
อยากได้ที่ดินปลูกปาล์ม
ขณะนี้ได้มีกลุ่มมวลชนประมาณ 200 คน เข้าไปทำลายต้นปาล์มน้ำมันนับหมื่นต้น ที่หมู่ 4, 5, 6 ต.ไทรทอง อ.ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อต้องการครอบครองที่ดิน เกษตรกรเดือดร้อนเป็นอย่างมาก
มีกลุ่มคนต้องการครอบครองที่ดินที่ปลูกปาล์มน้ำมันกว่า 4,000 ไร่ อ้างว่าเป็นที่ดินเช่า และหมดสัญญาเช่าแล้ว ทั้งที่ที่ดินกว่า 4,000 ไร่นี้ มีหลายแปลง และครอบครองหลายเจ้าของตั้งแต่ปี 2532 โดยมีการซื้อขายที่ดินอย่างถูกต้อง เดิมเป็นที่รกร้าง ปัจจุบันเป็นที่ดินที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม หรือ ส.ป.ก. รับจากกรมป่าไม้ตั้งแต่ปี 2537 แต่ยังไม่ออกเอกสารสิทธิให้
ทำลายต้นปาล์มด้วยการเจาะต้นปาล์มที่โคนต้น แล้วหยอดยาฆ่าให้ต้นปาล์มดูดซึมเข้าไป จนกระทั่งยืนต้นตายกว่า 1 หมื่นต้น หรือประมาณ 1,000 ไร่ อีกทั้งยังขโมยผลปาล์มน้ำมันไปด้วย
ส.ป.ก.จังหวัดสุราษฎร์ธานีอ้างว่า เป็นที่ดินแปลงใหญ่ ไม่สามารถออกเอกสารสิทธิให้ได้ เพราะมีเจ้าของเพียงคนเดียว ทั้งที่ก่อนหน้านี้ตั้งแต่ปี 2532-2533 ได้ทำหนังสือแจ้งไปที่ ส.ป.ก.ว่ามีหลายเจ้าของ แต่เรื่องก็เงียบ ส.ป.ก.ไม่ทำหนังสือตอบกลับ
ขอความเป็นธรรมให้เกษตรกรที่ลงทุนปลูกปาล์มน้ำมันมากว่า 20 ปีด้วย กว่าจะได้ผลผลิตต้องรอเวลา แต่ตอนนี้กลับถูกกลั่นแกล้งเสียหายมาก
ธนภัทร/สุราษฎร์ธานี
ตอบ
นายบัณฑูร บุญนรากร ผู้อำนวยการกลุ่มกฎหมาย สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี ชี้แจงว่า ที่ดินจำนวน 6,600 ไร่ มีกลุ่มบุคคลจำนวน 4 ราย ครอบครองโดยมิชอบด้วยกฎหมาย และไม่มีคุณสมบัติเป็นเกษตรกรตามหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกา ซึ่งผู้ที่มีสิทธิได้รับการจัดที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ได้แก่
1.ผู้ประสงค์จะประกอบอาชีพเกษตรกรรม แต่ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง ได้แก่ ผู้ยากจน ผู้จบการศึกษาทางเกษตรกรรม และผู้เป็นบุตรของเกษตรกร
2.เกษตรกร ผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลักในท้องถิ่นนั้น โดยไม่มีอาชีพอื่นที่สามารถดำรงชีพอยู่ได้
3.สถาบันเกษตรกร หรือกลุ่มเกษตรกร สหกรณ์การเกษตร ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรตามกฎหมายว่าด้วยสหกรณ์
เดิมที ที่ดินผืนนี้มีบริษัทยื่นขอสัมปทานกับกรมป่าไม้ เมื่อปี 2531 ได้รับสัมปทานจำนวน 1.5 หมื่นไร่ ต่อมาบริษัทนี้ได้ยกเลิกสัมปทาน แต่มีกลุ่มบุคคล 4 ราย เข้าครอบครองที่ดินจำนวน 6,600 ไร่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ไม่ขอสัมปทาน และไม่เสียภาษีให้รัฐ
ต่อมาในปี 2537 มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฏิรูปที่ดิน ส.ป.ก.จังหวัดสุราษฎร์ธานี ดำเนินการสำรวจและรางวัดที่ดิน พบว่า ที่ดินแปลงนี้ครอบครองโดยมิชอบ ผู้ประกอบการจึงได้มาเจรจากับส.ป.ก.จังหวัดสุราษฎร์ธานี อ้างว่าอยู่ระหว่างขอสัมปทานกับกรมป่าไม้
จนกระทั่งในปี 2546 มีกลุ่มชาวบ้านที่ต้องการที่ดินทำกินก่อม็อบขับไล่ผู้ประกอบการออกจากพื้นที่ ให้นำที่ดินมาจัดสรรแก่ชาวบ้านผู้ยากจน เพื่อทำกินในที่ดินนั้น โดย ส.ป.ก.จะจัดสรรที่ดินให้ขนาดเนื้อที่การถือครองครอบครัวละไม่เกิน 10 ไร่ หรือขึ้นอยู่กับความเหมาะสม เนื่องจากบางพื้นที่ที่ดินมีน้อย จึงจำเป็นต้องจัดสรรให้ทั่วถึง
ส.ป.ก.จังหวัดสุราษฎร์ธานี จึงเรียกผู้ประกอบการทั้งหมดมาเจรจาเพื่อคืนที่ดินให้แก่เกษตรกร แต่ผู้ประกอบการไม่ยอมคืน คณะกรรมการดำเนินการและแก้ไขปัญหาการถือครองที่ดินแปลงใหญ่ แต่งตั้งโดยคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี คณะกรรมการรายงานว่า ไม่สามารถเจรจาได้ จึงมีความเห็นว่า ให้ ส.ป.ก.จังหวัดสุราษฎร์ธานีดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย โดยฟ้องขับไล่ เพื่อให้นำที่ดินมาจัดสรรให้เกษตรกรต่อไป
ขณะนี้ได้ดำเนินการฟ้องขับไล่ทั้ง 4 ราย ตั้งแต่ปี 2551, 2552 และ2553 โดยศาลพิพากษาให้ผู้ครอบครองที่ดินแปลงใหญ่ออกจากที่ดินพร้อมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง พร้อมส่งมอบที่ดินคืน ส.ป.ก. ในส่วนของฝ่ายที่ถูกฟ้องแปลงแรกครอบครัวที่ดินจำนวน 1,700 ไร่ ได้ขออุทธรณ์คำสั่งฟ้องคำสั่งศาลชั้นต้น ยื่นขอทุเลาการบังคับคดี โดยศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาแล้วไม่อนุญาตให้จำเลยทุเลาการบังคับคดีระหว่างการพิจารณาของศาลพิจารณาอุทธรณ์ได้ จึงได้ดำเนินการบังคับคดี ส่วนอีก 3 แปลงอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล
ลุงแจ่ม



