
'ดาร์ เอส ซาลาม'เมืองใหญ่ที่ไม่ใช่แค่ทางผ่าน
คอลัมน์เที่ยวนี้ขอเล่า : 'ดาร์ เอส ซาลาม'เมืองใหญ่ที่ไม่ใช่แค่ทางผ่าน โดย กาญจนา หงษ์ทอง
การเดินทางไม่เพียงแค่พาเราออกไปพบเห็นสถานที่อันแปลกตา หรือเจอะเจอผู้คนและวัฒนธรรมที่ไม่ซ้ำหน้าเท่านั้น แต่ยังให้ประสบการณ์อันน่าจดจำเสมอ บางครั้งก็เป็นประสบการณ์แบบหวานๆ บางเที่ยวก็มันๆ บางทริปก็หรูๆ อย่างเที่ยวนี้พอคิดถึงว่าจะไปเมืองดาร์ เอส ซาลาม (Dar es salaam) ยังไม่รู้จะไปเจอประสบการณ์แบบไหน รู้แต่ว่าคำเตือนของนักท่องโลกหลายคนทำให้ต้องระแวดระวังตัวมากกว่าปกติ
แต่ถึงยังไงฉันก็ยังเดินหน้าไปที่นั่น เพราะเมืองริมทะเลของประเทศแทนซาเนีย (Tanzania) แห่งนี้ ถึงใครจะว่าน่ากลัวแค่ไหน แต่ก็ยังเป็นเมืองที่น่าทำความรู้จักเสมอ
8 ชั่วโมง เป็นตัวเลขที่รถประจำทางต้องทำงานจากโมชิ (Moshi) เมืองทางตอนเหนือของแทนซาเนีย ที่อยู่ตีนเขาคิลีมันจาโร มาจนถึงเมืองใหญ่ อย่างดาร์ เอส ซาลาม นั่นหมายถึงเป็น 8 ชั่วโมงที่ข้าพเจ้าต้องหลังขดหลังแข็งบนรถบัสที่ยังไม่รู้ชะตากรรมว่า สภาพและหน้าตาของบัสจะเป็นยังไง
บัสออเดิร์ฟด้วยการดีเลย์ครึ่งชั่วโมง ชักฤกษ์ไม่ดี วิ่งไปได้ครึ่งชั่วโมงจู่ๆ แอร์ก็เกิดดื้อด้านประท้วงไม่ยอมทำงาน คราวนี้เหมือนเข้าห้องซาวน่าหมู่ ร้อนอ้าวกันไปตลอดทาง แค่นี้ชิลๆ ภาวนาแค่ว่า อย่ามาทะลึ่งยางแตก เบรกเสีย หม้อน้ำระเบิดเป็นใช้ได้ ยังโชคดีได้วิวทิวทัศน์มาเป็นเครื่องช่วยปัดเป่าความเบื่อหน่าย
ความจริงจากกรุงเทพฯ ถ้าจะบินมาดาร์ เอส ซาลามเลยก็ได้ โอมาน แอร์ (0-2 6531222) เขามีเที่ยวบินจากกรุงเทพฯ ไปแวะเปลี่ยนเครื่องที่มัสกัตก่อน แล้วก็บินมาลงที่ดาร์ เอส ซาลามเลย สำหรับคนที่มีแผนเที่ยวทั้งเกาะซานซิบาร์และดาร์ เอส ซาลาม จะบินเข้าทางไหนก่อนก็ได้แล้วเลือกบินออกอีกทาง ไม่ต้องย้อนไปย้อนมา เหมือนเที่ยวนี้ฉันเลือกบินเข้าทางซานซิบาร์ ขาออกเลือกออกจากดาร์ เอส ซาลาม สะดวกดี
บัสใจดี สมนาคุณผู้โดยสารที่มีมารยาทไม่เอะอะโวยวายเรื่องแอร์พัง ด้วยการแถมชั่วโมงการเดินทางมาให้อีก 1 ชั่วโมง สิริรวมแล้วซาวน่าหมู่ไป 9 ชั่วโมงกว่า เกือบคลานลงจากบัสตอนถึงสถานีรถประจำทาง
ถึงจะเป็นเมืองใหญ่สุดและเจริญสุดของแทนซาเนีย แต่ 2 ทุ่มกว่าที่เมืองดาร์ เอส ซาลาม ไม่มีแสงไฟติดพึ่บพั่บให้คนพลัดบ้านอุ่นใจ การเรียกแท็กซี่เข้าตัวเมืองเสี่ยงภัยสูงเช่นนี้จึงจำเป็นต้องดูโหงวเฮ้งของโชเฟอร์ประกอบด้วย ไม่อย่างนั้นอาจจะเป็นเหมือนที่นักท่องโลกขู่กันไว้ว่า ถูกลากไปจี้แล้วทุบหย่อนลงมหาสมุทรอินเดียมานักต่อนัก
ความจริงมาถึงค่ำแค่ไหนก็ไม่ห่วง เพราะฉันจับจองที่พักในเมืองดาร์ เอส ซาลามมาล่วงหน้าแล้ว เว็บไซต์อโกดา (www.agoda.co.th) ช่วยแยกโซนให้เสร็จ จะเลือกพักในเมือง หรือจะพักตามริมทะเล ก็มีโรงแรมให้เลือกตามอัธยาศัย เลยเลือกที่พักย่านใจกลางเมืองเลย เดินเหินไปเที่ยวที่ไหนจะได้สะดวก
