shin Young-soo ) ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกประจำภูมิภาคแปซิฟิกตะวันตก ผู้แทนธนาคารโลก และ ดร.สุรินทร์   พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียน   เข้าร่วมประชุม ซึ่งในพิธีเปิดการประชุมครั้งนี้ แพทย์หญิงมาการ์เร็ต   ชาน ( Dr. Margaret Chan ) ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก ได้ร่วมกล่าวปราศรัยผ่านเทปบันทึกภาพและเสียง เปิดในที่ประชุม และมีการประชุมทางไกลผ่านดาวเทียมกับ ดร. ริชาร์ด เบสเซอร์ ( Dr. Richard Besser ) รักษาการผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคแห่งชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อติดตามสถานการณ์และวิธีแก้ไขปัญหาของประเทศสหรัฐอเมริกา ตลอดการประชุม นายแพทย์ ฟรานซิสโก ที.ดูเก้ ที่ 3 ( H.E. Dr. Francisco T.Duque Ш ) รัฐมนตรีสาธารณสุขประเทศฟิลิปปินส์ ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม
 
 นายอภิสิทธิ์   กล่าวว่า ขณะนี้ประชากรในภูมิภาคอาเซียนบวก 3 ซึ่งมีจำนวนกว่า 1 ใน 4 ของประชากรโลก และมีขนาดเศรษฐกิจในสัดส่วนสำคัญของเศรษฐกิจโลก กำลังเผชิญภัยคุกคามใหม่จากการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิด เอ เอช 1 เอ็น 1 ซึ่งเป็นโรคติดต่ออุบัติใหม่ เป็นภัยทางสุขภาพที่ไร้พรมแดน แพร่ระบาดอย่างรวดเร็วผ่านการเดินทางระหว่างประเทศ มีผลกระทบสูงต่อเศรษฐกิจและสังคม ทุกประเทศจึงต้องร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกันเป็นเครือข่ายอย่างเข้มแข็งเพื่อควบคุมการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่และปกป้องชีวิตของประชาชนในภูมิภาคนี้ได้   ซึ่งการประชุมประเทศอาเซียนบวก 3 เป็นตัวอย่างที่ดีของความร่วมมือระหว่างนานาชาติ ในการเตรียมรับการระบาดโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่
 
 นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า องค์การอนามัยโลกได้กำหนดการแพร่ระบาดไว้ที่ระดับ 5 และขณะนี้มีผู้ป่วยกว่า 2,000 คนทั่วโลกจาก 24 ประเทศ หลังจากการระบาดไม่กี่สัปดาห์ในเม็กซิโก แม้ว่าการดำเนินยุทธศาสตร์การป้องกันการแพร่ระบาดที่ผ่านมาจะได้ผลเป็นที่น่าพอใจ แต่ยังไม่สมบูรณ์ ดังนั้นจึงต้องเตรียมความพร้อมและรับมือกับปัญหาโรคไข้หวัดนกสายพันธุ์ใหม่เพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียชีวิต ซึ่งในการลดและควบคุมการแพร่ระบาดไม่สามารถพึ่งพาแค่มาตรการพื้นฐานได้ เช่น การเฝ้าระวังโรค การแลกเปลี่ยนข้อมูล การประสานการควบคุมโรคผ่านแดน แต่จำเป็นต้องมีความร่วมมือใหม่ๆ เพื่อสร้างปัจจัยที่จำเป็นสำหรับการป้องกันและแก้ปัญหาโรคนี้ เช่น การพัฒนาและผลิตวัคซีน ยาต้านไวรัส และการขยายและแบ่งปันเวชภัณฑ์ในคลังสำรองของอาเซียนบวก 3  
 
 “ภัยจากโรคระบาดอยู่นอกเหนือขอบเขตความสามารถที่ประเทศหนึ่งประเทศใดจะจัดการป้องกันและแก้ไขได้ตามลำพัง แต่จะจัดการได้สำเร็จด้วยความร่วมมืออย่างเข้มแข็งระหว่างประเทศ ที่เป็นพื้นฐานของการรับมือกับ
 
