ไลฟ์สไตล์

'สุชนา'ภารกิจสัมผัสสะเทือนโลก

'สุชนา'ภารกิจสัมผัสสะเทือนโลก

28 ม.ค. 2555

ไฮฮอตวันเสาร์ : รศ.ดร.สุชนา ชวนิชย์ ภารกิจสัมผัสสะเทือนโลก

�������������������� ความสนใจใคร่รู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศโลกยังคงอยู่ในกระแส และนับวันองค์ความรู้ผ่านงานวิจัยชิ้นแล้วชิ้นเล่าจะได้รับการตีแผ่เพื่อประโยชน์แห่งมวลมนุษยชาติ นักวิจัยสตรีคนแรกของไทย "อาจารย์เปิ้ล" รศ.ดร.สุชนา ชวนิชย์ ดั้นด้นไปถึงผืนน้ำแข็งขั้วโลกใต้ "แอนตาร์กติก" ดินแดนไกลอันโพ้นสำหรับคนไทย ซึ่งยอมรับกันว่าเปรียบเหมือนหน้าต่างบานสำคัญ ด้วยหากสภาพอากาศมีความเคลื่อนไหวจะส่งแรงสะเทือนไปทั้งโลก�

�������������������� ภารกิจท้าทายของดอกเตอร์สาวร่างเล็กโครงการทุนวิจัย ลอรีอัล ประเทศไทย "เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์" ประจำปี 2551 สาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ซึ่งได้รับคัดเลือกให้ร่วมสำรวจทวีปแอนตาร์กติกร่วมกับทีมสำรวจจากประเทศญี่ปุ่น รุ่นที่ 51 ก็เพื่อร่วมศึกษาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีผลต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม อีกทั้งมีเป้าหมายในการสร้างฐานความร่วมมือระหว่างนักวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่นและไทยในการศึกษาวิจัยดินแดนแห่งน้ำแข็งนี้ในอนาคต

�������������������� ตลอดระยะเวลาค้นคว้าที่สถานีวิจัยโชว์วะกว่า 2 เดือน กับอุณหภูมิการทำงานในช่วงฤดูร้อนติดลบเกือบ 10 องศาเซลเซียส เดินทางกลับแผ่นดินแม่ย่อมไม่มามือเปล่า แต่จะมีของฝากอะไรติดมาด้วย เรื่องเล่าอยู่ข้างล่างนี้...

�

สัมผัสแรกกับอุนหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง

�������������������� -ช่วงที่ไปเป็นช่วงซัมเมอร์ ไม่ได้หนาวมากประมาณ -5 แต่ถ้าช่วงหน้าหนาวที่สถานีวิจัยโชว์วะอาจจะต่ำถึง -30 ก็ได้ เคยมีการวัดได้ต่ำสุดถึง -89 ในทีม 85 คน มีผู้หญิง 9 คน หนึ่งในนั้นมีคนไทยที่เป็นนักวิจัยคือตัวเอง อีกคนเป็นสื่อมวลชนไทยติดตามไปด้วย สิ่งที่รู้สึกว่าต้องพยายามปรับตัวให้ได้คือขณะอยู่บนเรือชิราเซะ คลื่นทะเลสูงมากๆ บางครั้ง 10 เมตร ทำให้เรือโคลง บางครั้งอาจถึง 40 องศา ตลอด 1-2 สัปดาห์ กินยาแก้เมาแล้วก็เอาไม่อยู่ ขณะทำงานก็ต้องปิดร่างกายทุกส่วน เพราะที่นี่ชั้นโอโซนได้หายไปพอสมควร ปกติชั้นโอโซนจะช่วยป้องกันไม่ให้รังสียูวีส่องถึงตัวเรา พอมันหายไปยูวีก็สามารถทะลุถึงร่างกาย ที่เมืองไทยออกกลางแจ้ง 5-6 ชั่วโมงกลับมาตัวดำ แต่ที่แอนตาร์กติกแค่ชั่วโมงเดียวหน้าไหม้เลยไม่ใช่แค่ดำ (หัวเราะ)
กิจวัตรในแต่ละวันของนักวิจัยทางทะเลที่แอนตาร์กติกมีอะไรบ้าง

