
จังหวะหัวใจใน เทลอาวีฟ
สารภาพอย่างไม่กลัวเสียบุคลิก ว่าเป็นการเดินทางครั้งที่แบกความกังวลพ่วงใส่เป้ไปด้วย แถมน้ำหนักของความกังวลดูเหมือนมันไม่เบาเอาซะเลย แต่เมื่อถูกน้ำหนักของความอยากรู้อยากเห็นที่มีมากกว่ามาคอยถ่วงเอาไว้ ทำให้การเดินทางเที่ยวนี้จึงเกิดขึ้นท่ามกลางสภาพการเหวี่
ถ้าไปอังกฤษหรืออิตาลีใจคงไม่แกว่งขนาดนี้ แต่จุดหมายปลายทางอย่าง “อิสราเอล” (Israel) มีอานุภาพพอที่จะเขย่าขวัญให้คนปอดปกติ เกิดอาการปอดแหกอย่างเฉียบพลันได้ เพราะถ้าเกิดเคราะห์หามยามร้าย ดาวเคราะห์โคจรไปป๊ะกันแฮ๋มกับดาวกระจาย เจอปฏิบัติการหย่อนระเบิดยิงจรวดกันตูมตามขึ้นมา คงไม่ใช่แค่หมดสนุก แต่อาจถึงขั้นหมดลมหายใจได้
จิตอาจจะตกกว่าระดับปกติไปบ้าง แต่ก็ไม่ถึงขั้นต้องไปดิ้นรนควานหาพระเครื่องดีๆ หรือไปปล่อยนกปล่อยปลา แค่ก่อนเดินทางฉันได้แต่พร่ำบอกตัวเองให้ ”ปล่อยวาง”
อะไรจะเกิดก็เกิด!! เป็นคาถาดึงจิตที่ตกอยู่ ให้มันกลับมาอยู่ในตำแหน่งเดิม
ก็ไม่เห็นมีใครเอาปืนมาจี้ให้ไปนี่นา มีแต่ตัวฉันเองนี่แหละ ที่ดิ้นรนอยากไปประทับรอยเท้าบนแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ของ 3 ศาสนาอย่าง เยรูซาเล็ม(Jerusalem) อยากไปพ่นหายใจบนดินแดนที่ร่ำรวยประวัติศาสตร์อย่างเทลอาวีฟ (Tel Aviv) อยากไปลอยตัวในทะเลตาย (Dead Sea)ในอาณาบริเวณของอิสราเอลบ้าง หลังจาก 2 ปีก่อนไปลอยเคว้งฝั่งจอร์แดนมาแล้ว ยังไม่รู้ว่าระดับความเค็มของเดดซีสองฝั่งจะเท่ากันหรือเปล่า รู้แต่ระดับความกลัวของฝั่งนี้มีมากกว่าเห็นๆ
ทั้งที่กลิ่นอายของฝุ่นควันแห่งสงครามและการต่อสู้ในอิสราเอล ยังไม่ทันพร่าจาง แต่ขืนรอให้อิสราเอลปลอดโปร่งโล่งเตียนจากภาวะสงคราม ยังไม่รู้ชาตินี้จะได้เห็นหน้าอิสราเอลหรือเปล่า เพราะลางสังหรณ์บางอย่างบอกว่า สงครามระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์และชาติอาหรับ เห็นทีจะเป็นหนังเรื่องที่จบยาก
หรือบางทีอาจไม่มีตอนจบเลยด้วยซ้ำ...
เป็นเวลาย่ำรุ่งที่ฉันลอยเคว้งอยู่ในอากาศ บางทีพิกัดของเรือบินสายการบินอิสราเอล อาจกำลังเคลื่อนผ่านฉนวนกาซาก็ได้ ก็ได้แต่หวังว่ากองกำลังกู้ชาติปาเลสไตน์จะกำลังเอนหลังหลับอยู่ อย่าเพิ่งง้างจรวดส่องขึ้นท้องฟ้าช่วงนี้ละกัน
ล้อเรือบินอาจจะแตะสนามบินเบน กูเรียนไปนานแล้ว แต่ความกังวลยังพันแข้งพันขาแน่น มันไม่ยอมไปไหน เพราะยังไม่รู้ว่าอิสราเอลจะต้อนรับฉันด้วยอะไร
พาสปอร์ตของฉันถูกจับไปตรวจภายในเกือบ 2 ชั่วโมง ก่อนเจ้าหน้าที่ยิวสาวจะออกมาตามเจ้าของมันให้เข้าไปสอบสัมภาษณ์อีกตลบ
“ตอบทุกอย่างด้วยความจริงใจ ไม่โกหก ถึงในเล่มพาสปอร์ตของคุณจะมีวีซ่าของพวกชาติอาหรับประทับอยู่เป็น 10 ประเทศ เขาก็จะปล่อยผ่านในที่สุด.....” นึกถึงตัวอักษรของติวเตอร์จากเว็บไซต์โลนลี่แพลนเน็ต ที่ติวมาว่าอย่างนั้น
