ไลฟ์สไตล์

อีสตันบูล เมื่อตะวันตกจรดตะวันออก

อีสตันบูล เมื่อตะวันตกจรดตะวันออก

22 ม.ค. 2555

อีสตันบูล เมื่อตะวันตกจรดตะวันออก เรื่องโดย http://www.oknation.net/blog/hooknoi

                   อีสตันบูล เป็นเมืองที่มีประวัติความเป็นมาอันยาวนานมากว่า 2,000 ปี ตั้งอยู่บนช่องแคบบอสฟอรัส ที่เชื่อมทะเลดำกับทะเลมาร์มารา และมีปากอ่าวอันเป็นท่าเรือโดยธรรมชาติที่เรียกกันว่าโกลเด้นฮอร์น อีสตันบูลจึงได้ชื่อว่าเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญทั้งทางด้านการค้าและการเมืองมาแต่โบราณ

                   คอนสแตนติโนเปิล คือชื่อในอดีตของอีสตันบูล ในสมัยที่เป็นเมืองหลวงของจักรวรรดิโรมันตะวันออกหรือที่รู้จักกันในนามจักรวรรดิไบแซนไทน์ ซึ่งคอนสแตนติโนเปิลในสมัยนั้นยังมีสถานะเป็นศูนย์กลางคริสตศาสนานิกายกรีกออเธอร์ด็อกซ์อีกด้วย แต่ในปี ค.ศ.1453 คอนสแตนติโนเปิลได้ถูกยึดครองโดยจักรวรรดิออตโตมันที่ปกครองภายใต้วัฒนธรรมอิสลาม เมืองคอนสแตนติโนเปิลจึงถูกเปลี่ยนชื่อเป็น อีสตันบูล ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

                   ด้วยความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ของเมืองที่ถูกยึดครองจากหลากหลายจักรวรรดิ หลากหลายวัฒนธรรม เราจึงเห็นการผสมกลมกลืนในงานสถาปัตยกรรม ศิลปกรรม และวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นภายในเมืองแห่งนี้ ซึ่งตัวอย่างที่เด่นชัดคงหนีไม่พ้น วิหารเซนต์โซเฟีย วิหารที่เป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลาง สร้างขึ้นในสมัยจักรวรรดิไบแซนไทน์เพื่อเป็นโบสถ์ทางคริสตศาสนา ก่อนจะถูกเปลี่ยนมาเป็นมัสยิดในสมัยจักรวรรดิออตโตมัน ปัจจุบันสถานที่แห่งนี้ได้ถูกเปลี่ยนให้เป็นพิพิธภัณฑ์อันมีนัยแฝง เพื่อเป็นการลบความขัดแย้งระหว่างศาสนาคริสต์และอิสลามที่อาจเกิดขึ้นได้

                   ตัวอาคารของวิหารเซนต์โซเฟียประกอบด้วยโดมขนาดมหึมา ที่ถึงแม้ภายในจะถูกเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา แต่ปัจจุบันก็ยังหลงเหลือร่องรอยของงานโมเสกที่งดงามแม้เวลาจะผ่านมานับพันปี ลักษณะสถาปัตยกรรมโดมขนาดใหญ่ของวิหารเซนต์โซเฟียได้กลายเป็นต้นแบบให้กับมัสยิดภายในเมืองอีสตันบูลอีกหลายๆ แห่ง ดังเช่น มัสยิดสุลต่าน อาเมท ที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงข้ามวิหารเซนต์โซเฟีย เป็นมัสยิดที่ภายในงดงามด้วยกระเบื้องอิสนิคสีน้ำเงินและสีขาว อันเป็นที่มาของชื่อที่คนส่วนใหญ่เรียกมัสยิดแห่งนี้ว่า มัสยิดสีน้ำเงิน