�������������������� -จริงๆ เรามีเวลาทำวิจัยน้อยแค่สองเดือนเท่านั้นเอง แต่รวมเวลาเดินทางไปกลับ 4 เดือน จะตื่นกี่โมงก็ได้ แต่ประมาณ 6 โมงครึ่งต้องมาทานข้าวด้วยกัน จากนั้นก็จะมีการออกกำลังกาย คนญี่ปุ่นเขาจะเน้นมากเพราะเวลาออกไปข้างนอกต้องใช้แรงพอสมควร แล้ว 8 โมงก็ทำงาน เก็บตัวอย่าง ทานข้าวกลางวัน ทำงานต่อจนถึง 6 โมงเย็น ประมาณทุ่มตรงทานข้าวเย็น แล้วต่อด้วยล้อมวงประชุมกันเพื่อทบทวนว่าทั้งวันที่ผ่านมาใครทำอะไรบ้าง กว่าจะนอนก็เที่ยงคืน
ความลำบากสุดๆ ตลอดสองเดือนที่ทำงานวิจัยคืออะไร

�������������������� -นอกจากความหนาวแล้ว ต้องระมัดระวังในเรื่องความปลอดภัยเป็นพิเศษ กฎเหล็กคือห้ามทำงานลำพังต้องไปอย่างน้อยสองคน เพราะการทำงานบนแผ่นน้ำแข็งมีความเสี่ยงสูง อย่างตัวเองก็มีพลาดเหมือนกัน พอเป็นแบบนี้ถ้าเราไม่มีสติก็เป็นอันตราย ครั้งหนึ่งอยู่ห่างจากเพื่อนแล้วพลาดตกน้ำทะเล แต่เฉพาะแค่ขา ถ้าทั้งตัวคงแย่แน่ๆ ปกติจะมีนกหวีดติดตัวไว้เป่าขอความช่วยเหลือ แต่ตอนที่ตกน้ำไม่ได้เป่า เพื่อนก็อยู่ไกลชุดที่ใส่ก็ปิดเกือบหมดตะโกนคงไม่ได้ยิน เลยต้องช่วยตัวเองก่อน

�

ต่างบ้านต่างเมืองและหนาวจับใจขนาดนี้ เคยคิดถอดใจบ้างหรือไม่

�������������������� -ไม่ได้พกสิ่งยึดเหนี่ยวอะไรไป มีโอกาสไปต่างประเทศพอสมควร แต่ทริปนี้ถึงมีอินเทอร์เน็ตให้ใช้แต่แทบติดต่อใครไม่ได้เลย ตอนออกจากท่าเรือเพื่อมาแอนตาร์กติกก็คิดแล้วว่าเรามาแล้วนะ หันหลังกลับไม่ได้แล้ว ถ้าอยากกลับก็กลับไม่ได้ จุดนี้น้ำตาซึมเหมือนกัน ทุกคนกังวลว่าข้างหน้าจะมีอะไร จะถึงจุดหมายไหม เพราะมองไปทางไหนเห็นแต่ทะเล ทุกคนจึงต้องรักกันมากๆ ช่วยกันทำงานเต็มที่�

�

นอกจากจะต้องทำงานภายใต้สภาวะกดดันแล้ว การเป็นสุภาพสตรีที่มีความบอบบางเป็นอุปสรรคมากน้อยแค่ไหน

�������������������� -ต้องยอมรับว่าสรีระของผู้หญิงคือเล็กกว่าผู้ชาย แข็งแรงไม่เท่ากัน ซึ่งเวลาทำงานกับทีมญี่ปุ่น เขามีความเท่าเทียมกันหมด ผู้ชายขนของผู้หญิงก็ต้องขนด้วย ซึ่งก็เป็นเรื่องดี เราก็พยายามทำตัวเองให้ฟิตอยู่เสมอ วันหนึ่งเดินทาง 8 ชั่วโมงสัมภาระทั้งตัวราวๆ 5-6 กิโลกรัมได้ ที่ต้องติดตัวตลอดเวลาก็มีเข็มทิศ นกหวีด จีพีเอสนำทาง แล้วก็มีดพับเผื่อต้องใช้ ส่วนอุปกรณ์สำหรับงานวิจัยก็มีที่เจอะน้ำแข็งเพื่อเก็บน้ำทะเล ก็ใหญ่พอสมควรเวลาเจาะต้องใช้สองคนช่วย