เยอะจนจำไม่ได้ว่าตอบไปกี่คำถาม รู้แต่ว่า ตอบจนเขาแน่ใจนั่นแหละ ว่ามายัยขวานฟ้าหน้าดำตั้งใจแบกเป้มาเที่ยวจริงๆ ไม่ได้มาเป็นสายลับให้พวกชาติอาหรับ หรือเป็นหน่วยสวาทของพวกปาเลสไตน์ ถึงได้ออกไปสูดอากาศนอกสนามบินเบน กูเรียน
คล้องเป้ไว้ที่หัวไหล่แล้วกระโจนขึ้นรถไฟจากสนามบินออกไปหาเทลอาวีฟอย่างโล่งอก
อาจไม่ถึงขั้นเป็นเมืองโบราณเก่าแก่ เพราะเทลอาวีฟเพิ่งได้รับการก่อตั้งเป็นเมืองแห่งแรกของอิสราเอลเมื่อปี 1909 แต่ก็มากมายไปด้วยประวัติศาสตร์
เพราะเป็นเมืองศูนย์กลางทางการค้า พาณิชย์ และอุตสาหกรรม พกพาความทันสมัยเอาไว้เต็มตัว ฉันจึงเข้าหาเทลอาวีฟอย่างไม่คาดหวังเท่ากับเยรูซาเล็ม
กะว่าสลัดเป้พ้นแผ่นหลัง ก็จะไปเดินหย่อนอารมณ์แถวริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เสร็จแล้วค่อยเดินไปชมเมืองเก่าแถวโอลด์จัฟฟา (Old Jaffa) แต่รถเมล์สายก้าวก้าวพาแฉลบตามคลื่นคนไปจนถึงตลาดคาร์เม็ล (Carmel Market) ตลาดที่ฟังทีแรกคิดว่าขายอูฐ จนเห็นหลักฐานคาตานั่นแหละ ถึงได้รู้ว่า ที่นี่เป็นตลาดใหญ่ประจำเมืองที่ขายเสื้อผ้าและข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้าน
ขยับมาแค่ซอยเดียว นี่ต่างหากถนนในฝันของฉัน นาชาลัท บินยามิน เปเดสเตรียน (Nachalat Binyamin Pedestrian) เป็นถนนสายยาวกว่ากิโลเมตรที่แน่นขนัดไปด้วยศิลปินแขนงต่างๆ ทั่วเทลอาวีฟ หอบผลงานศิลปะและงานแฮนด์เมดมาวางขายกันอย่างไม่มีที่ว่าง จากร้านแรกถึงร้านสุดท้าย คล้ายกำลังย่างอยู่ในแกลเลอรีกลางแจ้ง ปัญหาอยู่ที่ว่า น่าซื้อตั้งแต่ร้านแรกยันร้านสุดท้าย
ข้าวของแทบไม่ซ้ำหน้า ใครคิดค้นประดิษฐ์อะไรเจ๋งแจ๋ว ก็เอามาอวดมาโชว์กัน เป็นถนนสายสุนทรีย์ที่เดินแล้วอิ่มจัด แต่ต้องคอยเหนี่ยวเงินเชคเกลเอาไว้ให้ดีเชียว มันจ้องจะออกไปอยู่กับพ่อค้าแม่ค้าท่าเดียว
ต้องรีบผละไปเดินดับความอยากแถวริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เดินจิบทะเลเรื่อยไปจนถึงแถวโอลด์จัฟฟา
เหมือนหนีเสือปะจระเข้ยังไงไม่ทราบ เพราะเมืองท่าเก่าแก่อายุเกือบ 4,000 ปีแห่งนี้ เป็นที่ทางของบรรดาศิลปิน การเดินลัดเลาะทะลุตรอกแคบๆ เพื่อซอกแซกดูงานศิลปะตามแกลเลอรีที่ซ่อนอยู่ตามซอกตึก จึงเป็นโปรแกรมที่แขกเหรื่อของโอลด์จัฟฟาทุกคนแทบไม่ยอมพลาด
วิวทิวทัศน์ของโอลด์จัฟฟาทำให้หลายคนอิ่ม งานศิลปะทำเอาหลายคนสุนทรีย์ล้นปอด ส่วนฉันยกให้โอลด์จัฟฟาเป็นมุมโปรดในเทลอาวีฟ
ไม่ใช่เพราะวิวหรือศิลปะ แต่ชอบที่โบสถ์และสุเหร่าตั้งเคียงกันเหมือนเพื่อนสนิท จนแทบไม่เหลือเค้าของเมืองในม่านสงครามอย่างที่เคยกริ่งเกรง
แล้วโอล์ด จัฟฟาก็ทำให้หัวใจเต้นในจังหวะสโลว์ ไม่เหวี่ยงวูบเหมือนอย่างเคย
"กาญจนา หงษ์ทอง"
จากกรุงเทพฯ บินสู่อิสราเอล สายการบินแอลอัล อิสราเอล แอร์ไลน์ เป็นสายการบินเดียวที่บินตรงจากกรุงเทพฯไปกลับเทลอาวีฟทุกวัน ยกเว้นวันเสาร์วันเดียว ใช้เวลาบินประมาณ 10-11 ชั่วโมง คลิกดูรายละเอียดที่ www.elal.com หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่โทร. 0-2671-6145-6



