ไลฟ์สไตล์

บทเพลงแห่งสายน้ำ... ในอ้อมกอด'ม่อนตะวันพันดาว'

บทเพลงแห่งสายน้ำ... ในอ้อมกอด'ม่อนตะวันพันดาว'

29 ม.ค. 2555

ชวนเที่ยว : บทเพลงแห่งสายน้ำ... ในอ้อมกอด'ม่อนตะวันพันดาว' โดย...เรื่อง // ภาพ : ณณณณา เทพารักษ์

                    เพราะวันนั้น...วันที่สายลมแปรปวนช่วงส่งท้ายปลายปีกระต่ายแสนกล อากาศในเมืองหลวงประเดี๋ยวหนาวประเดี๋ยวร้อน บางช่วงฝนโปรยปรายราวฟ้าวิกลจริต ชวนให้อารมณ์ขุ่นมัวคล้ายจะฟั่นเฟือน อยากติดปีกบินเร้นกายในเมืองแห่งม่านหมอกและไอเย็น แม้เกิดขึ้นเพียงในความฝันทว่ายังดีกว่าไม่รู้สึกถึงมันเลย..

                     นั่นคือเหตุผลสำคัญที่นำเรา (หลายชีวิต) ตัดสินใจแบกเป้เดินทางสู่ "ม่อนตะวันพันดาว" เมืองเชียงใหม่

                     ม้าเหล็กค่อยๆ โขยกบดรางเหล็กดังกึกกัก กึกกัก กึกกัก เคลื่อนจากสถานีหัวลำโพงผ่านตะวันแสงสุดท้าย นำหนุ่มสาวหลายชีวิตมาทันจิบกาแฟดำหอมกรุ่นรับแดดเช้ากลางเมืองเชียงใหม่ ก่อนยกพลขึ้นรถยนต์แบบเอสยูวีเพียง 1 ชั่วโมง ก็ถึงตลาดแม่มาลัย เลี้ยวซ้ายเข้าถนนสายแม่มาลัย-ปาย เมื่อถึง ต.กื้ดช้าง อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ถนนลาดยางมะตอยสิ้นสุดลงเช่นกัน เส้นทางเบื้องหน้าเลียบไหล่เขาสูงต่ำสลับกัน รถยนต์แล่นทวนสายน้ำแม่แตง ดั่งงูพญาใหญ่ 2 ตัว เลื้อยสวนทางกัน บางช่วงสายน้ำเชี่ยวซัดโขดหินดังก้องสะท้อนเข้ามาได้ยินถึงในรถ จนต้องลดกระจกฟังเสียงพงไพร-สายน้ำแล้วสูดกลิ่นอายอากาศแสนบริสุทธิ์ให้ชุ่มปอด...

                     64 กิโลเมตร คือระยะทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ถึงบ้านสบก๋าย ถ้ารถแล่นบนเส้นทางปกติอย่างช้าที่สุดไม่น่าจะกินเวลาถึง 1 ชั่วโมง แต่คณะของเราใช้ชีวิตบนรถเอสยูวีร่วม 4 ชั่วโมง เป็นช่วงเวลาที่อิ่มเอมด้วยทิวทัศน์สะท้อนภาพความเป็นอยู่ของคนในท้องถิ่นทุ่งนาโล่ง สวนลำไย สวนลิ้นจี่ สลับข้าวแบบขั้นบันได ชาวบ้านยิ้มแย้ม วิถีเกษตรกรรมส่งผลให้ชีวิตคนบนดอยหมุนตามโลกใบนี้ช้าลง

                     ความเมื่อยล้าจากการเดินทางหายสิ้น เมื่อเจ้าสี่ล้อจอดนิ่งบนหาดทรายริมน้ำแม่แตง บ้านสบก๋าย เหนือศีรษะมีสะพานไม้ทอดยาวข้ามฝั่งเหมือนฉากหนังรักโรแมนติก ที่นี่มีโฮมสเตย์ให้เลือกพอสมควร เราแบกสัมภาระเข้าพักที่บ้านอนัตตารีสอร์ท เรือนไม้ซ่อนสงบในราวป่าริมน้ำ เจ้าบ้านต้อนรับคนมาไกลด้วยข้าวไข่เจียวสูตร "บ้านเรา" ทีเด็ดอยู่ที่ใส่ใบโหระพาลงไปตีไข่ให้ละเอียด แล้วเจียวจนฟูเต็มกระทะโชยกลิ่นหอมกรุ่นยั่วใจ ไม่รู้ว่ารสมือแม่ครัวหัวป่า หรือความเหนื่อยล้าจากการเดินทางทำให้เรากินจนเกลี้ยงจาน กระทั่งเจ้าเหมียวเดินเลียบๆ เคียงๆ ส่งสายตาค้อนหลายหน