สารภาพตรงนี้เลยว่า หลงเข้าใจผิดมาตั้งนาน คิดว่า ดาร์ เอส ซาลาม เป็นเมืองหลวงของแทนซาเนีย เพราะความที่เที่ยวบินส่วนใหญ่จะมาลงที่นี่ ที่จริงแล้วไม่ใช่ เมืองหลวงของเขาคือ โดโดมา (Dodoma) ส่วนดาร์ เอส ซาลาม เป็นแค่อดีตเมืองหลวงของแทนซาเนีย ก่อนจะย้ายไปโดโดมาเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เอง ความจริงแนวคิดในการย้ายเมืองหลวงมีมาตั้งนานแล้ว เขาอยากจะพัฒนาพื้นที่แห้งแล้งย่านใจกลางประเทศ ก็เลยวางแผนมาได้พักใหญ่ แต่ถึงจะย้ายไปแล้ว ดูเหมือนความเจริญก็ยังกระจุกตัวอยู่ที่ดาร์ เอส ซาลามอยู่ดี
จากหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ ที่อยู่ริมทะเล ทุกวันนี้ ดาร์ เอส ซาลาม คือเมืองท่าที่สำคัญของประเทศและยังเป็นศูนย์กลางการค้าของแอฟริกาตะวันออก รวมถึงยังคงเป็นศูนย์กลางทางด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม การเงินและการบินของแทนซาเนีย แต่ในสายตาของนักเดินทางมักจะใช้ดาร์ เอส ซาลาม เป็นแค่ทางผ่าน เพื่อไปเที่ยวที่อื่นกัน ทั้งที่จริงแล้วดาร์ เอส ซาลาม ก็เป็นเมืองที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย
รุ่งเช้าฉันออกเดินสำรวจเมือง ก็พบว่า เมืองอื่นๆ ของแทนซาเนียที่ผ่านมา อาจจะพอเห็นตึกบ้าง แต่ไม่เยอะ แต่ที่ดาร์ เอส ซาลาม ตึกสูงหนาแน่นกว่าเมืองอื่น สมบุคลิกเมืองธุรกิจ
แต่อย่าคิดว่า มองไปทางไหนจะเจอแต่คนใส่สูท เดินสวนกันไปมา เพราะถึงจะเจริญแค่ไหนก็ตามมาตรฐานของแอฟริกา แถมที่นี่ก็มีคนตกงานและคนไร้บ้านเยอะด้วย ขนาดฉันเดินชมเมืองอยู่ดีๆ ก็มีคนแต่งตัวดีเดินเข้ามาขอเงินเฉยเลย เขาบอกตกงาน ไม่มีเงิน
หรือบางทีรถติดตามแยกไฟแดงก็ต้องระวัง จะมีพวกเด็กวัยรุ่นมากันเป็นแก๊งคอยจะไถเงินท่าเดียว สำหรับเมืองใหญ่ของแทนซาเนียแห่งนี้ ต้องเที่ยวแบบดูตาม้าตาเรือด้วย
ตามซอกซอยบางทีเห็นตึกเก่าๆ ที่สร้างไว้ตั้งแต่ยุคอังกฤษและเยอรมันเข้ามาปกครอง แต่ก็ไม่ควรทะเล่อทะล่าเข้าไป อาจจะเป็นสถานประกอบการของบรรดามิจฉาชีพได้ เพราะมีนักท่องเที่ยวโดนกันประจำ โดยเฉพาะช่วงกลางคืน ที่โรงแรมจะเตือนตอนเช็กอินเลยว่า ค่ำมืดดึกดื่นอย่าไปเดินตามชายหาด หรือมุมเปลี่ยว ถ้าจะใช้บริการแท็กซี่ให้บอก เขาจะหาให้
แต่เห็นเป็นกลางวันเลยไปเดินเล่นแถวริมทะเล เพราะเป็นย่านที่นักท่องเที่ยวไปเดินกันอยู่แล้ว มีทั้งโบสถ์ อาคารเก่าแก่ ตลาดปลา พิพิธภัณฑ์ รวมถึงเป็นท่าเรือสำหรับคนที่จะสัญจรไปเกาะซานซิบาร์ด้วย
ถ้าเป็นเมื่อก่อนฉันคงปล่อยให้ความกลัวห่มคลุมจิตใจจนมองไม่เห็นด้านสวยของดาร์ เอส ซาลาม แต่พักหลังฉันไม่อนุญาตให้ความกลัวติดสอยห้อยตามมาเที่ยวด้วย แค่รู้จักระวังตัวซะอย่างก็เที่ยวได้อย่างสบายอารมณ์
ระยะ 3 วัน 2 คืน ในทัศนะของคนรู้จักดาร์ เอส ซาลามอย่างฉาบฉวย ที่นี่ไม่ถึงกับสวย แต่ก็ไม่ขี้เหร่ ค่อนข้างอันตรายในเวลากลางคืน แต่กลางวันก็เดินเล่นได้ทั่วเมืองโดยไม่ต้องจ้าง รปภ.มาคอยประกบ
จัดว่าเป็นอีกเมืองหนึ่งที่ทั้งอิริยาบถของผู้คน วัฒนธรรมของชาวเมือง ล้วนแต่น่าสนใจไปหมด ขี้ปากนักท่องโลกจะว่า ดาร์ เอส ซาลาม อย่างไรก็ช่าง แต่สำหรับฉันเมืองแบบนี้ไม่ควรปล่อยให้เป็นแค่ทางผ่าน
........................................
(คอลัมน์เที่ยวนี้ขอเล่า : 'ดาร์ เอส ซาลาม'เมืองใหญ่ที่ไม่ใช่แค่ทางผ่าน โดย กาญจนา หงษ์ทอง)



