ไลฟ์สไตล์

รมว.สธ.8ประเทศตอบรับถกกันหวัดพันธุ์ใหม่8พ.ค.

รมว.สธ.8ประเทศตอบรับถกกันหวัดพันธุ์ใหม่8พ.ค.

07 พ.ค. 2552

“รมว.สาธารณสุข 8 ประเทศ ตอบรับร่วมประชุมพรุ่งนี้ด้วยตัวเอง” ขณะที่ “ญี่ปุ่น” สนับสนุนหน้ากากอนามัย 7 แสนชุด พร้อมด้วยยาสำหรับผู้ป่วย 5 แสนราย ให้ประเทศภมูมิภาคอาเซียน WHO จะหารือผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ตัวใหม่ แคนาดาถอดรหัสพันธุกรรมเชื้อไวรัสตัวใหม่ได้ รพ.

สำหรับกำหนดการประชุมรัฐมนตรีสาธารณสุขอาเซียนในวันพรุ่งนี้( 8พ.ค.)เวลา 8.30 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานอาเซียนจะเดินทางมาเปิดงาน โดยมีนายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข เป็นกล่าวรายงาน โดย ดร.มากาเร็ต ชาน ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย และนายสุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียน เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ด้วย สำหรับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขที่ตอบรับจะเดินทางเข้าร่วมประชุมด้วยตนเอง ได้แก่ ประเทศบรูไนดารุสซาลาม กัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย เวียดนาม จีน และสิงคโปร์ ส่วนประเทศพม่าส่งทูตประจำประเทศไทยมาแทน ฟิลิปปินส์ส่งปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นตัวแทน

 ขณะทีเกาหลีใต้ส่งอธิบดีและรองอธิบดีผู้ช่วยรัฐมนตรีด้านสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข สวัสดิการและครอบครัวเป็นตัวแทน และประเทศญี่ปุ่นส่งผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการ เป็นตัวแทนเข้าร่วมประชุม ทั้งนี้ในการประชุมครั้งนี้จะมีการลงนามในข้อตกลงร่วมกันในเวลา 10.30 น. ซึ่งเป็นความร่วมมือในการป้องกันและควบคุมโรคในภูมิภาคนี้

 ด้าน ดร.บุญเพ่ง พิลาวง ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายสาธารณสุขและประชากรอาเซียน กล่าวว่า ในที่ประชุมตัวแทนประเทศญี่ปุ่นได้เสนอให้หน้ากากอนามัย 700,000 ชุด โดยจัดแบ่งให้ประเทศละ 35,000 ชุด ส่วนที่เหลือให้กองกลางสำหรับประเทศอาเซียน นอกจากนี้ยังจะให้ยาโอเซลทามีเวียร์เพื่อครอบคลุมสำหรับผู้ป่วย 500,000 ราย

WHOจะหารือผลิตวัคซีนแคนาดาถอดรหัสพันธุกรรมเชื้อไวรัสตัวใหม่ได้

ดร.มารี-ปอล เคียนนี่ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยวัคซีนขององค์การอนามัยโลก หรือ ดับเบิลยูเอชโอ เปิดเผยว่า จะมีการประชุมทางโทรศัพท์ระหว่างผู้เชี่ยวชาญในวันที่ 14 พฤษภาคมนี้เพื่อหารือว่าควรจะให้บริษัทผู้ผลิตยาเริ่มผลิตวัคซีนป้องกันไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 แทนวัคซีนไข้หวัดตามฤดูกาลหรือไม่ หลังจากเชื้อไวรัสได้แพร่ระบาดไปสู่ 24 ประเทศแล้ว

โดยปกติผู้ผลิตวัคซีนจะสามารถผลิตวัคซีนต่อต้านไวรัสได้ครั้งละ 1 ชนิดเท่านั้นและ WHO จะต้องตัดสินใจว่าโลกจะมีความต้องการวัคซีนป้องกันไวรัสสายพันธุ์ใหม่มากกว่าวัคซีนไข้หวัดตามฤดูกาลหรือไม่ ซึ่งโดยปกติไข้หวัดตามฤดูกาลทำให้มีผู้เสียชีวิตปีละ 5 แสนคน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ทำให้ WHO ยังคงลังเล เพราะขณะนี้ผู้เชี่ยวชาญยังไม่รู้ว่าไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ 2009 มีความรุนแรงมากแค่ไหน ขณะที่การผลิตจะต้องใช้เวลาหลายเดือน