                     ถ่อสังขารมาถึงบ้านสบก๋ายทั้งที หากไม่ล่องแพไม้ไผ่ถือว่าเสียโอกาสไม่น้อย ยิ่งหน้าหนาวระดับความเชี่ยวของน้ำไม่มากนัก เหมาะสำหรับมือใหม่หัดล่อง โดยเริ่มต้นนั่งท้ายรถกระบะไปที่โป่งเดือดในอาณาเขตอุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง เดินเท้าต่อไปที่บ้านป่าข้าวหลาม ซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวกะเหรี่ยง แลเห็นภูมิประเทศเป็นทิวเขาซ้อนกันไกลสุดตา เราลงแพไม้ไผ่ขนาด 15 ลำมัดต่อกัน รองรับนักผจญสายน้ำได้ราว 7-9 คน

                     ทันทีที่หัวแพถูกไสลงน้ำพุ่งทะยานไปตามสายน้ำเคลื่อนตัวหลบหลีกแก่งหิน สองฝั่งปกคลุมด้วยไม้ใหญ่นานาชนิด เสียงนกกู่ประชันกันสร้างสีสันตลอดเส้นทาง ยิ่งแพล่องเข้าหาจุดหมายยิ่งสัมผัสความมีชีวิตชีวาของแม่คงคา จากป่าต้นน้ำสะสมน้ำต้นทุนตามรายทางผ่านป่าเขา

                     ภาพของเด็กชาวเขาชายหญิงหน้าตามอมแมมวิ่งไล่จับส่งเสียงหัวเราะสดใส พวกเขาหยุดชั่วครู่โบกทักทายขบวนคนแปลกหน้าอย่างคุ้นเคย พลอยกระตุ้นหมู่คนเมืองหัวใจพองโตยิ้มกว้างตอบแทนด้วยบริสุทธิ์ใจ แปลงเป็นความฮึกเหิมกล้าท้าเผชิญกับสายน้ำเบื้องหน้าอย่างท้าทาย

                     แดดบ่ายส่องทะลุใบไม้ปรากฏลำแสงทองนับร้อยส่องกระทบผิวน้ำ ทอประกายระยิบระยับราวผืนกำมะหยี่ปูทอดนำทาง โขดหินใหญ่น้อยสงบนิ่งดำทะมึนรอทดสอบนักผจญแก่ง ลูกเรือไม้ไผ่พร้อมใจโถมแรงบังคับทิศทางให้พ้นแก่งหินเหล่านั้น แก่งแล้วแก่งเล่าอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย ทุกคนรอยยิ้มเปื้อนหน้า ทุกครั้งที่หัวแพมุดสู้กับคลื่นเรียกเสียงกรีดร้องสะใจลั่นป่า ความสุข สนุก ตื่นเต้นเกิดขึ้นตลอดเวลาร่วม 4 ชั่วโมง จากบ้านป่าข้าวหลามถึงบ้านสบก๋าย

                     แม้ร่างกายอ่อนล้าจากการล่องแพ ใช่ว่าลดทอนความมุ่งมั่นของนักเดินทาง เช้าวันรุ่งขึ้นเราหิ้วกระบุงขึ้นสะพายบ่าไปเก็บกาแฟ "อราบิก้า" ของบ้านอนัตตา สูดหายใจรับอากาศเช้าแล้วทอดน่องเดินตาม "ลุงคำ" เจ้าถิ่นนำข้ามสะพานไม้เดินลัดเลาะไปตามทางเล็กๆ ขึ้นดอย ทางสายนี้รกชัฏไม้ใหญ่ปกคลุมแน่นหนากิ่งก้านแต่ละต้นสอดประสานกันจนยากที่แสงเช้าจะส่องถึงยอดหญ้า ชวนให้รู้สึกกำลังเดินเข้าโพรงไม้

                     ชายชราผู้ชำนาญทางย่ำเท้าช้าๆ วนสู่ป่ากาแฟ ที่เรียกว่า "ป่ากาแฟ" เพราะเขาปลูกกันแบบปล่อยให้เทวดาเลี้ยง คือขุดหลุมปลูกแซมไม้ใหญ่เพื่ออาศัยร่มเงาไปในตัว แล้วรดน้ำเฉพาะช่วงแรก พอมั่นใจว่าพ้นขีดอันตราย รากของมันสามารถดูดซับอาหารได้ ก็มอบภาระให้ธรรมชาติรับหน้าที่ดูแลต่อไป