 โรคอุบัติใหม่ที่ไร้พรมแดน ทำให้สามารถเข้าควบคุมโรคได้ทันเวลาและมีประสิทธิภาพ หากโรคที่แพร่กระจายเกินจะยับยั้งได้ ก็จะสามารถชะลอการแพร่และบรรเทาความเสียหายเพื่อลดผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม ” นายกรัฐมนตรี กล่าวและว่า ด้วยความร่วมมือที่เข้มแข็ง เชื่อว่าจะสามารถจัดการปัญหาโรคไข้หวัดนกสายพันธุ์ใหม่ได้เป็นเผลสำเร็จ เช่นเดียวกับ โรคซาส์รและโรคไข้หวัดนกที่ผ่านมา ซึ่งรัฐบาลไทยจะดำเนินการตามพันธะแห่งข้อตกลงร่วมกันของอาเซียนบวก 3 ในการแก้ไขปัญหาสำคัญของภูมิภาคและของโลกในครั้งนี้
 
 นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ ยังได้กล่าวถึง การดำเนินงานป้องกันการแพร่ระบาดในส่วนของประเทศไทย ทั้งการคัดกรอง ควบคุม และป้องกัน โดยคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติงบประมาณจำนวน 100 ล้านบาท สำหรับการรณรงค์เพื่อรับมือกับโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่
 
 ด้านนายวิทยา   แก้วภราดัย   รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า   ในการประชุมวันนี้ จะมีการทบทวนสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ในประเทศอาเซียนบวก 3 และร่วมกันพิจารณาข้อเสนอจากผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขของอาเซียน บวก 3 ที่ร่วมกันหารือเมื่อวานนี้ (7 พฤษภาคม 2552) ซึ่งมีเป้าหมายในการปรับมาตรการป้องกันควบคุมโรคที่ประเทศต่างๆ ดำเนินการให้เกิดประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รวมทั้งการแสวงหามาตรการป้องกันควบคุมการระบาด โดยกระทรวงสาธารณสุขไทย สนับสนุน 5 มาตรการในเวทีการประชุม ได้แก่ การเปิดสายด่วนแลกเปลี่ยนข้อมูลการระบาด การตั้งทีมสอบสวนโรคเคลื่อนที่เร็วระหว่างประเทศ โดยเฉพาะหากมีการระบาดตามแนวพรมแดน ความร่วมมือการตรวจชันสูตรเชื้อทางห้องปฏิบัติการ การตรวจคัดกรองผู้เดินทางออกจากพื้นที่ที่มีโรคระบาด เพื่อลดผลกระทบด้านการเดินทางและการค้า และความร่วมมือวิจัยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ เพื่อการพัฒนาระบบการสาธารณสุข รับมือหากเกิดการระบาดใหญ่ขึ้น
 
 สำหรับสถานการณ์การเฝ้าระวังโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ในประเทศไทย ยังไม่มีรายงานผู้ติดเชื้อในประเทศ ผลการตรวจวัดอุณหภูมิผู้โดยสารขาเข้าจากทุกประเทศ ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิวานนี้ (7 พฤษภาคม) จำนวนกว่า 28 , 876 ราย ไม่พบรายใดมีไข้ ยอดสะสมตรวจทั้งหมดตั้งแต่ 27 เมษายน - 7 พฤษภาคม 2552 รวมทั้งสิ้น 343 , 104 ราย ผลการเฝ้าระวังผู้ป่วยของสำนักระบาดวิทยาตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน-7 พฤษภาคม 2552 ยังไม่พบรายใดเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 
 
ส่วนสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิดเอ เอช 1 เอ็น 1 ทั่วโลก องค์การอนามัยโลกรายงาน ในตอนเช้าวันที่ 8 พฤษภาคม 2552 ตามเวลาประเทศไทย พบผู้ป่วยใน 24 ประเทศ จำนวน 2 , 371 ราย เสียชีวิต 44 ราย ดังนี้ สหรัฐอเมริกาป่วย 896 ราย เสียชีวิต 2 ราย เม็กซิโกป่วย 1 , 112 ราย เสียชีวิต 42 ราย ประเทศต่างๆ ที่เหลือ ได้แก่ ออสเตรีย 1 ราย แคนาดา 201 ราย จีน (ฮ่องกง) 1ราย โคลอมเบีย 1 ราย คอสตาริก้า 1 ราย เดนมาร์ค 1 ราย เอลซัลวาดอร์ 2 ราย ฝรั่งเศส 5 ราย เยอรมนี 10 ราย กัวเตมาลา 1 ราย ไอร์แลนด์ 1 ราย อิสราเอล 6 ราย อิตาลี 5 ราย เนเธอร์แลนด์ 2 ราย นิวซีแลนด์ 5 ราย โปแลนด์ 1 ราย โปรตุเกส 1 ราย เกาหลีใต้ 3 ราย สเปน 81 ราย สวีเดน 1 ราย สวิตเซอร์แลนด์ 1 ราย และสหราชอาณาจักร 32 ราย