                   มัสยิดสุไลมานิเย เป็นมัสยิดอีกแห่งหนึ่งที่ได้ชื่อว่างดงามที่สุดในบรรดามัสยิดหลวงในเมืองอีสตันบูล ทั้งความใหญ่โตของตัวอาคารและการประดับตกแต่งทั้งภายในด้วยกระจกสี นอกจากนี้ พื้นที่ของมัสยิดสุไลมานิเย ยังครอบคลุมไปถึงอาคารที่ครั้งหนึ่งเคยเป็น โรงทาน โรงเรียนสอนศาสนา โรงเรียนแพทย์ โรงอาบน้ำ และที่พักแรม

                   ใกล้ๆ กับมัสยิดสุไลมานิเยยังเป็นที่ตั้งของ ตลาดแกรนด์บาซาร์ ตลาดขนาดใหญ่ที่มีสินค้านานาชนิดจำหน่าย ทั้งข้าวของเครื่องใช้ อาหาร เสื้อผ้า และภายในตัวอาคารยังเป็นแหล่งขายของที่ระลึกสำหรับนักท่องเที่ยวอีกด้วย หรือถ้าเลยไปแถบริมฝั่งโกลเด้นฮอร์นก็จะเป็นที่ตั้งของตลาดสไปซ์ ตลาดขนาดใหญ่อีกแห่งที่มีบรรยากาศครึกครื้นไม่แพ้แกรนด์บาซาร์เช่นกัน ที่นี่จะเน้นจำหน่ายสินค้าจำพวกอาหาร ทั้งอาหารแห้ง อาหารสด และขนมขบเคี้ยวชนิดต่างๆ โดยเฉพาะขนมเตอร์กิช ดีไลท์ ขนมชื่อดังของชาวตุรกี

                   เมื่อเดินเที่ยวอีสตันบูลจนแดดร่มลมตก กิจกรรมยามเย็นที่แนะนำคือการล่องเรือไปตาม ช่องแคบบอสฟอรัส ที่นอกจากจะแบ่งเมืองอีสตันบูลออกเป็นสองฝั่งแล้ว ช่องแคบแห่งนี้ยังเป็นลำน้ำที่แบ่งทวีปยุโรปและเอเชียออกจากกัน เรือโดยสารลำใหญ่ที่แล่นไปตามช่องแคบที่สองข้างเรียงรายไปด้วยบ้านเรือน มัสยิด พระราชวัง และป้อมปราการโบราณที่แสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของเมืองสองทวีปแห่งนี้

                   อีสตันบูลยังมีสถานที่ที่ควรค่าแก่การไปเยือนอีกมากมาย ทั้งพระราชวังทอปกะปึ ที่เป็นศูนย์กลางการปกครองของจักรวรรดิออตโตมันในอดีต หรือแม้แต่พิพิธภัณฑ์โบราณคดีที่จัดแสดงโบราณวัตถุตั้งแต่สมัยกรีกโบราณ ก็เป็นอีกแห่งที่ผู้มาถึงอีสตันบูลไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง

                    เวลาหลายวันที่ผมได้มาสัมผัสอีสตันบูลในมุมมองต่างๆ เป็นช่วงเวลาที่ได้เห็นความหลากหลายที่ผสมกลมกลืนกันอยู่ภายในเมืองแห่งนี้ มุมหนึ่งเราอาจเห็นผู้คนแต่งตัวทันสมัยบนถนนช็อปปิ้งหรูหรา แต่อีกเพียงไม่ไกลนัก เสียงสวดมนต์ยังคงดังก้องไปทั่วพร้อมกับผู้คนที่ต่างเดินมุ่งหน้าเข้าสู่มัสยิดเพื่อประกอบพิธีทางศาสนา

                   อีสตันบูลจึงมิใช่เมืองที่ตะวันตกมาบรรจบกับตะวันออกกันเพียงกายภาพ แต่รวมถึงวัฒนธรรม ศิลปะ และวิถีชิวิตที่ต่างหลอมรวมกันจนเป็นเมืองที่ยิ่งใหญ่แห่งนี้ ที่ชื่อ อีสตันบูล

..........................................
(อีสตันบูล เมื่อตะวันตกจรดตะวันออก เรื่องโดย http://www.oknation.net/blog/hooknoi)