                     กล่าวได้ว่ากาแฟอราบิก้าบนดอยแห่งนี้ เป็นผลิตผลออร์แกนิก 100 เปอร์เซ็นต์ ถึงผลผลิตต่อไร่ไม่สูงนักเมื่อเทียบกับการปลูกตามหลักวิชาการ แต่การยึดธรรมชาติเป็นแกนกลางในการดำเนินวิถีแห่งเกษตรกรรมย่อมเป็นหนทางที่ยั่งยืนยิ่งกว่า...วีถีคน วิถีป่าใช่ว่าจะอยู่ร่วมกันไม่ได้, ภาพพวงกาแฟสดสุกเบ่งสีแดงเข้ม สลับด้วยเม็ดสีเขียวรอวันสุกไล่เฉดสีสวยงามจนต้องลั่นชัตเตอร์บันทึกความประทับใจไว้หลายแชะ ก่อนบรรจงเด็ดเม็ดกาแฟที่ละเม็ด ที่ละเม็ด ใส่กระบุงกลับเรือนพักสบายอารมณ์

                     กว่าจะเป็นกาแฟในถ้วยหอมกรุ่นให้เราได้ลิ้มรสไม่ง่ายเลย ลุงคำเล่าว่า ต้องผ่านหลายขบวนการ ตั้งแต่นำเม็ดกาแฟสุกนำไปรีดเอาเนื้อออกล้างน้ำให้สะอาด ตากแดดจนแห้ง คั่วให้เกรียม ส่วนการบดใช้วิธีโบราณออกแรงตำในครกเรียกว่า "กาแฟแฮนด์เมด" ด้วยเหตุนี้กาแฟที่เราดื่มกันในเย็นวันนั้นจึงหอมกรุ่นเป็นพิเศษ

                     คืนนั้นฟ้าคลี่ม่านสีนิลเหนือผืนป่าทำให้พระจันทร์เสี้ยวทอแสงเด่นท่ามกลางแสงดาวนับล้านดวง เรา (หลายชีวิต) ล้อมวงจิบเมรัยบริสุทธิ์สายพันธุ์ "หมาใจดำ" กระตุ้นเลือดในกายให้คลายหนาว แกล้มการแสดง ”เต้นจะคึ” ของหนุ่มสาวชาวเขาในชุดพื้นเมืองสร้างบรรยากาศความครื้นเครงระหว่างก้าวสู่ศักราชใหม่ "ปีพญางูใหญ่" ด้วยชีวิตรื่นรมย์

                     เสียงสายน้ำกระเซ็นกระทบโขดหินราววงออเคสตาบรรเลงเพลงทำนองหลากหลาย บ้างเศร้า บ้างครื้นเครง แมลงกลางคืนกรีดร้องราวไวโอลีนแสนเศร้าสื่อบทเพลงเย้ยหยันชีวิต บทเพลงแห่งสายธารชีวิตบรรเลงท่วงทำนองถิ่นเถื่อนไม่เคยมีวันหยุด แม้นว่าไม่มีใครได้ยิน ก็ไม่เคยหยุดทำหน้าที่ของธรรมชาติซึ่งกำนัลไว้สำหรับมวลมนุษย์ เว้นแต่ว่าพวกเราปิดหูปิดตาถอยห่างจากไพรพง หรือได้ยินแต่ไม่รู้สึกสัมผัสถึงไออุ่นแห่งมนต์เพลงป่า อาจด้วยมนต์มืดเมืองมายาครอบงำจนไม่อาจถอนพิษร้าย

                     เราโบกมือลาชานชาลาแห่งความสุข "ม่อนตะวันพันดาว" ริมน้ำแม่แตง ขณะเคลื่อนกายสู่พันธนาการของป่าเมืองแว่วเสียงบทเพลงจากสายน้ำบรรเลงก้องในมโนสำนึกถอดรหัสเป็นอักษรได้ว่า...

 จันทร์เสี้ยวทอแสงพริบพราย
 เจ้าก้อนหินแสนเหงาละเมอในลมหนาว
 สายน้ำเชี่ยวเคลื่อนโอบให้คลายโศกสลด
 ลำเนาบทเพลงแห่งป่าปลอบประโลมคนเมือง
 คือ...จุดเริ่มต้นความสุขในอ้อมกอดพฤกษ์พนา
 แสนนานการเดินทางจากป่าเมือง
 เคลื่อนขบวนชีวิตเปลือยเปลือกมายา
 เมื่อเท้าก้าวสู่ดอยสูงดอกไม้สะพรั่งบาน
 คือ... ความงามแห่งน้ำมิตรพร่างพราว
 เรือนไม้ริมน้ำหลังนั้น...งามสงบงัน
 รอยยิ้มอบอุ่นท่ามกลางเรือนไพร
 ดั่งหยุดห้วงยามความสุขแขวนไว้ตรง ณ จุดนั้น
 คือ...สายใยแห่ง "บ้านอนัตตา" เกี่ยวโยงสัมพันธ์
  000

...............................................
(ชวนเที่ยว : บทเพลงแห่งสายน้ำ... ในอ้อมกอด'ม่อนตะวันพันดาว' โดย...เรื่อง // ภาพ :   ณณณณา เทพารักษ์)