�

สภาพความเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศที่แอนตาร์กติก พบเจอสิ่งใดที่น่าเป็นห่วงบ้าง

�������������������� -ที่แอนตาร์กติกน้ำแข็งจะไม่ละลาย แต่จะแข็งตัวนานและมากขึ้น บางคนถามสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงเป็นสภาวะโลกร้อนหรือเปล่า อยากอธิบายว่าโลกร้อนเป็นส่วนหนึ่งของสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งสภาพดังกล่าวจะส่งผลให้โลกร้อนหรือเย็นก็ได้ อย่างที่อาร์กติก (ขั้วโลกเหนือ) เราเจอปรากฏการณ์น้ำแข็งละลาย แต่ที่แอนตาร์กติกเกิดพายุหิมะ น้ำแข็งมากขึ้น มันกลับกัน พอน้ำแข็งมากขึ้นก็กระทบกับเพนกวิน เราพบการตายจำนวนมาก เวลาเพนกวินวางไข่ตัวพ่อแม่จะผลัดกันเฝ้าไข่ อีกตัวก็ต้องออกไปหาอาหาร แต่พอน้ำแข็งกินพื้นที่มากการเดินทางไปหาอาหารก็ต้องใช้เวลานานขึ้นกว่าจะถึงทะเลที่ไม่เป็นน้ำแข็ง กว่าจะกลับมาลูกก็หิวตาย�

�������������������� และที่เห็นชัดๆ เลยอีกอย่างคือก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงขึ้นมาก บางคนอาจสงสัยว่าทำไมก๊าซคาร์บอนฯ สูงขึ้น ทั้งๆ ที่ไม่มีมนุษย์อาศัยอยู่ถาวร มีแต่นักวิจัยเข้าไปชั่วคราวเท่านั้น จริงๆ แล้วขั้วโลกเหนือและใต้เป็นเสมือนหน้าต่างบานแรกของโลกที่รองรับของเสียก็ว่าได้ อย่างก๊าซคาร์บอนฯ ที่เราปล่อยไป ผลสุดท้ายก็ไปตกที่แอนตาร์กติก ทำให้ปริมาณคาร์บอนสูงขึ้นมาก นอกจากนี้ยังพบว่าไม่ได้สูงขึ้นอยู่ในชั้นบรรยากาศเท่านั้น แต่มันตกลงมาสะสมอยู่ในชั้นน้ำแข็ง ขณะนี้เรากำลังศึกษาว่าถ้าสะสมอยู่ในทะเลน้ำแข็งมากๆ จะส่งผลกระทบอย่างไรต่อสัตว์ทะเล

�

ทำวิจัยมาก็มาก ได้รางวัลมานับไม่ถ้วน สำหรับภารกิจนี้คาดหวังไว้อย่างไร

����������������������-จริงๆ งานวิจัยของตัวเองเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ก่อนจะนำไปประกอบกับทีมวิจัยท่านอื่นๆ อยากดูให้แน่ชัดว่าในเมื่อสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนไป มันจะมีผลกระทบอย่างไรกับสิ่งมีชีวิตที่เก็บมา เช่น พวกปลามีพฤติกรรมการกินอาหาร การอยู่อาศัย อันนี้ก็เป็นสิ่งที่คาดหวังจากงานวิจัย ขณะเดียวกันก็อยากถ่ายทอดประสบการณ์ให้นักวิทยาศาสตร์ไทยและเด็กๆ ได้รับรู้ เพราะงานวิจัยทางทะเลของเมืองไทยยังไปไม่ถึงไหนเลย จนมีคนตั้งคำถามว่าทำไมต้องไป ไปแล้วได้อะไร ถ้าเราแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของงานวิจัยก็จะเป็นแรงกระเพื่อมให้เกิดการสนับสนุนมากขึ้น ถามว่าเรื่องนี้ใครควรจะเป็นเจ้าภาพ ก็ควรจะเป็นหน่วยงานของรัฐบาลเพราะจะมีศักยภาพในการผลักดัน

