
'ความเหลื่อมล้ำและช่องว่าง' บนทางของคนตัวเล็ก
'ความเหลื่อมล้ำและช่องว่าง' บนทางของคนตัวเล็ก โดย... เนาวรัตน์ ชุมยวง ศูนย์สื่อสารเพื่อสังคม
รอยยิ้มบนปากเผยกว้าง กับมือขยับขึ้นลงเล็กน้อยต้อนรับผู้มาเยือน สภาพหญิงสาววัย 25 ปี ที่นอนบนที่นอนขนาดเล็กด้วยสภาพร่างกายที่ไม่ได้เติบโตสมวัยเพราะมีความผิดปกติและสมองพิการตั้งแต่กำเนิด ทำให้ขนาดของลำตัวนั้นเท่ากับเด็กอายุ 5 ปี ไม่สามารถกินอาหารหรือลุกไปไหนมาไหนเองได้ ทำได้เพียงหัวเราะและยิ้มเท่านั้น ซ้ำร้ายแม่ผู้ให้กำเนิดยังได้เสียชีวิตไปแล้ว ภาระทั้งหมดจึงตกอยู่ที่ผู้เป็นพ่อซึ่งตอนนี้ก็แก่ชราแถมขายังมีอาการปวดและเดินไม่ค่อยไหว
น.ส.เสาวนีย์ ผลิอรุณ ลูกสาวคนเดียวของครอบครัวที่มีเพียงพ่อที่เป็นทั้งชีวิต จากการเล่าของผู้เป็นพ่อวันนี้จึงรู้ว่า อาการเจ็บป่วยยังไม่มี เท่าที่เห็นอยู่ในขณะนี้ เธอยังมีอาการเป็นแผลอักเสบในปาก เจ็บปวดจนกินข้าวไม่ไหว สร้างความวิตกกังวลให้แก่พ่อ
รายนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเข้าเยี่ยมถึงบ้านของทีมอาสาในการให้ความช่วยเหลือ ออกเยี่ยมผู้ป่วยและนำยาไปให้ใน ต.หัวไผ่ จ.สิงห์บุรี โดยสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
พรรณิภา ชัยรัตน์ คณะพยาบาลมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) หนึ่งในผู้ร่วมออกเยี่ยมผู้ป่วยได้พูดคุยสนทนาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ ให้กำลังใจผู้เป็นพ่อ และหยิบยื่นความช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ ยารักษาแผลอักเสบร้อนใน นมผง พร้อมทั้งยาสามัญประจำบ้านให้ไว้
ในห้วงความคิดก่อนหันหลังจากบ้านหลังนี้ไป คำพูดของผู้เป็นพ่อที่พูดไว้ว่าลูกสาวของตนได้สิทธิคนพิการ 500 บาทต่อเดือน ในขณะที่ พรรณิภา ถามถึงสิทธิในการขึ้นทะเบียน ท 74 แล้วจะได้รับกายอุปกรณ์ เพื่อให้เธอใช้นั่งและพาเดินออกนอกบ้านบ้าง ผู้เป็นพ่อทำหน้างงเล็กน้อยพร้อมลุกขึ้นหยิบบัตรต่างๆ ที่พอมีมาให้ดูทั้งหมด
ซึ่งพรรณิภาได้บอกว่านี่เป็นปัญหาอย่างหนึ่งที่ผู้มีสิทธิไม่สามารถเข้าใจและเข้าถึงบริการของรัฐ แม้ตนเชื่อว่า “สวัสดิการเท่านั่นที่ช่วยผู้พิการได้” แต่ชาวบ้านก็ยังไม่เข้าถึงสิทธิ์ทั้งหมดที่ควรได้รับ ดังนั้นควรมีการจัดการให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงบริการเหล่านี้ได้ เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยได้มีความสุขกว่าที่เป็นอยู่