และในวันที่ 19 พฤษภาคมนี้ นางมาร์กาเร็ต ชาน ผู้อำนวยการ WHO และนายบัน คี-มุน เลขาธิการสหประชาชาติ จะร่วมกันจัดการประชุมหารือกับผู้ผลิตวัคซีนเพื่อพิจารณาว่าควรจะมีการผลิตวัคซีนจำนวนหนึ่งเพื่อจัดสรรให้กับประเทศกำลังพัฒนาหรือไม่ แต่ขณะนี้
ชาติตะวันตกหลายประเทศได้ทำข้อตกลงกับผู้ผลิตวัคซีนเรียบร้อยแล้ว และบริษัทหลายแห่งกำลังวิจัยวัคซีนไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 อยู่

ขณะที่ทีมนักวิทยาศาสตร์แคนาดาประกาศว่าสามารถถอดรหัสพันธุกรรมของไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ 2009 ได้เป็นครั้งแรก ซึ่งหวังว่าจะช่วยสามารถระบุต้นกำเนิดของไวรัสชนิดนี้และหาคำตอบได้เกี่ยวกับวิธีการแพร่กระจายของเชื้อและการกลายพันธุ์ โดยนักวิจัยของห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ด้านจุลชีววิทยาแห่งชาติของแคนาดาได้ถอดรหัสพันธุกรรมตัวอย่างเชื้อไวรัสจาก 3 แหล่ง ได้แก่ ตัวอย่างจากเม็กซิโก และตัวอย่างจากรัฐโนวาสโกเทียและจากรัฐออนทาริโอของแคนาดา ซึ่งเบื้องต้นได้ปฏิเสธแนวคิดเรื่องการกลายพันธุ์ที่เชื่อว่าเป็นสาเหตุทำให้ผู้ติดเชื้อในเม็กซิโกมีอาการรุนแรงกว่าที่อื่น

และเจ้าหน้าที่ของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค หรือ CDC ของสหรัฐ บอกว่า การถอดรหัสพันธุกรรมโดยเสร็จสมบูรณ์จะช่วยให้รู้จักไวรัส แต่ก็ยังไม่ได้หมายความว่าจะสามารถหาทางยับยั้งการแพร่ระบาดหรือหาทางรักษาได้ในทันที

รพ.พุทธชินราชรณรงค์ป้องกันโรคหวัดใหญ่2009

 เมื่อวันที่ 7 พ.ค.52 ที่โรงพยาบาลพุทธชินราช อ.เมือง จ.พิษณุโลก  นายแพทย์ประเสริฐ ขันเงิน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพุทธชินราชจ.พิษณุโลก  เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการเฝ้าระวังป้องกันการระบาดของเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 หรือไข้หวัดใหญ่สายพันธ์(เอช 1 เอ็น 1 ) จะต้องให้ความรู้กับเจ้าหน้าที่ตลอดจนผู้ป่วย ญาติ ผู้ที่เข้ามาใช้บริการของโรงพยาบาลพุทธชินราช  จึงได้จัดกิจกรรมรณรงค์”สวมหน้ากากอนามัยและล้อมมือให้ถูกวิธี” เพื่อสร้างความมั่นใจในการป้องกันโรค โดยเฉพาะบริเวณที่ประชาชนอยู่จำนวนมาก จำเป็นต้องล้างมือบ่อยครั้งและใช้ผ้าปิดจมูกป้องกันเชื้อโรค

 การติดแพร่กระจายเชื้อโรค เกิดจากที่ผู้ป่วยไอหรือจามรดโดยตรง เนื่องจากเชื้อไวรัสอยู่ในเสมหะ น้ำมูก น้ำลาย ติดจากมือและสิ่งของที่มีเชื้อโรคปนเปื้อนผ้าเช็ดผ้า ลูกบิดประตู โทรศัพท์ แก้วน้ำเป็นการรับเชื้อทางอ้อม โดยเชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางจมูกและตา เช่น การแคะขี้มูก การขยี้ตา