นอกจากความรู้ความก้าวหน้าของญี่ปุ่นในแง่วิทยาศาสตร์แล้ว ตลอด 4 เดือน ได้เรียนรู้อะไรในเชิงวัฒนธรรมคนญี่ปุ่นบ้าง

����������������������-พอทำงานวิจัยเสร็จในแต่ละวัน เขาจะตั้งวงพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน ทำอะไรไปบ้าง เกิดปัญหาอะไร แล้วต้องรีบแก้ไขตรงนั้นเลย ซึ่งสไตล์ของนักวิทยาศาสตร์ไทย ไม่ค่อยมีในส่วนนี้เท่าไหร่ ต่างคนต่างเก็บข้อมูล หรือเก็บมาอาจจะคุยกันนิดหน่อยแต่ไม่ได้มานั่งเป็นกลุ่ม ถือเป็นตัวอย่างที่ดีมากๆ ของเขา หรืออย่างก่อนไปเขาจะเซตเลยในแต่ละวันจะทำอะไรบ้าง แต่พอไปถึงสถานที่จริงทุกอย่างก็เปลี่ยนก็ต้องเซตใหม่

เรื่องเล่าขำๆ จากขั้นโลกใต้

����������������������-ในความลำบากก็มีเรื่องให้ยิ้มได้ อย่างอุปกรณ์ที่เราต้องสร้างความเคยชิน คือโถส้วมแบบพกพา กฎของแอนตาร์กติกคือ ห้ามทิ้งของเสีย เพราะฉะนั้นเวลาเดินทางจึงต้องมีโถส้วมแบบนี้ คนอื่นอาจจะถือคนละถัง แต่สุชนาและเพื่อนรักกันมากสิบคนใช้ถังเดียว ทีแรกคิดว่าจะมีโอกาสได้ใช้เฉพาะที่แอนตาร์กติก แต่พอกลับถึงเมืองไทยก็ยังได้ใช้ด้วยช่วงน้ำท่วม (หัวเราะ)

�

จริงเท็จแค่ไหนที่ว่ากันว่าสายเกินไปแล้วที่จะดูแลโลก

����������������������-ตอนนี้สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนไปมาก ส่งผลกระทบไม่เฉพาะสิ่งแวดล้อม แต่เกิดกับสิ่งมีชีวิต จึงเป็นสิ่งที่เราน่าจะระวังและเตรียมป้องกัน เพราะอีกไม่นานก็คงกระทบถึงเรา อย่างเมืองไทยก็มีน้ำท่วมหนัก แล้วก็ตีวงกว้าง� เราหยุดความเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่สามารถที่จะชะลอให้มันเกิดช้าลงได้ จะบอกว่าสายเกินไปแล้วไม่ทำอะไรเลยคงไม่ใช่ ชะลออย่างไร เรารู้ว่าคาร์บอนไดออกไซด์มีบทบาทอย่างไรต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ถ้าเราช่วยกันลดสิ่งนี้ในชีวิตประจำวันของเราก็จะช่วยได้ แทนที่มหันตภัยต่างๆ จะเกิดขึ้นในอีก 10 ปีข้างหน้า ก็อาจช่วยยืดเวลาออกไปอีกเป็น 20 ปี 30 ปี

����������������������หนทางช่วยโลกยังพอมีหวัง ที่แน่ๆ วันนี้ประสบการณ์บนผืนน้ำแข็งขั้วโลกใต้ของนักวิจัยสตรีท่านนี้ ได้ตกผลึกอีกขั้นด้วยการรวบรวมแรงบันดาลใจแล้วจรดปากกาถ่ายทอดเป็นตัวอักษรลงหนังสือชื่อ "แอนตาร์กติก...ดินแดนแห่งน้ำแข็ง" อย่างน้อยก็ช่วยตอบคำถามเบื้องต้นว่าทำไมต้องพาตัวเองไปไกลถึงดินแดนอันหนาวเหน็บสุดขั้วหัวใจ ....

.....................................
(ไฮฮอตวันเสาร์ : รศ.ดร.สุชนา ชวนิชย์ ภารกิจสัมผัสสะเทือนโลก)