อีกกรณีหนึ่ง จำเนียน แก้วแช่ม ผู้ป่วยชายรายหนึ่งที่ได้เข้าไปเยี่ยมนั่งอยู่บนรถเข็น มีอาการครึ่งซีกชา แขน ขาข้างหนึ่งขยับไม่ได้ ปากเบี้ยว ความดันโลหิตสูง มีปัญหาเรื่องไตทำให้เท้าบวมเป็นบางครั้ง ทั้งนี้ยังรวมถึงอาการใหม่ที่ทางทีมอาสาได้ตรวจพบคือ ตาข้างหนึ่งของคุณตารายนี้มองไม่ค่อยเห็น
เมื่อ พรรณิภา บอกด้วยความห่วงใยว่าต้องดูแลตัวเองนะคุณตา ถ้าไม่อย่างนั้นก็จะเจ็บป่วยไปมากกว่านี้ แล้วคุณตากลัวโรคระยะสุดท้ายไหม คุณตาตอบว่า “ไม่กลัวแต่ก็ไม่อยาก” ไม่ต้องกลัว ถ้ารู้จักดูแลตัวเองเรื่องสำคัญอยู่ที่อาหารการกิน พรรณิภากล่าว
ครั้นเดินทางกลับจากบ้านหลังนี้ ทีมอาสาได้บอกว่าเคสนี้มีส่วนดีอยู่ที่ลูกสาวขายของอยู่ที่บ้าน มีเวลาดูแลรักษาพ่อที่ป่วย แต่เท่าที่ได้มีการออกเยี่ยมบ้านคนที่ป่วยส่วนใหญ่ของที่นี่เป็นผู้สูงอายุ เป็นโรคความดันเลือดสูงเพราะกินเค็ม วิธีการช่วยรักษาง่ายๆ แต่ได้ผลดี คือต้องใส่ใจอาหารให้กินผักเยอะๆ ลดอาหารพวกข้าว เพื่อระบบขับถ่ายจะได้ดี กินผักหลายชนิด ครึ่งกิโลต่อวัน
ทีมอาสาทั้งหมดเดินขึ้นรถ ภารกิจก่อนกินข้าวเย็นวันนี้เป็นรายสุดท้าย คือเยี่ยมบ้าน ยายส้มลิ้ม วราโภ คุณยายวัย 80 กว่าปี ซึ่งเมื่อไปถึงคุณยายก็บอกด้วยน้ำเสียงแหบแห้งแสดงออกถึงความดีใจ ว่า “ชอบคนมาเยี่ยม ทำให้สบายใจ อยากให้หมอมาเยี่ยมบ่อยๆ”
คุณยายมีอาการเวียนหัว ความดันสูง ตาซ้ายเป็นต้อกระจก มองไม่เห็น แล้วยังเดินไม่ค่อยไหว ไปไหนก็จะใช้ก้นขยับตัวไปทีละน้อย ซึ่ง ผศ.อารยา สอนบุญ คณะพยาบาลมหาวิทยาลัยขอนแก่น หนึ่งในทีมอาสาหันมาบอกว่า “ยายไม่ได้ติดเตียงแต่ติดบ้าน แม้จะออกข้างนอกไม่ได้แต่ก็ยังสามารถขยับภายในบ้านได้”
เมื่อได้สอบถามพูดคุยกับลูกของยาย ก็ทราบว่า ยาที่ให้ยายกินเป็นยาความดัน ลดไขมันในเลือด ซึ่งทีมอาสาได้เช็กตรวจดู ยาตัวนี้หากใช้ปริมาณเยอะ จะทำให้เลือดออกง่ายในกระเพาะอาหาร เส้นเลือดเปราะง่าย ซึ่งยาที่ให้แม้ไม่เป็นอันตราย แต่ควรพายายไปหาหมอเพื่อจะได้จัดยาให้ถูกต้อง แต่ทั้งนี้ด้วยความจำกัดที่ว่า การเดินทางไปหาหมอเป็นสิ่งที่ยากลำบากเพราะยายเดินไม่ค่อยไหว
เมื่อให้ความช่วยเหลือเท่าที่ทำได้ แล้วเดินจากมา พรรณิภา ได้กล่าวว่า “ลูกเป็นคนเลือกที่จะให้ยายเป็นอย่างไร จะอยู่ตามอัตภาพที่มีหรือจะให้ยายได้มีชีวิตที่ต้องยึดติดกับโรงพยาบาล ต้องขึ้นอยู่กับว่าลูกมีกำลังดูแลยายแค่ไหน ไม่มีสิ่งไหนที่ผิดหรือถูก เราต้องเข้าใจวิถีชุมชน เราต้องไปดู เราต้องประเมินเขา เข้าใจเขา ในสภาพความเป็นอยู่ของเขาด้วย แต่ถ้าลูกแกถือบัตรยายไปที่โรงพยาบาล เชื่อไหมลูกจะไม่ได้ยาเลย เพราะหมอจะให้พาเจ้าตัวไป”
ผศ.อารยา กล่าวถึงหลักการเยี่ยมบ้านว่า “การประเมินคนไข้ พอประเมินครบ เราก็เริ่มแนะนำเขา ถามว่าเราไปครั้งเดียวเราให้เขาครบไหม ไม่ครบหรอก เขารับเราได้ไม่ครบ ต้องกระตุ้นเพราะเขารับได้บางเรื่อง อย่างกรณีคุณลุงจำเนียน ญาติเขารู้ทุกเรื่อง ลูกเขาบอกขึ้นมาเลยว่าทำอาหารจืดให้ก็ไม่กิน เขารู้เรื่องโรคแต่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมคนไข้ไม่ได้”
“กรณีอย่างนี้ต้องให้เจ้าหน้าที่เข้าไปดูบ่อยๆ จะช่วยได้ เพื่อกระตุ้นคนไข้และญาติด้วย เราเชียร์คนไข้หน่อยหนึ่งแล้วก็บอกว่าจะมาดูอีกได้หรือเปล่า เพราะบางรายเราจะเห็นว่าคนดูแลเบื่อคนไข้ ส่วนคนไข้ก็เบื่อคนดูแล ทำให้ไม่ฟังกัน ฉะนั้นตัวเราต้องไปเชื่อมตรงนี้”
นอกจากนี้ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมคน เพื่อลดการเป็นโรคเรื้อรังเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง สิ่งที่ต้องปฏิบัติคือ หลัง 3 อ 2 ส คือ อาหาร อารมณ์ ออกกำลังกาย แล้วก็ 2 ส เรื่อง สูบบุหรี่ กับ สุรา คนป่วยเราให้คำแนะนำเพื่อลดอาการแทรกซ้อน เช่น ผลแทรกซ้อนจากความดันสูงคือเส้นเลือดในสมองตีบหากมีโรคแทรกซ้อนอาจกลายเป็นคนพิการ
นี่เป็นเพียงภาพสะท้อนเล็กๆ จากมุมหนึ่งของสังคม ที่ทำให้เราได้เห็นถึงความลำบากของผู้พิการและญาติที่คอยดูแล จากสถานการณ์ภัยพิบัติที่แม้คนปกติก็ยังยากที่จะสู้ แล้วคนพิการเหล่านี้ไม่ยิ่งยากกว่าหรือ และจะทำอย่างไรให้พวกเขาได้รับรู้พร้อมทั้งเข้าถึงสิทธิ์ที่ควรได้รับ นั่นเป็นโจทย์ที่เราควรไถ่ถามจากสังคม
................................................
('ความเหลื่อมล้ำและช่องว่าง' บนทางของคนตัวเล็ก โดย... เนาวรัตน์ ชุมยวง ศูนย์สื่อสารเพื่อสังคม)



